ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

02 ตุลาคม 2569

น้ำลดปุ๊บซ่อมฟรีปั๊บ5 กระทรวงผนึก กทม. ส่งช่างถึงบ้านผ่าน Traffy Fondue

น้ำลดเราช่วยรับจบ“ยศชนัน” ชวน 5 กระทรวง X กทม. ลุย “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม” ฟรี เชื่อมหน่วยงานส่งช่างซ่อมบ้าน-เครื่องใช้-ระบบไฟฟ้า-ยานพาหนะถึงที่ แจ้งง่าย ตามได้จนจบงาน

 


ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงเปิดตัวระบบ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้น้ำท่วม” เป็นช่องทางเชื่อมความต้องการของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานช่วยเหลือ ร่วมกับพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ซึ่งกำกับดูแลและแก้ปัญหาอุทกภัยในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน (รง.) นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) และ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)  ที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. เมื่อวันที่2ต.ค.69

 

ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กล่าวถึงบริการว่า ครอบคลุมการซ่อมที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟ รถยนต์ จักรยานยนต์ การทำความสะอาด ศูนย์พักพิง อาหาร เครื่องดื่ม บริการทางการแพทย์ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของหน่วยงานในพื้นที่

 

ปัจจุบันเปิดจุดบริการนำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และกาญจนบุรี ภาคเอกชนที่สนใจร่วมช่วยเหลือ สอบถามรายละเอียดผ่าน LINE ได้ที่ @fonduehelp

 

ขั้นตอนการแจ้งขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบ

 


1.เข้าแอปพลิเคชัน LINE เพิ่มเพื่อน @TraffyFondue และเลือกเมนู “ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม”

2.เลือกประเภทความช่วยเหลือ

3.กรอกรายละเอียดและแนบภาพถ่ายความเสียหาย

4.แชร์ตำแหน่งสถานที่ (Location) ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ

5.ระบบจะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามสถานะได้จนจบงาน

 


การบริหารจัดการหน้างาน หากเป็นสิ่งของที่เคลื่อนย้ายได้ จะให้นำมาที่จุดบริการซ่อม ส่วนอุปกรณ์ชิ้นใหญ่หรืองานระบบในบ้านที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ จะให้ทีมช่างเข้าไปแก้ไขถึงที่พักอาศัยตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี

 

โครงการ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม” จะเชื่อมทุกภาคส่วนให้ทำงานเป็นระบบเดียว ประชาชนไม่ต้องหาความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน เริ่มต้นจากจุดเดียวผ่านแพลตฟอร์ม แล้วให้ภาครัฐเป็นผู้ประสานความช่วยเหลือที่เหมาะสมไปถึงมือประชาชน ตามเป้าหมาย “แจ้งง่าย ส่งถึงหน่วยที่ช่วยได้ ติดตามได้ จนจบงาน” ประชาชนติดตามรายละเอียดและพื้นที่ให้บริการได้จากประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เมื่อน้ำเริ่มลดลง สิ่งสำคัญคือการทำความสะอาด ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ประชาชนบางส่วนอาจไม่มีประกันรองรับ จึงจำเป็นต้องระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือ โดยขอให้ NECTEC ซึ่งดูแลระบบ Traffy Fondue ประกอบกับทาง กทม. คุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว จึงใช้เป็นฐานตั้งต้นการทำงาน บูรณาการกำลังคนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งที่พร้อม เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงกลุ่มอาชีวศึกษา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน

 


ประชาชนกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ด้วยตนเอง กระทรวง พม. จะมีอาสาสมัคร พม. (อพม.) เป็นตัวกลางช่วยนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ โครงการยังเปิดรับจิตอาสาจากภาคเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ ให้ลงทะเบียนเข้ามาทาง Traffy Fondue เป็นการระดมกำลังคนไทยทั้งหมดมาช่วยเหลือ กทม.

 

รศ.ทวิดา รายงานว่า กทม. ยังมีจุดวิกฤตน้ำท่วมขังสูงหลายเขต ทั้งฝั่งตะวันออก (เช่น ลาดกระบัง หนองจอก ประเวศ) โซนเหนือ (เช่น สายไหม คลองสามวา บางเขน) และโซนอื่น ๆ กองทัพได้ส่งกำลังพล รถสูง และเรือเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อพยพผู้ป่วยฉุกเฉินออกจากพื้นที่แล้ว 776 คน ระยะต่อไปคือการฟื้นฟูคืนสภาพ ทั้งการทำความสะอาดและซ่อมแซมระบบไฟ-บ้านเรือน โดยจะใช้ระบบ Traffy Fondue เป็นตัวกลางในการผนึกกำลังร่วมกับวิศวกรอาสา ช่างทหาร และเครือข่ายช่างจากกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือในแต่ละจุดอย่างเป็นระบบ

 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานระดมทีมช่าง เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่องใช้ และยานพาหนะให้ประชาชนฟรีทั้งหมด ใน กทม. เปิดจุดบริการซ่อมรถยนต์และจักรยานยนต์ที่จมน้ำแล้วหลายแห่ง การใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue จะช่วยให้การสับเปลี่ยนกำลังพลและบริหารทรัพยากรตรงจุด ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร้รอยต่อ

 

 

 


ปลุกพลังเกษตรกรฟื้น“กล้วยไข่พันธุ์แท้”เป็นพืชเศรษฐกิจกำแพงเพชรลุ้นรายได้500ล./ปี

 ทีมวิจัย มรภ.กำแพงเพชร ชวน20เกษตรกร  ปลุกกล้วยไข่พันธุ์แท้ให้กลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำรายได้หลักร้อยล้าน หลังจากซาไปเพราะไร่อ้อยและมันสำปะหลังแย่งที่จาก 4 หมื่นไร่หดเหลือ 513 เผยแค่ปรับวิธีจัดการแปลงปลูกให้ธาตุอาหารเสริมตามเวลาก็ผลผลิต รายได้เพิ่มทันตา

 


หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่(องค์การมหาชน) แจ้งว่า ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผศ. ดร.วิษณุ บัวเทศ ร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่  20 ราย ปรับวิถีการปลูก จัดการแปลง ปรับดินให้มีคุณภาพ ให้ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริมตามช่วงอายุการเจริญเติบโต เพื่อลดต้นทุนการปลูก เพิ่มมูลค่า ทำให้ได้มีน้ำหนักเพิ่มจากเครือละ 4-5 กิโลกรัม เป็น 7.5 กิโลกรัม ผลผลิตเพิ่มจากจาก 1.5 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่

 


ทีมวิจัยได้จำแนกสายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ ซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะ หวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อหนึบไม่เปรี้ยว มีจุดกระสีดำบนผิวเมื่อสุกงอมเรียก Sugar Spot หรือความหวานทะลุเปลือก  ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนเปลือกบางและสุกไว โดยแยกออกจากกล้วยไข่สายพันธุ์อื่น จากจังหวัดตากและนครสวรรค์มาวางขายในจังหวัดกำแพงเพชร  และจัดตั้ง “ธนาคารหน่อแท้” รับซื้อหน่อพันธุ์แท้จากสมาชิก เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สูญหายหรือปะปน ชักชวนคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Smart Farmer มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรและปราชญ์ชาวบ้าน  ร่วมผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ ส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้ราคากิโลกรัมละ 90 บาท ผลผลิตเกรดรอง นำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศ  จัดตั้ง “ล้งตีนเต่า”การรวมตัวกันของเกษตรกร 20 ราย เปิดจุดรับซื้อประกันราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 16 -25 บาท) ตั้งแต่ปี 2568 ต้นกล้วยที่เหลือทิ้ง ก็รับซื้อกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เพื่อหมักเป็นธาตุอาหารอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของกลุ่มจากปีละ 1,000,000 บาท เหลือเพียง 200,000 บาท  ล้งยังพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวม คัดเกรดผลผลิต และสร้างโรงคัดแยก บรรจุผักหรือผลไม้สดตามหลักเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการพัฒนามาตรฐานจากกล้วยไข่ GI ไปสู่ GAP โดยเสนอแนะกับผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร จนเกิด “แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร (ปี พ.ศ. 2566–2570)” ฉบับแรกของจังหวัด

ผศ. ดร.วิษณุ กล่าวผลการปรับวิธีปลูก มุ่งสู่มาตรฐาน GAP ทำให้ได้มูลค่าเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท จากที่เคยได้ 11 ล้านบาท(กก.ละ10บาท) บนเนื้อที่513 ไร่ และจังหวัดมีเป้าหมายขยายไปถึง3,000 ไร่ อาจคิดเป็นรายได้ 350–500 ล้านบาทต่อปี


รายงานแจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการกล้วยไข่กำแพงเพชรบนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืนโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ตามกรอบวิจัย “การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่” โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

นายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้ร่วมก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร กล่าวว่างานวิจัยช่วยสร้างระบบการผลิตให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกแปลง ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำตลาดง่ายขึ้น นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง จากเดิมที่เคยส่งผลผลิตได้เพียง 30–40 ตัน ก็เพิ่มเป็นปีละ 60–80 ตันภายในระยะเวลา 2 ปี



กล้วยไข่เคยเป็นพืชเศรษฐกิจของกำแพงเพชร พื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่  ปัจจุบันแทนที่ด้วยไร่อ้อยและมันสำปะหลัง จนถึงปี พ.ศ.2566 เหลือเพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 163 ราย ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 75 ราย ซึ่งเป็นการปลูกแซมพืชอื่น ๆ รายละ 1–2 ไร่ มีเกษตรกรที่ยังยึดเป็นอาชีพหลักเพียง 3-4 ราย สวนทางกับความต้องการที่สูงถึงปีละ 300 ตัน

 

 

 

01 ตุลาคม 2569

‘แพกู้ภัย 3 ตัน’นวัตกรรมลอยน้ำพลิกเกมส่งเสบียงฝ่าท่วมถึงชุมชนยากเข้าถึง

 เปิดนวัตกรรม "แพกู้ภัยจากทุ่นลอยน้ำ" ช่วยผู้ประสบภัย คุณภาพสูง จุ 3 ตัน อว.-สจล.-SCGC-TTA Group ใช้ขนส่งเสบียงช่วยชาวลาดกระบังในจุดเข้าถึงยาก เตรียมส่งมอบ กทม. บรรเทาทุกข์ประชาชน

 

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยและร่วมทดสอบ ใช้งานนวัตกรรม "ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง" ที่ประยุกต์เป็น "แพกู้ภัย" เพื่อเข้าถึงชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ท่าเรือพระจอมเกล้าลาดกระบัง

 

จุดเด่นของนวัตกรรมทุ่นลอยน้ำแพกู้ภัย มีโครงสร้างแบบโมดูลาร์ (Modular) ประกอบง่าย รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เคลื่อนย้ายสะดวก แข็งแรงทนทาน ทนแรงลมและคลื่นได้ดี กว้าง 47 ตารางเมตร รองรับน้ำหนัก จุสิ่งของได้สูงสุด 3,000 กิโลกรัม มีคุณสมบัติพิเศษ กินน้ำน้อย มีแรงเสียดทาน (Friction) ต่ำ เคลื่อนตัวในน้ำตื้นได้ดี ใช้เรือขนาดเล็กลากจูงได้ เหมาะจะใช้ขนส่งความช่วยเหลือสู่พื้นที่เข้าถึงยาก หรือที่น้ำตื้นมีสิ่งกีดขวาง  ในอนาคตยังปรับเปลี่ยนเป็นโป๊ะเก็บขยะลอยน้ำได้ กระทรวง อว. จะส่งมอบนวัตกรรมแพกู้ภัยดังกล่าวให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) นำไปใช้งานต่อไป

 


ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมด้วยทีมงาน ได้ร่วมโดยสารบนแพกู้ภัย ล่องไปตามเส้นทางคลองประเวศบุรีรมย์ นำถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค เข้าไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัย ณ ตลาดหัวตะเข้ ซึ่งเข้าถึงได้ยาก มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก

 

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ เดินทางไปยัง "ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติและความปลอดภัย" บริเวณหอประชุมใหญ่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว รองรับผู้ประสบภัยนับพันคน รวมถึงสัตว์เลี้ยง โดยได้พูดคุยรับฟังปัญหา ให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยอย่างใกล้ชิด 

 


ภารกิจดังกล่าวได้รับการสนับสนุน "เรือไฟฟ้า" จากกลุ่มบริษัท TTA Group ช่วยลากจูง เรือไฟฟ้านี้ไม่ทำให้เกิดคลื่น ไม่มีเสียงรบกวน เป็นมิตรต่อผู้ประสบภัย ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือผลกระทบต่อบ้านเรือนริมน้ำ

 

นวัตกรรมแพกู้ภัยดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว., สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคเอกชน ได้รับการสนับสนุนนวัตกรรมจาก บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC โดยนายพรชัย แสงรุ่งศรี ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม i2P (Ideas to Products) Center ที่นำทุ่นลอยน้ำ ซึ่งออกแบบสำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (SCGC Floating Solar Solutions) มอบให้ สจล. ต่อยอดสร้างเป็นแพกู้ภัยสำหรับใช้ขนส่งสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤต

 

 


30 กันยายน 2569

สจล.-SCGCเปลี่ยนทุ่นลอยน้ำเป็นแพกู้ภัย

 สจล. ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ นำนวัตกรรม “ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง” ประยุกต์เป็นแพกู้ภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือและเข้าถึงผู้ประสบอุทกภัยชุมชนริมคลองประเวศบุรีรมย์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) นำนวัตกรรมที่ใช้ในโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ SCGC Floating Solar Solutions Flooding Modulation มาประยุกต์เป็น “ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง” เพื่อเข้าถึงและลำเลียงสิ่งของจำเป็นให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในชุมชนริมคลองประเวศบุรีรมย์ เขตลาดกระบัง อาทิ ชุมชนหัวตะเข้ และชุมชนวัดพลมนีย์   เมื่อเร็ว ๆ นี้

 


ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูงของ SCGC มีโครงสร้างแบบ Modular ประกอบง่าย รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เคลื่อนย้ายสะดวก แข็งแรง ทนทาน รับแรงลมและคลื่นได้เป็นอย่างดี รับน้ำหนักได้ 150 กิโลกรัม ต่อตร.ม. เพื่อลำเลียงสิ่งของและเดินทางทางน้ำ เพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงชุมชนริมคลองในสถานการณ์อุทกภัย

 


รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. พร้อมด้วย นายพรชัย แสงรุ่งศรี ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม i2P (Ideas to Products) Center, เอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้บริหาร บุคลากร และอาสาสมัครร่วมใช้นวัตกรรมทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง นำน้ำดื่ม อาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไปส่งมอบแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

 

ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์

 

• SOS ฉุกเฉิน สจล. โทร. 02-329-8008

• LINE OA : @kmitldf

• แจ้งสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ: https://sos.kmitl.ac.th?utm_source=chatgpt.com  โดยระบุความต้องการ เช่น “น้ำท่วมต้องการที่พักฉุกเฉิน”

• จุดรับบริจาค: หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.

 

ติดตามระดับน้ำแบบ Real Time ผ่านแดชบอร์ดของ สจล. รวมถึงติดตามสภาพการจราจรและสถานการณ์น้ำท่วมขังโดยรอบพื้นที่ผ่านภาพจากกล้อง CCTV บน YooNee App เพื่อประกอบการวางแผนการเดินทางและการเข้าถึงพื้นที่  Real Time   https://services.opre.kmitl.ac.th/dashboard/waterlevel/?utm_source=chatgpt.com

 

 


29 กันยายน 2569

มจธ. +เครือข่ายปั้น AI-เทคโนโลยี Upskill คนพิการสู่มืออาชีพกว่า 370 ชีวิต

 มจธ. ผนึกพลังเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา Upskill-Reskill คนพิการ สู่สถานประกอบการ และสร้างอาชีพกว่า 370 คน ผ่านโครงการขยายผลโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ.

รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานปิด “โครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. HigherEd for PWD (พ.ศ. 2568 - 2569)” ทีอาคารวิจัยและนวัตกรรมกระบวนการชีวภาพ มจธ. บางขุนเทียน ว่า มจธ. ได้ร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 35 (7) เป็นเจ้าภาพการสนับสนุนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพคนพิการ การฝึกอบรมผู้จัดการโครงการ และผู้อำนวยความสะดวกและประสานงานการฝึกของโครงการในลักษณะ Train the Trainer ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานของ มจธ. ในการฝึกอาชีพให้กับคนพิการ ทั้งการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกและสรรหาคนพิการ การจัดการฝึกอบรมคนพิการ การประเมินผล การจับคู่ (Matching) คนพิการกับสถานประกอบการหรือการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผลโครงการที่มอบให้สถาบันการศึกษาเครือข่ายดำเนินงาน  

การดำเนินโครงการนี้ เป็นรุ่นที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมอบรมและฝึกงาน 370 คน ปีนี้จัดฝึกอบรม 12 หลักสูตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่ 1 ที่มี 4 หลักสูตร เป็นอาชีพในสถานประกอบการ 2 หลักสูตร และอาชีพอิสระ 10 หลักสูตร  ให้สอดคล้องกับพื้นที่และศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ

รศ. ดร.สุวิทย์ กล่าวอีกว่าการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะทางวิชาการและทักษะความรู้ทางอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตลาด ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา 34 เพิ่มโอกาสการจ้างงานคนพิการเข้าสู่สถานประกอบการอย่างมั่นคงและยั่งยืนสอดคล้องกับมาตรา 33

อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  โครงการฯ ได้เปิดเว็บไซต์ www.ableyou.org เป็นแพลตฟอร์มรับข้อมูลความต้องการจากนายจ้าง สรรหาคนพิการที่เหมาะสมเพื่อ Upskill และ Reskill ส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน ในกิจกรรม Career Connect ให้คนพิการเรียนและทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว มีรายได้ที่เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน บูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้เกิดทักษะทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน การมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หลักสูตรที่จัดอบรมได้แก่ 1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมจธ. 20 คน 2. หลักสูตรการฝึกการซ่อมบำรุง และดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า   โดย มจธ. (ความร่วมมือใน จ.สระแก้ว) 20 คน 3. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ ประเภทวิสาหกิจชุมชน โดยมจธ. 20 คน 4. หลักสูตรการฝึกอบรมด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โดยมจธ.ราชบุรี  20 คน

5. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัล เพื่อคนพิการ สร้างงาน สร้างอาชีพ โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 50 คน 6. หลัก สูตรการประกอบอาหารไทยเพื่อประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) 30 คน 7. โครงการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพของคนพิการในจังหวัดขอนแก่น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 80 คน 8. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)  20 คน 9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี) 30 คน

10. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะคนพิการสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  30 คน 11. หลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 20 คน  12. หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรีสำหรับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี  30 คน

ดร.อรกัญญาณี เลี้ยงอิสสระ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มจธ. กล่าวว่ามีคนพิการที่เรียนจบหลักสูตร 100% และคนพิการที่มีงานทำทันทีหลังเรียนจบในอัตรา 81.62% มีรายได้ทั้งประเภทรายวันและรายเดือน วันละ 330-340 บาท และ เงินเดือน 10,000-12,000 บาทต่อเดือน มีคนพิการบางส่วนที่นำไปประกอบอาชีพอิสระ หรืออาชีพเสริม อาทิ นักแสดง งานกราฟิก การผลิตหุ่นฟิกเกอร์ งานค้าขาย งานรับจ้าง งานประกอบอาหาร และการผลิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน มีการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอีกด้วย

มจธ. ได้ดำเนินกิจกรรม พัฒนาทักษะทางอาชีพให้คนพิการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557

 

 


28 กันยายน 2569

DPU x BRU เปิดทางนักศึกษาสู่โลกอีสปอร์ต สร้างทักษะจริง–อาชีพจริง

 DPU จับมือ BRU พัฒนาบุคลากรวงการอีสปอร์ตไทย นำประสบการณ์จากตัวจริงในอุตสาหกรรมร่วมสร้างหลักสูตร ปลดล็อกศักยภาพนักศึกษาสู่ Future Workforce 3 คณะ/วิทยาลัยหลัก ผลิตคนคุณภาพสู่เวทีโลก สร้างเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืน เชื่อมภาคการศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรม สร้างโอกาสได้งานทำหลังจบการศึกษา

คุณอธิภัทร เกตุทัต ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ และสายงานเครือข่ายสัมพันธ์และแนะแนวการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และ นายโชติชนก ชิดชอบ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต จำกัด (BRU) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่23 กันยายน 2569

นายอธิภัทร กล่าวว่า ความร่วมมือกับ BRU ดำเนินงานกับ 3 คณะและวิทยาลัย ได้แก่ คณะนิเทศศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี   4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. Co-creation ร่วมกันพัฒนาเกม การผลิตคอนเทนต์ ออกแบบตัวละคร (Character Design) หรือรับโจทย์จาก BRU ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สินค้า (Merchandise)  2. Event Experience ให้นักศึกษาร่วมจัดกิจกรรมแข่งขันอีสปอร์ต กิจกรรมเกี่ยวกับเกม และการถ่ายทอดสด 3. Resource Sharing การแบ่งปันทรัพยากรและความรู้ ทั้งการนำองค์ความรู้จากผู้นำในอุตสาหกรรมและระดับสากลมาร่วมพัฒนาหลักสูตรให้แข็งแกร่ง การเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักกีฬามืออาชีพ หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ มาถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้กับนักศึกษา 4. Workforce Preparation เตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ส่งนักศึกษาฝึกฝนทักษะกับ BRU เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมเกมและ Digital Entertainment ได้ทันทีหลังจากสำเร็จการศึกษา

 

นายโชติชนก กล่าวว่าความร่วมมือกับ DPU เกิดจาก ประทับใจผลงานของนักศึกษา DPU อาทิ การพัฒนาเกม ฟิกเกอร์ และอาร์ตทอย ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และการสนับสนุนจากคณาจารย์ ความร่วมมือกับ DPU เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมทักษะ และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ จากศักยภาพของนักศึกษาที่มีความพร้อมทั้งความคิดสร้างสรรค์ และเครื่องมือการเรียนรู้  BRU จะพัฒนาความรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัย เป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์ในโลกการทำงานจริงกับนักศึกษา 4 แกนหลัก ได้แก่ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาสร้างสรรค์ประสบการณ์ร่วมกับ BRU, การรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน, การพัฒนาต่อยอดชิ้นงานสู่อุตสาหกรรม และการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อผลักดันบุคลากรทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านไปสู่เวทีโลก

 


อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว มีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้น ตลาดมีความต้องการบุคลากรในด้านนี้ตลอดเวลา BRU มุ่งหวังจะสร้างเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่บุคลากร เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ต้องใช้ทักษะความสามารถที่ครอบคลุม ทั้งการบริหารจัดการทีม งานโปรดักชัน การตลาด การหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะพัฒนา ต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้หลากหลาย” นายโชติชนก กล่าว

 

 


‘โดรนกู้ภัย’ ฝ่าวิกฤตท่วมเคหะร่มเกล้าส่งอาหารถึงจุดเรือเข้าไม่ถึง

ยศชนัน นำทีมกู้ภัยร่มไทร ส่ง “อาสาโดรนกู้ภัย” ลำเลียงเสบียงอาหาร-สิ่งของจำเป็น ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้าในจุดที่เรือเข้าไม่ถึง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร และพล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ(สอป.) เดินทางไปชุมชนการเคหะร่มเกล้า ถนนร่มเกล้า ซอย 24 เขตลาดกระบัง พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมหนัก เมื่อบ่ายวันที่ 28 ก.ย. 2569 โดยนำ ครัวกลางจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และทีม “อาสาโดรนกู้ภัยน้ำท่วม” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และ สอป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ 10 นาย เข้าปฏิบัติภารกิจ

 




การลงพื้นที่ช่วยเหลือครั้งนี้ ได้ระดมยุทโธปกรณ์โดรน 6 ลำ เป็นโดรนกู้ภัยและสำรวจขนาดเล็ก 4 ลำ ติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูลภาพและเรดาร์ (ISR) ใช้บินสำรวจ ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างฉับไว โดรนกู้ภัยและขนส่งขนาดใหญ่อีก 2 ลำ สำหรับลำเลียงอาหารและถุงยังชีพ มีขีดความสามารถยกน้ำหนักสูงสุด 80 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์ตาข่ายหิ้วยกและเครื่องปั่นไฟเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง  โดยทีมงานได้ใช้แสดงการบินนำถุงยังชีพและอาหารหย่อนลงจุดรวมตัวของผู้ประสบภัย ใช้สลิงความยาว 20 เมตรหย่อนลงมา ช่วยส่งความช่วยเหลือในจุดพื้นที่ซึ่งเรือเข้าไม่ถึงได้

 

ศูนย์ปฏิบัติการและโรงครัวยตั้งอยู่ที่ปากซอยรามคำแหง 192 (เขตมีนบุรี) มีฐานปฏิบัติการหลักที่ร่มเกล้า 2 พร้อมทีมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีแผนย้ายโรงครัวไปตั้งที่วัดปากบึง ห่างจากพื้นที่เป้าหมาย 1.5 กิโลเมตร เพื่อขนส่งอาหารได้เร็วขึ้น


27 กันยายน 2569

รู้เสี่ยงโรคไตใน 5 นาทีนาโนเทคกระจายชุดตรวจไทย 3,000 ร้านยา

 จากห้องแล็บสู่ร้านยา! นาโนเทค สวทช. ผนึก อรินแคร์ ดัน “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน 3,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับบริษัท อรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digital Pharmacy Platform ขยายผลเชิงพาณิชย์ นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ประชาชนได้ใช้ “นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน”

 

ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพสที่ต้องป้องกันและตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่ม เครื่องมือคัดกรองที่ใช้ง่าย เข้าถึงได้ จะช่วยให้ประชาชนตระหนักและเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ผ่านผู้ประกอบการและร้านยาชุมชน จุดบริการสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยจะขยายจุดจำหน่ายชุดตรวจโรคไตให้ครอบคลุม 3,000 แห่งภายในปี 2569 ครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง “เส้นทางให้นวัตกรรมไทยไปถึงประชาชน” นอกเหนือจากการขยายตลาดผลิตภัณฑ์

 

ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผอ.ขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจ สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเกิดจากการต่อยอดงานวิจัย “AL-Strip” โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ ใช้ได้ด้วยตนเองทราบผลภายใน 5 นาที เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเฝ้าระวังสุขภาพ

“แผนงาน Battle นวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ของ สวทช. ต้องการผลักดันเทคโนโลยีชุดตรวจจากงานวิจัยไปใช้จริง ร่วมกับผู้ประกอบการไทย 3 ราย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc ระยะต่อไป จะให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านร้านยาชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้นวัตกรรมอยู่ในตลาดได้ต่อเนื่อง เอื้อต่อการใช้งานจริงและการซื้อซ้ำในระยะยาว” ดร.เดือนเพ็ญกล่าว

 

นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder & CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า อรินแคร์มีระบบ Digital Pharmacy เชื่อมโยงการจัดการสินค้า เภสัชกร และเครือข่ายร้านขายยา จึงนำผลิตภัณฑ์ถึงผู้ซื้อผ่านร้านยาทั่วประเทศได้


“ความร่วมมือกับนาโนเทค คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปสู่ตลาดและผู้ใช้จริง ด้วยเครือข่ายร้านยา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานการกระจายสินค้า เพื่อประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่าย อรินแคร์ตั้งเป้าจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือสำหรับเภสัชกรในการให้คำแนะนำแก่ประชาชน”

 

 


สจล.เปิดหอประชุมรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า1,000 ราย

 สจล. ผนึกกำลังเขตลาดกระบัง เปิดหอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ เป็นศูนย์พักพิงใหญ่ รับผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 1,000 ชีวิต พร้อมดูแลครบวงจร

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าได้ใช้ “หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)” เป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569  รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กว่า 1,000 คน จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ที่พักชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยย้ายประชาชนจากศูนย์พักพิงตามโรงเรียนที่น้ำท่วมสูงมายัง สจล. ประมาณ 1,200 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 8 คนที่สงต่อไปยังโรงพยาบาลที่รักษาประจำ ผู้ป่วยติดเตียงอีก 23 คนที่จะเข้ามาพักที่ศูนย์พักพิง สจล. ทั้งนี้ หากผู้ป่วยติดเตียงมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จะย้ายเข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ผู้ป่วยที่พักภายในศูนย์ได้ก็จะให้พักพร้อมญาติ



สำหรับผู้มีสัตว์เลี้ยงได้จัดพื้นที่เฉพาะบริเวณด้านหน้าหอประชุม ซึ่งมีประมาณ 50 ตัว โดยนายโรเจอร์ โลหะนันทน์ ร่วมกับสำนักสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ช่วยดูแลเรื่องสวัสดิภาพและสุขอนามัยของสัตว์


ผู้ประสบภัยหรือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ติดต่อ SOS ฉุกเฉิน สจล. โทร. 02-329-8008 หรือเข้ารับความช่วยเหลือได้ที่ “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพระจอมเกล้าลาดกระบัง” ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.

ศูนย์พักพิงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ประกอบอาหารสุกใหม่บริการวันละ 3 มื้อ มื้อละ 1,000 ชุด การสนับสนุนน้ำดื่มบรรจุขวดจากสิงห์อาสา จากภาคเอกชนและกรุงเทพมหานคร

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ทำให้เกิดน้ำท่วมขังรุนแรงในกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้า ย่านลาดกระบัง บางจุดน้ำท่วมสูงถึงคอ ร้านค้าและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ ก็ประสบปัญหาสินค้าอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภคขาดแคลน จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว