ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

15 มิถุนายน 2569

ปั้น30 ต้นแบบงดเหล้าสุขภาพดี ชีวิตเปลี่ยน

 ปั้น 30 ต้นแบบ ชุมชนเปี่ยมสุข เปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมคนในชุมชนจากงดเหล้า สู่การฟื้นฟูสุขภาวะครบ 8 มิติ สร้างสุขภาพดี มีเงินออม ครอบครัวอบอุ่น


จากการรณรงค์ ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ได้พัฒนาต่อยอดเป็นโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัยปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ภายใต้มูลนิธิวิถีสุขและสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรม โดยใช้ชุมชนเป็นฐานดูแลสุขภาวะ แนวคิด คุณภาพชีวิตเปี่ยมสุข 8 มิติ ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ การเงิน การงาน ความสัมพันธ์ สังคม ปัญญา และจิตวิญญาณ  

เพื่อให้การเลิกเหล้าไม่ใช่เพียงหยุดพฤติกรรมเสี่ยง แต่คือการ ฟื้นฟู ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต สร้างชีวิตใหม่ที่มีคุณค่าและยั่งยืน

น.ส.พิมพ์มณี เมฆพายัพ ผู้จัดการโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ภายใต้มูลนิธิวิถีสุข กล่าวว่า โครงการฯดำเนินงานเชิงลึกกับครอบครัวและชุมชน  88 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้คนที่ต้องการลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2566 ด้วยการชูแนวคิดดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ โปรแกรม เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต และโอกาส 3 เดือนเข้าพรรษา : ฤดูกาลสุขปลอดเหล้า

น.ส.พิมพ์มณีอธิบายว่า หัวใจของโครงการชุมชนเปี่ยมสุข ไม่ใช่แค่หยุดดื่ม-สูบและเสพ แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตใหม่ในระดับบุคคลและครอบครัว เพราะส่วนใหญ่สาเหตุการดื่มมาจากความเครียดจากการใช้ชีวิต ปัญหาการเงิน-หนี้สิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือในที่ทำงาน การแก้ปัญหาพฤติกรรมพึ่งพิงสิ่งเสพติด จึงต้องแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตทั้งระบบ ชวนเขาให้มีเป้าหมายในชีวิตว่าจะเลิกพฤติกรรมเสพติดเพื่ออะไร จากนั้นชวนประเมินคุณภาพชีวิตแต่ละด้าน ทั้ง 8 ด้าน วางเป้าหมายราย 3 เดือน  6 เดือน 1 ปี  ให้ทีมชมรมคนหัวใจเพชร ติดตามเชียร์และสนับสนุนเป้าหมายคุณภาพชีวิตเปี่ยมสุขให้ต่อไป

แนวคิดคุณภาพชีวิตเปี่ยมสุข 8 มิติ เป็นวงล้อวัดคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ประกอบด้วย มิติด้านกาย ใจ การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สังคม ปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อให้เห็นเป้าหมายชีวิตของตัวเองอย่างชัดเจน และค่อย ๆ พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกด้านไปพร้อมกัน



ภายใต้โปรแกรมดูแลสุขภาพฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และสร้างสมดุลให้กับร่างกาย มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก เริ่มเห็นผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  นอนหลับดีขึ้น มีพลังในการทำงาน ลดอาการอ่อนเพลีย และลดความอยากดื่มสุราได้ต่อเนื่อง  “เราไม่ได้บังคับ แต่การทำให้ร่างกายกลับมารู้สึกดี เมื่อสุขภาพดี คนก็อยากดูแลตัวเองต่อ และค่อย ๆ ลดการพึ่งแอลกอฮอล์ลงเอง” น.ส.พิมพ์มณี กล่าว


ด้านสุขภาพการเงิน โครงการนำแนวคิดการออมแบบ6 โถ เป็นเครื่องสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยให้เห็นเป้าหมายชีวิต จัดสรรรายได้อย่างเป็นระบบ ทั้ง 6 โถ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายประจำวัน การออมระยะยาว การลงทุน การศึกษา การให้รางวัลตัวเอง และการแบ่งปันเพื่อสังคม แต่เมื่อใช้ไปสักระยะก็ปรับเหลือ 3 โถ เรียกโถเงินเปี่ยมสุข ที่เหมาะกับวิถีชีวิตชุมชน  มีโถใช้หนี้ โถค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าเทอมลูกหรือค่าประกัน และโถค่าใช้จ่ายประจำวัน ช่วยให้เริ่มต้นออมได้ง่าย ปฏิบัติได้จริง

เราไม่ได้เน้นตัวเลข แต่ให้เห็นว่า เงินที่เคยหมดไปกับเหล้าและบุหรี่ มันเปลี่ยนเป็นเงินออม เป็นค่าเทอมลูก หรือปลดหนี้ได้จริง เมื่อเขาเห็นผลลัพธ์ก็จะเกิดกำลังใจกับการเปลี่ยนแปลง บางคนเมื่อเปลี่ยนค่าเหล้าเป็นเงินออม แต่ละเดือนได้เป็นหลักหมื่นทีเดียว หากสุขภาพการเงินดี ไม่มีหนี้สิน ก็จะไม่เครียด สุขภาพด้านอื่นๆ ก็จะดีตามไปด้วย


น.ส.พิมพ์มณี กล่าวว่า5 ปีแรก โครงการชุมชนเปี่ยมสุขฯ ตั้งเป้าพัฒนาชุมชนเปี่ยมสุขต้นแบบ 30 แห่งจาก 88 ชุมชนทั่วประเทศ เป็นต้นแบบดูแลสุขภาวะของคนในพื้นที่ได้อย่างครบวงจร สร้างแกนนำที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ต่อยอดในการสร้างรายได้และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในอนาคต  โดยนำงานรณรงค์สุขภาพเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการ เช่น รับจัดเบรกสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชน  การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นต้น   “เราอยากไม่ได้เห็นชุมชนที่แค่ปลอดเหล้า แต่ต้องเป็นชุมชนที่คนมีสุขภาพดี มีเงินออม ครอบครัวอบอุ่น ช่วยเหลือกันได้ เป้าหมายสูงสุด คือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่เปี่ยมสุขอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง”

นอกจากสุขภาวะด้านจิตใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว โครงการฯ ยังนำแนวคิดอาหารเป็นยา พัฒนาเป็นโปรแกรมดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ที่ต้องการงดดื่มแอลกอฮอล์ โซบริงค์(Sobrink)เสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต ดูแลสุขภาพตับและลำไส้ ใช้สมุนไพรพื้นบ้านอย่างขิง ขมิ้น ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการกิน การนอน และการใช้ชีวิต

นางปทุมรัตน์ เกตุเล็ก (พี่ปุ๊ย) ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ อบต.บ้านหอย และ รพ.สต.บ้านเกาะแดง ต.บ้านหอย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ความสำเร็จของชุมชนเปี่ยมสุข เกิดจากการทำงานร่วมกันของภาคีในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มพลังหญิงและ ชมรมคนหัวใจเพชร ที่เข้ามาเสริมแบบ ชวน ช่วย เชียร์  โดยกลุ่มพลังหญิงลงไปเยี่ยมบ้าน ให้คำปรึกษาครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการดื่ม คนหัวใจเพชร ที่เลิกเหล้าได้สำเร็จ เป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงให้กับคนอื่นให้เห็นว่าเลิกเหล้าทำได้จริง

พี่ปุ๊ย กล่าวว่าไม่ได้ใช้มาตรการทางสังคมหรือกฎหมาย เป็นการสร้างแรงจูงใจด้วยอาหารเป็นยา และกิจกรรมสร้างสุขในชุมชน เช่น ข้าวต้ม 3 สี การทำชาขิงขมิ้น หรือ เมี่ยงคำหลากสี 9 รสชาติปรับ 4 ธาตุ ไปแจกให้ลองชิม เกิดความสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการทำงานและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ทำให้แนวคิดชุมชนเปี่ยมสุขได้รับการบรรจุเข้าสู่แผนงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.บ้านหอย) สนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว ปัจจุบันมีเป้าหมายขยายผลให้เกิดพื้นที่ต้นแบบระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อย่างน้อย 3 พื้นที่ในจ.ปราจีนบุรี ประกอบด้วย อบต.บ้านหอย อบต.ท่างาม และ อบต.ศรีมหาโพธิ

 

///////////////////////////

 

#ลดละเลิกแอลกอฮอล์

 


14 มิถุนายน 2569

เปิดABDUL Uniแพลตฟอร์มกลางให้20ม.นำร่อง

          อว.ตัว ABDUL Uni แพลตฟอร์มAI เพื่อการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์อุดมศึกษา นำร่อง 20 มหาวิทยาลัย ตอบโจทย์ตามรายวิชา ดูแล ติดตามผู้เรียนรายบุคคล จัดการห้องเรียนครบวงจร ลดภาระงานของอาจารย์


 

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงข่าวเปิดตัว โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ปี 2569 (AI-Driven Higher Education Platform) อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว.เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569)

ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่ากลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านการศึกษา ชื่อ‘ABDUL Uni Platform’ เป็นเครื่องมือให้กับมหาวิทยาลัยไทย  โดยGenerative AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของภาคการศึกษา จากเดิมเน้นการเข้าถึงข้อมูล ไปสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning)

ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทย พัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค สวทช. จะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนออกแบบ AI Tutor ที่จำเพาะเจาะจงตอบโจทย์ตามรายวิชา ดูแล ติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จัดการห้องเรียนแบบครบวงจร ตั้งแต่มอบหมายงาน ตรวจประเมินผล ลดภาระงานของอาจารย์ สร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) ให้ AI เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนผู้เรียน


ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ ผอ.เนคเทค สวทช. กล่าวว่าโครงการในปี 2569 เป็นการต่อยอดแบบก้าวกระโดดจากโครงการสร้างความตระหนักรู้ในปี 2568 ซึ่งผลลัพธ์เดิมพิสูจน์ว่าอาจารย์หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือครุศาสตร์ ต่างประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้จริง เป็นจุดเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเรียนการสอนอย่างมีธรรมาภิบาล โดยการสนับสนุนโควต้าการใช้งาน AI จากสำนักงานปลัดกระทรวง อว. การสร้างทีมเทคนิคประจำสถาบัน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารของทั้ง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง

ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่าปีนี้ กระทรวงคาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการเรียนสอน การพัฒนาหลักสูตร การบริหารข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง ที่จะมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน สร้างต้นแบบระดับประเทศ จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง กระทรวงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ทั้งการผลิตกำลังคน การวิจัย การประยุกต์ใช้อย่างมีจริยธรรม ได้ออกแนวปฏิบัติกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ฯ พ.ศ. 2568 เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ให้ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน รับผิดชอบ คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้ประเทศ

ภายในงานมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานของโครงการ และชี้แจงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (หัวหน้าโครงการ) การแนะนำและทำความรู้จักกับแพลตฟอร์ม ABDUL Uni Platform โดย นายชัชวาล สังคีตตระการ และทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

          โครงการดังกล่าว กระทรวง อว. และ เนคเทค สวทช. คาดหวังการปฏิรูประบบนิเวศการศึกษาไทยที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล ผลลัพธ์จาก 20 มหาวิทยาลัยนำร่องจะนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว ต้นแบบการกระจายองค์ความรู้ ขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

 

#การเรียนรู้เฉพาะบุคคล

 


2หอดูดาวภูมิภาคได้มาตรฐานท่องเที่ยว

 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษานครราชสีมา และฉะเชิงเทรา 2 แหล่งเรียนรู้ดาราศาสตร์ ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวไทยปี 2569

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษานครราชสีมา และฉะเชิงเทราสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) 2 แหล่งการเรียนรู้ดาราศาสตร์สำหรับประชาชน ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวไทย ประจำปี 2569 โดยนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีและมอบเครื่องหมายรับรองดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษานครราชสีมาและหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา เป็นหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน เปิดให้บริการปี พ.ศ. 2557 และ พ.ศ. 2561 ตามลำดับ เป็นศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์สำหรับประชาชน และสถานศึกษาในท้องถิ่น สนับสนุนการบริการวิชาการด้านดาราศาสตร์แก่ชุมชน และการจัดการเรียนการสอนแก่สถาบันการศึกษา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวิชาการที่สำคัญของภูมิภาค ที่ผ่านมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่สนใจเรียนรู้ดาราศาสตร์มาใช้บริการแล้วกว่า 1,560,000 คน 

เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย จัดทำโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมและยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว การให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม สร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยวด้านกิจกรรมท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ก่อเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว เสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  

ปีนี้มีหน่วยงาน สถานประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และผู้แทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จำนวน 33 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 694 ราย


ติดตามข้อมูลการให้บริการหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนของทั้ง 2 แห่ง ได้ทางเพจเฟซบุ๊กหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา https://www.facebook.com/ropnma และหอดูดาวเฉลิม
พระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา
https://www.facebook.com/ROPCCO

 

 

#มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวไทย

 


12 มิถุนายน 2569

เปิด HUB OF TALENTพัฒนาคนสมรรถนะสูงด้านAI

 สจล. ผนึก วช. เปิด HUB OF TALENT พัฒนากำลังคน AI - Data Center - Smart Energy คิดใหญ่ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน


สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เปิดตัวโครงการ HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ สจล. เพื่อวางรากฐานการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย โครงการได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

กิจกรรมของงานประกอบด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การลงทุน การวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้าน AI และ Data Center การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Hub of Talent อย่างเป็นรูปธรรม

ระหว่างการเปิดตัว มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมสมอง กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ 3 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่ กลุ่ม Data Center วางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ รองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud และ Hyperscale Data Center ระดับโลก กลุ่ม Artificial Intelligence (AI) ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรม การประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม กลุ่ม Smart Energy Management ออกแบบการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย

ข้อเสนอและผลลัพธ์จากการประชุมทั้ง 3 กลุ่ม จะสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Roadmap) เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาในระดับประเทศต่อไป

โครงการ HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT เป็น แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์แห่งชาติ สร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของประเทศ ได้แก่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับจากผู้ใช้ สู่ผู้สร้างเทคโนโลยี จากผู้ตามสู่ผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Artificial Intelligence, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Hub ของอาเซียนในอนาคต


รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล) ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของศูนย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา Hybrid Talent หรือบุคลากรสมรรถนะสูงที่เข้าใจทั้ง AI, Data Center, Cloud Computing, Power System, Cooling Technology และ Digital Infrastructure เพราะโลกยุคใหม่ต้องการคนที่ไม่ได้เก่งเฉพาะด้าน แต่ต้องบูรณาการความรู้เพื่อสร้างโซลูชันจริงให้ประเทศ

ข่าวจาก สจล.แจ้งด้วยว่า งานลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งมีการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน ผู้สนใจติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

 

#พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง  # KMITLEXPO2026

สจล,AI, DATACENTER

TCAS 70เอื้อนักเรียนขาดทุนทรัพย์ไม่ปล่อยหลุดหาย

 TCAS 70 สำหรับนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษา กระทรวง อว.จับมือ กสศ.-ทปอ.-สสอท.ลดภาระค่าใช้จ่ายสูงสุด 3,150 บาทต่อคน ฟรีค่าสอบ TGAT/TPAT 1-5 และ A-Level รวมรอบแอดมินชั่น ปลัด อว.ชี้ตัดวงจรเหลื่อมล้ำ สร้างระบบนิเวศเชื่อมมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ผลักดันให้เกิดการศึกษาที่ไร้รอยต่อ ขจัดอุปสรรคทุกรอยต่อด้วยนวัตกรรมและข้อมูล สำหรับนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษา ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ตามนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ได้เตรียมพร้อมมาตรการ TCAS70 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายสูงสุด 3,150 บาทต่อคน ฟรีค่าสอบ TGAT/TPAT 1-5 และ A-Level สูงสุด 7 วิชา ค่าสมัครรอบ 3 (Admission) สูงสุด 7 อันดับ ลดค่าสมัครรอบ Portfoio ลง 25% สำหรับนักเรียนในระบบ กสศ. ซึ่งจะช่วยเหลือนักเรียนได้มากกว่า 28,000 คน และจะเปิดตัวระบบ TCAS เพื่อยืนยันตัวตนเด็กขาดแคลนในระบบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำทันทีภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวต่อว่า กสศ. จะเป็นต้นทางใช้ระบบคัดกรองและส่งต่อฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ทปอ. รับไม้ต่อเชื่อมโยงข้อมูลนี้เข้ากับระบบคัดเลือกกลาง (TCAS) ส่งต่อสิทธิ์ไปยังมหาวิทยาลัยอย่างแม่นยำ โดยไม่ปล่อยให้ใครหลุดหายไปในระหว่างทาง ทำงานร่วมกับ สป.อว. เป็นกลไกเชิงนโยบายส่งต่อข้อมูล ควบคุมกำกับดูแล และขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงนโยบาย เช่น การลดค่าใช้จ่ายการสมัครสอบและการระดมแหล่งทุนการศึกษา ที่สำคัญ ทปอ.มทร., ทปอ.มรภ. และ สสอท. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการในพื้นที่จริง จะร่วมเปิดสถาบันในเครือข่ายเป็นพื้นที่วิจัย พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ และคอยประคับประคองนักศึกษาทุนทุกคน


นี่คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เชื่อมโยง มหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชนและแหล่งทุนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันที คือในปีการศึกษา 2569 นี้ นักเรียนกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. ที่เข้าสู่ระบบ TCAS70 คาดการณ์ไว้ 34,000 ถึง 41,000 คน จะได้รับการดูแล สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า จากสถิติของระบบ TCAS ตั้งแต่ปี 2565 - 2568 มีนักเรียนทุนเสมอภาคยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยรวม 85,363 คน ข้อมูลรายภูมิภาค พบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนักเรียนทุนเสมอภาคยืนยันสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยสูงที่สุด โดยจำแนกตามภูมิภาคได้ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 34,531 คน ภาคกลาง 23,103 คนภาคเหนือ 13,175 คน ภาคใต้ 11,407 คน ภาคตะวันออก 2,513 คน ภาคตะวันตก 634 คน สถาบันอุดมศึกษาที่มีนักเรียนทุนเสมอภาคยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษามากที่สุด 10 อันดับแรก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครองอันดับ 1 สถาบันพระบรมราชชนก อันดับสอง อันดับสามมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อันดับสี่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ 1,089 คน  

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวต่อว่า แม้ตัวเลขการเข้าเรียนมีจำนวนมาก แต่เด็กอีกไม่น้อยยังไปไม่ถึงฝัน เพราะกำแพงค่าใช้จ่ายสูง โดยค่าใช้จ่ายช่วงรอยต่อของการเข้ามหาวิทยาลัยสูงถึง 12 เท่า เทียบกับรายได้เฉลี่ยของครอบครัวยากจนพิเศษ ซึ่งต้องจ่ายทันทีเพื่อรักษาสิทธิ์ไม่สามารถผ่อนผันได้ เด็กกลุ่มนี้ยังเผชิญปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนการศึกษา ขาดการแนะแนวที่ตรงตามศักยภาพตลอดจนค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐาน ในปี 2568 มีนักเรียนที่ต้องย้ายถิ่นฐานข้ามภูมิภาค 4,139 คน ข้ามจังหวัดในภูมิภาคเดียวกัน 10,934 คน มีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากทำให้นักเรียนจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบ ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนสำหรับเยาวชนไทยทุกคน

 


ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยนำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์ ม.พะเยา ม.ราชภัฏนครราชสีมา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะทำงานร่วมกับ กสศ. ปี 2569 วิเคราะห์ข้อมูลและจัดสรร ทุนการศึกษา เพื่อดำเนินการในปี 2570 ถือเป็นต้นแบบที่ขอให้มีการขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยทุกแห่ง และกระทรวงจะผลักดันให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งดำเนินการตามต่อไป

 


11 มิถุนายน 2569

ปั้นCDSIEสร้างระบบแก้ฟาร์มโคนมเพิ่มรายได้เกษตรกร39ล./ปี

 บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการสร้างนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เป็นการสร้างนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystemเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ จนถึงภาคเอกชน ให้ทำงานร่วมกันได้จริง



โครงการนี้ คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE รูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน สร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่  ออกแบบการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ ปรับบทบาทสหกรณ์ เชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

แนวทางคือให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม ใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม ตรวจจับภาวะเป็นสัดเพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น


โครงการได้พัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา ให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเรียนรู้การจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลาสหกรณ์ ที่เคยเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ปรับให้เป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ ช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

โครงการให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร เน้นการจ่ายราคาตามคุณภาพ แทนที่จะเป็นสินค้าราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น จากการนำร่อง 42 ฟาร์มพบว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สร้างผลทางเศรษฐกิจได้จริง ช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% มูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี ทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย ในทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเท่ากับเงินวิจัยทุก 1 บาท ให้ผลตอบแทน 7.49 บาท


อุตสาหกรรมโคนมไทยดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 6 ทศวรรษ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศสูง ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ไม่สามารถเป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

 






ร่มเก็บฝนไอเดียดักน้ำฟ้าของเด็กวิศวะมจธ.

 เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดียร่มเก็บน้ำฝน กางและหุบเองโดยอัตโนมัติ แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

โจทย์ฝนตกมาก แต่น้ำไม่พอใช้เป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) พัฒนาต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา ทีมออกแบบอุปกรณ์ลักษณะคล้ายร่ม หรือดอกไม้ กางออกเพื่อรับน้ำเมื่อฝนตก หุบเก็บเมื่อฝนหยุด ช่วยลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน เปลี่ยนน้ำฝนที่ไหลทิ้งให้เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง มี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม



สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สูงมีฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่การขาดแคลนน้ำยังเป็นปัญหาหลักของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนไหลผ่านที่ลาดชันลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกรับน้ำฝน เมื่อฝนหยุด ความชื้นลดลง ร่มจะหุบกลับโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ ฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ ต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุน 7,972 บาทต่อชุด การคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ประเมินว่าเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย  


ต้นแบบที่เห็น ไม่ได้ออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา ปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายอยู่ที่การทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงไม่ดี เชือกพันกับแกนหมุน ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรง หนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ ปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดมุ่งหมายของโครงงาน คือการออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่ติดตั้งเพิ่มได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากต่อยอดไปใช้งานจริง ระบบนี้จะเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนพลังงาน ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ฤดูกาลมีความไม่แน่นอน


นายภูรินท์ กล่าวว่าโครงงานนี้ทำให้เห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขาง พิจารณาเฉพาะโครงสร้างไม่ได้ ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ ข้อจำกัดของพื้นที่ เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนลมแรงบนพื้นที่สูงก็ใช้งานไม่ได้ แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ได้แก่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า ปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น ออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน ทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม การเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกล การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่าคุณค่าของงานนี้อยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาจากโจทย์ของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ นำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้ สะท้อนว่า การเรียนวิศวกรรมเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

#

 


10 มิถุนายน 2569

ไม่รอใคร มทร.ธัญบุรีเปิดAI-Zaniaให้อาจารย์-นศ.ใช้แล้วนะ

 มทร.ธัญบุรี เปิดตัว ‘’AI-Zania’ปัญญาประดิษฐ์กลาง ให้อาจารย์ บุคลากรใช้ได้แล้ว เพียงล็อกอินผ่านอีเมลมหาวิทยาลัย ไม่ต้องสมัครหลายบัญชี พร้อมขยายสู่นักศึกษา ยกระดับการเรียนการสอน การวิจัย การบริหารจัดการ สู่การเป็น ม.นวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดการทดลองใช้งานระบบ AI-Zania ณ ชั้น 1 อาคารวิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ (สวส.) มทร.ธัญบุรี (คลองหก) จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 โดยรศ. ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นประธานเปิด มีการสาธิตการใช้งาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นแนวทางการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในการทำงาน การจัดการเรียนการสอน

 


รศ. ดร.สมหมาย กล่าวว่า AI-Zania เป็นระบบกลางที่รวบรวมโมเดลปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น GPT, Gemini, Claude เป็นต้น ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่าย สะดวก และปลอดภัย ไม่ต้องสมัครหลายบัญชี เพียงมีอีเมลของมหาวิทยาลัยก็ใช้งานได้ทันที ระบบออกแบบให้รองรับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล คุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้ AI ในองค์กรเป็นไปอย่างเหมาะสม เชื่อถือได้ โดย ผศ.ปองพล นิลพฤกษ์ รองผอ.สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี หัวหน้าทีมผู้พัฒนาระบบฯ

 


ขณะนี้มหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงทดลองใช้งานระยะ Pilot 1 เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 โดยให้อาจารย์และบุคลากรทั่วมหาวิทยาลัยใช้งานตามคู่มือที่จัดเตรียมไว้ และจะเข้าสู่ Pilot 2 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 เพื่อขยายการเข้าถึงไปสู่นักศึกษาเต็มรูปแบบ ทำให้เทคโนโลยี AI ครอบคลุมทั้งผู้สอน ผู้เรียนภายในมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี AI กำลังมีบทบาทต่อสังคม เศรษฐกิจ และภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เรียนรู้และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมอย่างแท้จริงรศ. ดร.สมหมาย กล่าว

 

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อำนวย เรืองวารี ผอ.สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า อาจารย์และบุคลากรเริ่มใช้ระบบ AI-Zania ได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านบัญชีอีเมลของมหาวิทยาลัย โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากคู่มือการใช้งานที่จัดเตรียมไว้ ติดตามความคืบหน้าของโครงการ รวมถึงกำหนดการเปิดใช้งานสำหรับนักศึกษา จากช่องทางสื่อสารของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี