ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยศชนัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยศชนัน แสดงบทความทั้งหมด

11 ตุลาคม 2569

เท400ล.งบเร่งด่วน71ปรับคลองห้วยน้อย ไทรงาม

 “ยศชนัน“ตรวจงานถึงที่ หวังสงบศึกแย่งน้ำทำเกษตร ขนนวัตกรรม อว. แก้จนให้ชาวกำแพงเพชร ฟื้น”สารทไทย-กล้วยไข่”ดูดนักท่องเที่ยว


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางไปที่โรงเรียนอนุบาลไทรงาม อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่11 ต.ค. 69 ตรวจเยี่ยมโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการชลประทานบริเวณ "คลองสามอาร์เอ็มซี (3R-MC)" หรือ "คลองห้วยน้อย" ความยาว 18.2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 108,125 ไร่ ในพื้นที่รอยต่ออำเภอไทรงาม และอำเภอลานกระบือ

เจ้าหน้าที่กรมชลประทานรายงานว่ากรมฯได้เสนอปรับปรุงระบบชลประทานคลองห้วยน้อยทั้งระบบแบบเร่งด่วนในงบประมาณปี 2571  วงเงิน 405 ล้านบาท ปรับปรุงประตูระบายน้ำแบบเปิด-ปิดได้ 8 แห่ง วงเงิน 63 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ช่วยยุติความขัดแย้งในชุมชนได้  ทั้งนี้อาคารชลประทานเดิมทรุดโทรม อายุใช้งานนานกว่า 20 ปี ประกอบกับคลองมีสภาพตื้นเขิน กระทบต่อการควบคุมน้ำ ในช่วงฤดูแล้งมักเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำ ลุกลามเป็นข้อขัดแย้งแย่งชิงน้ำระหว่างเกษตรกรพื้นที่ต้นคลองและท้ายคลอง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตัวแทนมวลชนว่า แผนปี 2571 จะเร่งสร้างฝายระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อทุกคนมีน้ำเพียงพอ จะได้ไม่ทะเลาะหรือเกิดประเด็นขัดแย้งเรื่องแหล่งน้ำกันอีก และยังได้สั่งการให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากกระทรวง อว. มาบูรณาการสร้างรายได้ แก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม  โดยนำการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร, นวัตกรรมปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุน, การวิเคราะห์ดิน, การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรค การวิจัยสายพันธุ์กล้วยไข่ลำต้นเตี้ยที่ทนลมพายุแต่ให้ผลผลิตสูง การผลักดันประเพณี "สารทไทย-กล้วยไข่ และของดีเมืองกำแพง" เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ สส.กำแพงเพชร เขต 4, นายนพพล ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร เขต 3, นายธนากร รัตนากร ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมขบวนตรวจราชการด้วย


06 ตุลาคม 2569

ยศชนันชู“ทุนธรรมชาติ” สู่กลไกการเงินเพื่ออนุรักษ์

 “ยศชนัน” ชู Natural Capital Financing บนเวทีโลก STS forum 2026 ผลักดัน “ทุนธรรมชาติ” สู่กลไกการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ศ. ดร.ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาระหว่างเปิดการประชุม Science and Technology in Society Forum 2026 – The 23rd Annual Meeting (STS forum 2026) ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 โดยนำเสนอแนวคิด Natural Capital Financing หรือการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ให้ “ทุนธรรมชาติ” เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต ควรให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ และระบบนิเวศ ในฐานะ “Natural Capital” ที่มีคุณค่าทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต พร้อมเสนอให้ประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาแนวทางดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติสามารถเดินควบคู่กับการลงทุน การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ต้องมองไปไกลกว่า Carbon Credit และเป้าหมาย Net Zero

 

Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman of STS forum กล่าวถึงโลกที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากความท้าทายด้านพลังงาน อาหาร น้ำ สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ต้องอาศัยแนวคิด Holistic Design ที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาบัน ตลาด และคุณค่าของมนุษย์เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน AI มีศักยภาพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และสนับสนุนการตัดสินใจ แต่ต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบอนาคต

 


การประชุม STS forum 2026 – The 23rd Annual Meeting จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ณ Kyoto International Conference Center (ICC Kyoto) เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายสำคัญของโลก ตลอดจนสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

 


24 กันยายน 2569

เปิดที่เรียนใหม่อุเทนถวายย่านบางเสาธง

      ยศชนัน เอาจริง นำชมสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 บริเวณเคหะบางพลีโครงการ 3 บางเสาธง ที่เรียนใหม่ของนักศึกษาอุเทนถวาย ระบุสถานที่มีความพร้อมน่าพอใจยิ่งสำหรับสายวิชาชีพวิศวกรรม

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่24 ก.ย.69  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารระดับสูง เดินทางไปยังสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ อำเภอบางเสาธง ซึ่งจะใช้เป็นพื้นที่จัดการเรียนการสอนชั่วคราว ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวภายหลังการสำรวจอาคารสถานที่ ห้องปฏิบัติการ และโรงฝึกงานภายในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ว่าจากการประเมินศักยภาพของพื้นที่ร่วมกับทางกระทรวงแรงงาน สถานที่มีความพร้อมที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเรียนการสอนสายวิชาชีพและวิศวกรรมศาสตร์

"เราเห็นความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน มีโรงฝึกงานขนาดใหญ่ มีเครื่องจักร ห้องปฏิบัติการทางช่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ สอดคล้องกับการเรียนการสอนของอุเทนถวายที่เน้นการลงมือปฏิบัติ พื้นที่ตรงนี้ จะทำให้นักศึกษาเข้ามาเรียนและฝึกปฏิบัติงานต่อได้ทันที มาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการจะไม่ตกลงไปจากเดิมเลย"

ศ.ยศชนันย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาและลดความขัดแย้งที่เรื้อรังมานาน ส่วนข้อกังวลของนักศึกษาบางส่วนต่อการย้ายสถานที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้ความมั่นใจ ส่งข้อความถึงนักศึกษาและผู้ปกครองว่า การตัดสินใจทุกขั้นตอนของกระทรวงฯ ยึดเอาความปลอดภัยเป็นแกนหลัก


          เว็บไซต์ของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน1 ระบุตั้งอยู่ที่ 1039 หมู่ 15 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ  บริเวณการเคหะชุมชนเมืองใหม่บางพลี โครงการ 3   เดินทางได้ 3 วิธี  1. รถโดยสารประจำทาง (สีชมพู) สาย 132 เคหะบางพลี (แฟลต 3) - พระโขนง (สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช) ,สาย 133 เคหะบางพลี (แฟลต 3) -พระโขนง (วัดธาตุทอง)  2. รถตู้โดยสารปรับอากาศ รังสิต - การเคหะบางพลี (ทางด่วน) ,หมอชิต (จตุจักร) - การเคหะบางพลี (ทางด่วน - บางนา – การเคหะบางพลี  3. รถสองแถว (สีขาว-เขียว) รพ.บางนา 2 - แฟลต 3 (สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน)


23 กันยายน 2569

สางปม’อุเทนถวาย’ไป’จักรพงษ์ภูวนาถ’เช่าตึกให้ฝึกปฏิบัติ

 เปิดโรดแมป อว. สางปมย้าย "อุเทนถวาย" จัดที่เรียน-แล็บสำรอง เยียวยา นศ.- "ยศชนัน" จับเข่าคุยทุกฝ่ายผู้บริหาร-นักศึกษา ชี้ต้องแก้ปัญหาต้นเหตุเพื่อความปลอดภัย

 


เมื่อวันที่23กันยายน 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. เปิดเผยผลประชุมกับคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ถึงมาตรการบริหารจัดการการเรียนการสอนและแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านสถานที่เรียน

 

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยผลการหารือว่า เพื่อแก้ปัญหาของนักศึกษาที่เรียนผ่านระบบออนไลน์ เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือสภาพแวดล้อมในหอพัก ทางอธิการบดีได้จัดเตรียมห้องประชุมใหญ่ของวิทยาเขตจักรพงษภูวนาถ ซึ่งปัจจุบันใช้จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกไว้รองรับนักศึกษาตั้งแต่วันที่ 24กันยายน 2569 โดยให้คณบดีทำความเข้าใจกับนักศึกษาเพื่อช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ส่วนการเรียนการสอนภาคปฏิบัติและห้องปฏิบัติการ ในระยะสั้น กระทรวง อว. จะประชุมร่วมกับผู้บริหาร มทร. ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อจัดสรรรายละเอียดหลักสูตรให้นักศึกษาอุเทนถวายเข้าไปใช้ห้องปฏิบัติการของวิทยาเขตเครือข่าย  แผนระยะกลาง จะสำรวจอาคารของกระทรวงแรงงานบริเวณใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเช่าจัดการเรียนการสอนระยะเปลี่ยนผ่านภายในกรอบเวลา 1 เดือน โดยขอให้สภาวิศวกรตรวจสอบมาตรฐานห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์การสอนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับประกันคุณภาพทางวิชาการและสิทธิในการได้รับใบประกอบวิชาชีพของนักศึกษา 

 


แผนระยะยาว การก่อสร้างวิทยาเขตแห่งใหม่ในโซนมีนบุรี-ลาดกระบัง ซึ่งได้เริ่มถมดินแล้ว กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุน ดูแลด้านงบประมาณเพื่อให้ดำเนินไปจนแล้วเสร็จ ควบคู่กับแผนด้านกายภาพ โดยเตรียมการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พิจารณาให้เงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ที่มีภาระค่าใช้จ่ายการย้ายหอพัก การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการศึกษา เปิดทางเลือกอำนวยความสะดวกเป็นรายบุคคล หากนักศึกษาประสงค์ขอย้ายสถานที่เรียน หรืออาจารย์จะขอย้ายกรอบอัตรากำลังไปยังมหาวิทยาลัยอื่นในสังกัด อว. 

 

ช่วงเช้าของวันเดียวกัน ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมผู้บริหารกระทรวง อว. ได้เข้าพูดคุยรับฟังข้อเรียกร้องจากตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายกว่า 100 คน ที่รวมตัวเรียนออนไลน์ ที่กระทรวงฯ เป็นวันที่ 3 โดยเรียกร้องขอใช้พื้นที่เดิมและเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยแทนการย้ายวิทยาเขต ซึ่ง รมว.อว. ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้พยายามใช้มาตรการความปลอดภัยแล้วแต่ยังคงเกิดเหตุสูญเสียซ้ำซาก การย้ายสถานที่จึงเป็นความจำเป็น เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสร้างความมั่นคงปลอดภัยในระยะยาว

 

 


22 กันยายน 2569

ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยน่าน

 ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยน่าน เข้า ครม. ดันเป็น Innovation Sandbox University ผุด 5 คณะใหม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ วางเกณฑ์ห้ามปฏิเสธเด็กยากจน มุ่งสร้างคนและนวัตกรรมจากทุนท้องถิ่น

 


                    คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่22ก.ย.69 อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกฐานะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่านหรือสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ให้เป็น “มหาวิทยาลัยน่าน” มีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่มิได้เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ (สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ) เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กแต่มีคุณภาพสูง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีโครงสร้างและการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัวซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ของจังหวัดน่าน ประกอบกับเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าวถึงเรื่อง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มหาวิทยาลัยน่านว่าเดิมเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน มีขนาดไม่ใหญ่ พยายามปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม จะทำให้เป็น Innovation Sandbox University ส่วนปรัชญาการก่อตั้งจำลองคนทุกช่วงวัย และพัฒนาทุกช่วงวัยเพื่อรองรับให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ควบคู่กับการดูแลสังคม หรือเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยของสังคมแม้ว่าจะขนาดเล็กแต่มีคุณภาพสูง

มหาวิทยาลัยน่านจะเปิดการเรียนการสอน 5 คณะ คือ คณะนวัตกรรมวนเกษตร ทำงานร่วมกันกับมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน หรือ น่าน sandbox, คณะเศรษฐกิจสุขภาวะ ,คณะวิศวกรรมเศรษฐกิจใหม่ ศึกษาเรื่องยานยนต์สะอาด ระบบดิจิทัล AI ต่างๆ ใช้ประโยชน์จาก living lab,คณะแพทยศาสตร์ รองรับบุคลากรสูงวัยในจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือ,คณะบริหารธุรกิจและสหวิทยาการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามหาวิทยาลัยน่านบริหารงานรูปแบบสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐช่วยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ ร่างกฎหมายกำหนดหลักประกันสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ห้ามปฏิเสธการรับเข้าศึกษาหรือให้ออกเพียงเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์

 

 


16 กันยายน 2569

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเวลาใช้ทุนรัฐบาลเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับ

 รื้อเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ครึ่งหนึ่ง เปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชนแก้ปัญหาคนเก่งไหลออกนอกระบบ เตรียมชงเรื่องเข้าครม. ให้ทันใช้ปีนี้


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 ก.ย.69 ที่สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับเงื่อนไขเพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ เนื่องจากจำนวนผู้สมัครรับทุนรัฐบาลประเภทต่าง ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นทียืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งใช้เวลาศึกษาและมีภาระผูกพันการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับกรณีผิดสัญญาจะเผชิญกับเบี้ยปรับอัตราที่สูงมาก  โดยมีรายงานว่า กระทรวง อว. จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในปีนี้

 

เงื่อนไขที่ปรับใหม่ จะลดเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน จากที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา หากผิดสัญญาให้ชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับ 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ให้ลดเวลาชดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดจาก 3 เท่า เหลือ 2 เท่าของเงินทุน

 

ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ ผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ขอย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม   กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ขอย้ายไปทำงานกับภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน

 

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

 

 


15 กันยายน 2569

เปิด University Holding Consortiumดันงานวิจัยสู่ธุรกิจ

 เปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมองค์ความรู้–งานวิจัย–ทุน–ตลาดทุน เพิ่มศักยภาพมหาวิทยาลัย ตั้งเป้าดันงานวิจัยสู่ธุรกิจ Wellness–การแพทย์–AI–เทคโนฯ ขั้นสูง  

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาเรื่องThailand New Economy: From Knowledge to National Growth ในงานเปิดตัว University HoldingConsortium ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่15ก.ย.69

 

University Holding Consortium เป็นความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย พันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจเศรษฐกิจยุคใหม่และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech)

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ผลักดัน University Holding Company เพื่อนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสร้างมูลค่าได้จริง ตั้งแต่การพัฒนาคัดกรองให้มีคุณภาพ ศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยีและตลาด การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การจัดตั้งธุรกิจต่อยอดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย (Spin-off)

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่าขั้นต่อไปคือเชื่อมมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็น University Holding Consortium เพื่อทลายข้อจำกัดที่แต่ละมหาวิทยาลัยต้องลงทุนเฉพาะเทคโนโลยีของตนเอง เปิดให้ค้นหา ประเมิน และร่วมลงทุนในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอื่นได้ เกิดการรวมเงินลงทุนและการร่วมลงทุน (Co-invest) เพิ่มขนาดเงินลงทุนสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและนักลงทุนภายนอก ทั้งจะช่วยขยายการทดลองจากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปสู่การใช้งานร่วมกันในหลายๆสถาบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพที่ต้องมีการทดสอบ ศึกษาวิจัยในหลายศูนย์ (Multi-center) เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจในการขยายตลาด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งใน 15 มหาวิทยาลัยที่จัดตั้ง University Holding Company สำเร็จ กล่าวว่า University Holding Consortium จะทลายข้อจำกัดด้านเงินทุนและความเชี่ยวชาญของแต่ละมหาวิทยาลัย เปิดให้บริษัทโฮลดิ้งร่วมลงทุนในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอื่น การทำงานร่วมกันในระดับเครือข่าย

ทั้งนี้ Consortium จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ USC Synergy เชื่อมงานวิจัยและเทคโนโลยีข้ามมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างการร่วมลงทุน (Co-investment) Venture Builder พัฒนาทีม เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาด และ Catalyst สนับสนุนธุรกิจในระยะขยายตัว เชื่อมโยงเงินทุน ตลาดทุน และเป้าหมายการเติบโต เช่น การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)

ด้าน นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า PE Trust จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนให้กับธุรกิจ New Economy ในช่วงขยายกิจการ พร้อมสนับสนุนการยกระดับธุรกิจทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุน โดย CMDF จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการร่วมลงทุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตและเข้าสู่ตลาดทุนได้ในระยะยาว ทั้งนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับสมัคร Trust Manager ช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ควบคู่กับการเปิดรับผู้ร่วมลงทุน

 

 


02 สิงหาคม 2569

ปรับตัวฉ่ำๆ! พี่เชนแชร์สกิลรอดสูญพันธุ์

 อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. เซลฟี่คึก สอนหลักสำคัญชีวิตนี้ต้องไม่สูญพันธุ์ ถอดบทเรียนส่วนตัว จากวิศวฯไฟฟ้า แต่บริษัทโทรศัพท์วูบเลยเอาความรู้มาช่วยคนพิการ  


เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายใต้แนวคิด Thammasat: Where We Are Irreplaceable ที่ที่เรา...ไม่อาจถูกแทนได้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่นต้อนรับเฟรชชี่กว่า 3,500 คน ในระหว่างนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมงานและปาฐกถาในฐานะศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) รหัส 40 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาจำนวนมากขอถ่ายภาพเซลฟี ด้วยท่าทีเป็นกันเอง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตอนหนึ่ง ย้อนไปสำรวจบทเรียนชีวิตส่วนตัวตั้งแต่ความกลัว ความล้มเหลว จนถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยชี้ให้เห็นว่าการมีชีวิตที่มีความหมาย คือการต้องรู้จักปรับตัวให้ทันโลก “ระหว่างเรียน พี่ขออย่างเดียว ชีวิตนี้ต้องไม่สูญพันธุ์ การจะเป็นคนที่มีความหมาย เราต้องอยู่ในโลกนี้ได้ ไม่ใช่แค่ที่ธรรมศาสตร์อย่างเดียว แต่จบออกไปแล้วชีวิตเราจะเป็นยังไงบ้าง

 

ศ.ดร.ยศชนัน เล่าจุดเปลี่ยนในชีวิตช่วงเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้า ปี 2001 เป็นจังหวะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Motorola ที่ครอบครัวเคยขายและเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนสายนี้ ต้องปิดกิจการ ที่คาดว่าจะดีกลายเคว้งคว้าง จน ได้อ่านหนังสือพบว่า เทรนด์สุขภาพกำลังมา ต้องเรียนรู้และเปลี่ยนให้ทัน ไม่เช่นนั้น จะเป็นคนที่ถูกบดขยี้  วิกฤตนั้นกลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ นำองค์ความรู้เดิมมาต่อยอด พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

 


“พี่ก็เปลี่ยนจากสัญญาณวิทยุ เป็นสัญญาณที่จากสมอง เพื่อช่วยผู้พิการ ให้กลับมาเคลื่อนที่ได้อีกครั้ง ใช้สิ่งที่เรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปลี่ยนให้เหมาะกับโลกและการเปลี่ยนแปลง กับได้ยกกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกอย่าง Kodak และ Fujifilm สองยักษ์ใหญ่วงการกล้องฟิล์ม ที่เผชิญหน้ากับสึนามิดิจิทัล แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันสิ้นเชิง โดยเข้าใจแก่นแท้ ว่าวันนี้ไม่ใช่บริษัททำธุรกิจฟิล์ม แต่คือบริษัทเคมี คือบริษัทที่ทำวัสดุนาโนที่เก่งที่สุด เพราะฉะนั้น ฟิล์มจะไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ว่าชีวิตเขาควรที่จะโฟกัสยังไง พร้อมที่จะถ่าย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตอันใกล้ อีกตัวอย่างได้สะท้อนกรณีประเทศสิงคโปร์ ใช้เวลาเพียง 50 ปีสร้างชาติด้วยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ในตอนท้ายได้ย้ำเตือนให้นักศึกษาละทิ้งอีโก้ เปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 


“หากเรามีอีโก้อยู่ ก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จ ต้องมีความรู้สึกของผู้ท้าชิงตลอดเวลา กระตือรือร้นบุกเบิกในสิ่งใหม่ๆ อย่าหยุดทำ อย่าหยุดคิด อย่าหยุดเรียน การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ 4 ปี การเรียนรู้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดชีวิต”

 

          การปฐกถาพิเศษของ ศ.ดร.ยสชนนันได้รับความสนใจ นักศึกษาจำนวนมากขอถ่ายภาพเซลฟี ทำให้บรรกาศมีความสนุกสนาน เป็นกันเอง

 

 


13 กรกฎาคม 2569

Wellness Hubนครพนมอีกโมเดลจาก’ยศชนัน’

 ชูนครพนมโมเดล ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน ประกาศพลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างเศรษฐกิจฐานราก-ปั้นรายได้นักศึกษาตั้งแต่ก้าวแรก

          ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ณ พื้นที่จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569  มี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ

 


มหาวิทยาลัยนครพนมได้นำเสนอความก้าวหน้า การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ โครงการ Wellness Hub การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ บทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง

 


ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบนโยบายการสนับสนุนพัฒนานครพนม ทุกด้าน เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ มาสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ ให้นครพนม เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกด้านของอีสาน เชื่อมภูมิภาค อินโดจีน เป็นศูนย์กลางด้าน Wellness Hub ของ จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูง บริเวณชายแดน เชื่อมต่อกับหลายประเทศ ทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  ทั้งจะผลักดันมหาวิทยาลัยนครพนมเป็นครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ของอีสานตอนเหนือ ใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์  เชื่อมโยงลอจิสติกส์ตั้งแต่ จีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ไปจนถึงเมียนมา เปลี่ยนแนวคิดจากทำวิจัยในห้องแล็บ เป็น "Living Lab" หรือใช้ทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม บูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้าง Wellness Hub ดึงกำลังจากทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ตลอดจนคณะวิศวกรรมศาสตร์และบริหารธุรกิจ มาร่วมกันขับเคลื่อน

"ความเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่เมืองหลวงเสมอไป หากเราดึงดูดคนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น เม็ดเงินมหาศาลจะหมุนเวียนอยู่ที่นี่ นครพนมจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญา แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้บ้านเกิด สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น และเป็นหมุดหมายแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาเยือน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 


ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายกับนักศึกษากว่า 500 คน ได้ฉายภาพโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ว่า กระทรวง อว. วางเป้าหมายขยายพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนจาก 20,000 แห่ง เป็น 47,000 แห่งภายในเวลา 4 ปี โดยกระจายนักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยลงไปในทุกพื้นที่ นำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าและทรัพยากรในท้องถิ่น โครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้เกิน 70% และกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง

 


รองนายกฯ และ รมว. อว.ระบุว่า ได้เตรียมเปิดพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และร่วมกับโครงการ Startup Thailand League  นำไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษามาต่อยอดจับคู่กับนักลงทุนเอกชน สร้างแหล่งทุนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกู้ยืมธนาคาร

 

ส่วนนโยบายการปฏิรูปรูปแบบการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส สำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาในระบบ "ทำไมเราต้องรอให้เรียนจบแล้วถึงจะมีรายได้? ทำไมเราทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา เขามีรายได้ระหว่างเรียนได้เลย ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางบ้าน การทำธุรกิจ Local Enterprise คือคำตอบที่ทุกคนสามารถเรียนไปด้วยและทำไปด้วยได้"  และว่าได้ผลักดันระบบ Micro-credit ช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่เคยมีปัญหายาเสพติดในทัณฑสถาน ให้เรียนรู้ สะสมหน่วยกิตจากการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เมื่อออกมาแล้วก็นำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

 

 

#แพทยศาสตร์ศรีโคตรบูรณ์


16 มิถุนายน 2569

ชวน30เทคสตาร์ตอัปปักหมุดเซมิคอนดักเตอร์ไทยแลนด์

 ยศชนัน นำทัพ BOI เยือน High Tech Campus ชวน 30 เทคสตาร์ตอัป ปักหมุดไทย ตั้งฐานวิจัยและผลิต ชูวิสัยทัศน์ Semiconductor Thailand  ดันไทยขึ้นแท่นฮับดีปเทคแห่งอาเซียน เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่พลิกโฉมอนาคตประเทศ

ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้าร่วมการสัมมนา หารือกับกลุ่มนักลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ ที่ 3EALITY ภายใน High Tech Campus ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำนครแฟรงก์เฟิร์ต 


คณะผู้แทนไทยได้พบปะเจรจากับผู้บริหารระดับสูงจาก NXP Semiconductors และ Invest International ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทสตาร์ตอัปและบริษัทที่กำลังขยายตัว (Scale-up) ด้านเซมิคอนดักเตอร์ราว 30 แห่ง ภายใน High Tech Campus โดยได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการถึงกลุ่มบริษัทดังกล่าวเข้ามาตั้งฐานการทำวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในไทย ใช้ไทยเป็นสปริงบอร์ดนำเทคโนโลยีมาต่อยอดขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน มีการนำเสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการเป็นฐานรองรับการลงทุน โดยระบุถึงความสำเร็จด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ได้บรรจุทักษะที่อุตสาหกรรมชิปต้องการเข้าสู่หลักสูตรการศึกษา ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้ว ไทยมีความเหมาะสมเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเชิงลึกแห่งใหม่ของภูมิภาค ด้วยความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในฐานะผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ชั้นนำที่ต้องการใช้ชิปมหาศาล  มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (Med-tech) หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการเกษตร ทำเลยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยหลังการหารือว่า เนเธอร์แลนด์ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการทำวิจัยเพียงลำพังเป็นระบบนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ให้บริษัทหลายร้อยแห่งเข้าใช้พื้นที่ สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน จนได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech Area) มีบุคลากรมันสมองระดับหัวกะทิทำงานร่วมกันนับหมื่นคน HighTech Campus เคยเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยทางฟิสิกส์ของบริษัท Philips มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง โดยเฉพาะClean Room จำนวนมาก 


รองนายกฯ ขยายความถึงแผนปฏิบัติการ MHESI Action Plan 2026–2030 กำหนดให้Semiconductor Thailand เป็นวาระเรือธง (Flagship) โดยระบุว่าเซมิคอนดักเตอร์คือเสาหลักของทุกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีพลังงาน หุ่นยนต์ 6G เทคโนโลยีควอนตัม โดยตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาอุตสาหกรรมกลุ่ม Photonic IC, Power IC และ Sensor มุ่งสู่ Biosensor Thailand

"การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตจำนงของไทยอย่างชัดเจน ในการก้าวข้ามจากผู้ใช้เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรร่วมพัฒนา เป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านมาบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเนเธอร์แลนด์มักมองไปที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ถึงเวลาแล้วที่ทุกท่านจะต้องมองมาที่ประเทศไทย" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว




เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์เกือบสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งแต่เทคโนโลยี Lithography (ASML), การ Deposition/Epitaxy ฝั่ง Front-end (ASM International) การประกอบและแพ็กเกจจิ้ง Back-end (BESI) จนถึงบริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง NXP และ Nexperia พร้อมฐานซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง โดยมี Brainport Eindhoven เป็นศูนย์กลางที่สั่งสมประสบการณ์กว่า 40 ปี ผสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ปัจจุบันมีบริษัทร่วมเครือข่ายกว่า 300 แห่ง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

#เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ #SemiconductorThailand

 


24 เมษายน 2569

‘ยศชนัน’ให้โจทย์นวัตกรรมต้องต่อยอดพาณิชย์เอื้อเศรษฐกิจสังคม

     ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย พลิกจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม สร้างผู้นำคุณภาพผ่านหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 แจงมีโอกาสหากมีผู้นำที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบายได้

 



เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (PPCIL) รุ่นที่ 8 ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ



ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ต้องมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง ควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ  ตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณค่าในบริบทใด ต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร นวัตกรรมยังมีบทบาทต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่ผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส



ด้านผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น จึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก

 

# DesignThinkingสู่SystemThinking

 


10 เมษายน 2569

ยศชนันเปิด8ยุทธศาสตร์ตั้งเป้าชนะ Tech War

 “อ.เชน” ตั้งเป้าไทยต้องชนะ Tech War! ประกาศ 8 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชาติด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เทค เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ ชู “เวลเนส” ไทยเบอร์ 1 โลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เปิดพื้นที่ให้นักคิด นักปฏิบัติขนงานวิจัยสร้างไอเดียธุรกิจ พลิกโฉมมหาวิทยาลัย TCAS เท่าเทียม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว.เมื่อวันที่ 10เม.ย.69 มี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว.เข้าร่วมรับฟัง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า แผนปฏิบัติการมี 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา เพื่อให้กระทรวง อว. เดินหน้าอย่างมั่นคง เป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศ ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง  ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์  2.พัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

 


3. วางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่  4. ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”   5.ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว

 

6. ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero   7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ  8.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง

 


รมว.อว. กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศในประเทศ 2 เรื่อง คือ 1.การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน  2.รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย เลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก มีเป้าหมายวางรากฐานสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

 

“อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่นักคิด นักปฏิบัติมาเจอกัน สร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา เชื่อว่างานวิจัยดีๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และจะจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว.โดยหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ทั้งจะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่างๆ ดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 


รมว.อว. อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 2 จะพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ ใช้wellness(สุขภาพ) เป็นตัวนำ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมถึง AI และเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ

 

ยุทธศาสตร์ที่ 7 ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล อว.จะทำ 2 โครงการ 1.Open Thailand หรือ Open Data และ 2.Zero Corruption MHESI ACT/ No COI เปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อความโปร่งใสในการบริหารงาน   ยุทธศาสตร์ที่ 8 พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก ทำให้ TCAS(ระบบการคัดเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย) เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบจบได้งาน การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ(นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ,) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก AI for All การสนับสนุนอาจารย์/ นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน   

 


“เราต้องชนะ Tech War โดยไม่ต้องลุยเองคนเดียว เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. จะเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

# Innovation Ecosystem  # Wellness Thailand  # AI for ALL