AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

03 พฤศจิกายน 2569

“ตู้อบแสงอาทิตย์”มทร.ศรีวิชัยช่วยกู้เศรษฐกิจเกษตรแปรรูปใต้

 มทร.ศรีวิชัย นำเทคโนโลยีตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันพืชใช้แล้ว เพื่อแก้ปัญหาการผลิต “ใบจาก” ตากแห้งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องปีละ60,000 บาท


รายงานแจ้งว่า ผศ.นพดล โพชกำเหนิด และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้ทำโครงการวิจัย “การประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก” นำ “ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า” ไปใช้ที่ชุมชนอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพื่ออบแห้งใบจากให้กับ 80 ครัวเรือน  อบแห้งเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่ง ลดเวลาเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร จังหวัดพัทลุง การอบแห้งลูกตาลโตนดทำวุ้นตาลกรอบ การอบแห้งกล้วยตาก ของเกษตรกรจังหวัดสงขลา อีก 44 ครัวเรือน (รวม 124 ครัวเรือน)  แก้ปัญหาการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้ง และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชน

ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ใช้ง่าย สอดคล้องกับชุมชน วัสดุหาได้ในท้องถิ่น ตู้อบทำจากเหล็ก ผนังสะสมความร้อนจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต ปรับระบบความร้อนเสริมจากการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้า ใช้ “น้ำมันพืชใช้แล้ว” จากครัวเรือนเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนผ่านท่อเหล็ก ถ่ายเทความร้อนเข้าตู้อบ ลดการใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการผลิตได้ดี ต้นทุนการสร้างประมาณ 50,000 บาทต่อเครื่อง อายุการใช้งาน 6-7 ปี



ผศ.นพดล กล่าวว่า การอบแห้งแต่ละรอบใช้เวลา 2–3 ชั่วโมง สิ้นเปลืองน้ำมันพืชใช้แล้ว 2–3 ลิตร ขณะที่ตากแดดใช้เวลา 1-2 วัน   การอบจึงลดเวลาการผลิต ลดความเสี่ยงจากความชื้นและการปนเปื้อน ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ เพิ่มระยะเวลาการจัดเก็บวัตถุดิบ โครงการนี้ให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบ ทดลองใช้ และปรับปรุงเครื่องมือให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เพื่อให้นำเทคโนโลยีไปต่อยอดได้ด้วยเอง

“ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ทำให้ผลิตสินค้าได้ต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสการรับออเดอร์ เกิดการกระจายงานในพื้นที่ การดำเนินโครงการที่อำเภอกันตังปีงบประมาณ 2568 ทำรายได้ให้กับชุมชน กว่า 80 ครัวเรือนมีรายได้สุทธิมากกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือน”

นางสุจินต์ ไข่ริน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้านนายอดทอง ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เล่าว่า มีปัญหาจากฝนตกต่อเนื่อง วัตถุดิบไม่แห้ง เกิดเชื้อรา ผลิต”ติหมาใบจาก”ได้เพียงวันละ 300 ชิ้น ไม่พอกับความต้องการของตลาด เทคโนโลยีที่มาช่วยทำให้ผลิตได้ทุกวัน เคยได้มากถึง 43,000 ชิ้นต่อเดือน หรือหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่าราว 300,000–400,000 บาท   นางสุจินต์กล่าวอีกว่าได้เป็น “นวัตกรชุมชน” เรียนรู้ รับ ปรับใช้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในชุมชนขยายผลการใช้เทคโนโลยี กระจายประโยชน์ตลอดห่วงโซ่การผลิตจาก ทั้งคนตัดใบจาก ลอกใบจาก เหลาก้านจาก จักสานขึ้นรูป และจัดจำหน่าย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเหลือทิ้ง เช่นไม้กวาดก้านจาก ช่วยผู้สูงอายุและผู้ไม่มีทักษะด้านการจักสานรับงานไปทำที่บ้านและสร้างรายได้เสริม


อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีต้นจากประมาณ 10,000 ไร่ ชาวบ้าน 2,000 ครัวเรือนมีส่วนร่วมผลิตผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “ติหมาใบจาก” กระบวยตักน้ำจากภูมิปัญญาจักสานพื้นบ้านของภาคใต้ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ แต่ชุมชนผลิตสินค้าได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะมีฝนตกชุก แสงแดดไม่สม่ำเสมอ ทำให้วัตถุดิบเกิดความชื้นสะสม เชื้อรา คุณภาพไม่แน่นอน ส่งผลต่อความมั่นคงทางรายได้

งานวิจัยภายใต้กรอบการวิจัย การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

 


เปิดภาพดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีเช้ามืด 3 พ.ย. 69

 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ เปิดภาพ “ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี” เช้ามืด 3 พ.ย.69

 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภาพ “ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี” เช้ามืด 3 พฤศจิกายน 2569 เวลาประมาณ 04:03-05:03 น. (เวลาคำนวณ ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา)  บันทึกด้วยกล้องโทรทรรศน์ ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา การสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี และในภาพมีดวงจันทร์ไอโอปรากฏอยู่ทางขวา

 

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ สังเกตได้ด้วยตาเปล่าบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยช่วงเช้ามืดจะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวข้างแรม 8 ค่ำ ปรากฏอยู่ใกล้กับดาวพฤหัสบดีบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ดวงจันทร์ จะค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าดาวพฤหัสบดี จนบดบังดาวพฤหัสบดีลับหายไปทางด้านหลังดวงจันทร์ และเมื่อเวลาผ่านไป ดาวพฤหัสบดีจะค่อย ๆ ปรากฏพ้นขอบดวงจันทร์กลับมาให้เห็นอีกครั้ง กระบวนการบดบังและปรากฏกลับมาใช้เวลารวมประมาณ 1 ชั่วโมง

 

พื้นที่สังเกตเห็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีได้ ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณตอนกลางของอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ลงไปจนถึงพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย รวมถึงตอนล่างของอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และเกาะบางแห่งในจังหวัดชลบุรี เช่น เกาะครามใหญ่ และเกาะอีร้า บางส่วนของ อ. แหลมงอบ และหมู่เกาะใน จ. ตราด เช่น บางส่วนของเกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูด ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ นอกแนวคราส จะเห็นปรากฏกาณ์ “ดาวพฤหัสบดีเคียงดวงจันทร์”

 

“ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี” เป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่หาชมได้ยาก เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ละครั้งสังเกตเห็นได้จากพื้นที่เพียงบางส่วนของโลก สำหรับประเทศไทย

 

หลังจากครั้งนี้จะมีโอกาสสังเกตปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีได้อีกครั้งในวันที่ 25 ตุลาคม 2577 หรืออีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า

 

          ผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารและปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ www.facebook.com/NARITpage

 

 


รางวัลธัชชาเชิดชูวิจัยสังคม-มนุษย-ศิลปกรรมศาสตร์

 วช. มอบ “รางวัลธัชชา” ครั้งแรก เชิดชู 14 รางวัล ยกย่องบุคคลและผลงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มอบรางวัลการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย “รางวัลธัชชา (TASSHA Awards)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในงาน “NRCT Forum 2026 : วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 67 ปี” ที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้บริหารหน่วยงานเข้าร่วม

รางวัลธัชชา ประจำปี 2569 มี 3 ประเภท รวม 14 รางวัล ได้แก่

1. รางวัลนักสร้างสรรค์งานวิจัยธัชชาดีเด่น (TASSHA Master Creator Award)

- สาขาสุวรรณภูมิศึกษา ได้แก่ ศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

- สาขาโลกคดีศึกษา ได้แก่ รศ. ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

- สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ศ.กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ดร. ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- สาขาพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ ได้แก่ รศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล สมาคมส่งเสริมการจัดการพิพิธภัณฑ์นิทรรศการและการออกแบบสร้างสรรค์

- สาขาช่างศิลป์ท้องถิ่น ได้แก่ ผศ. ญาณิศา โกมลสิริโชค คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

 

2. รางวัลเกียรติยศผู้มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนผลงานธัชชา (TASSHA Catalyst Award)

- สาขาสุวรรณภูมิศึกษา ได้แก่ ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นางสาวนันทวัน จินดาอินทร์ เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

- สาขาพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ ได้แก่ ดร.ธนภณ วัฒนกุล เสนอชื่อโดย สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย

- สาขาช่างศิลป์ท้องถิ่น ได้แก่ ดร.สิริกร มณีรินทร์ เสนอชื่อโดย สถาบันวิทยาลัยชุมชน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

3. รางวัลผลงานธัชชาสร้างสรรค์ดีเด่น (TASSHA Masterpiece Award)

- สาขาสุวรรณภูมิศึกษา ได้แก่ แพลตฟอร์มบูรณาการการศึกษาสุวรรณภูมิเชื่อมโยงโลก (WISE Platform) โดย ผศ. ดร.ชิดชนก โชคสุชาติ และ ผศ. สุธน แซ่ว่อง เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

- สาขาโลกคดีศึกษา ได้แก่ ชุดเครื่องมือขับเคลื่อนชุมชนคาร์บอนต่ำด้วยคุณธรรรม: จากพันธกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ของไทยในเวทีโลก สู่แผนปฏิบัติการของชุมชน โดย รศ. ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ และ รศ. ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ โมเดลการขับเคลื่อนชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยนวัตกรรมสู่การพัฒนากำลังคนและกลไกชุมชนเพื่อความยั่งยืนของประเทศ โดย ผศ. ดร.วารุณี ศรีสงคราม และคณะ เสนอชื่อโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

- สาขาพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมแห่งชาติ ได้แก่ ชุดโครงการวิจัยการอนุรักษ์เชิงป้องกันผลงานศิลปกรรมในประเทศไทย โดย ผศ. โอชนา พูลทองดีวัฒนา และคณะ เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยศิลปากร

- สาขาช่างศิลป์ท้องถิ่น ได้แก่ นิเวศงานจักสานไทยร่วมสมัย: ชุดผลงานร่วมสร้างจากงานวิจัยชุมชนสู่การใช้ประโยชน์ โดย ผศ. ดร.วีรวัฒน์ สิริเวสมาศ และคณะ เสนอชื่อโดย มหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาบันวิทยาลัยชุมชน

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวปาฐกถา“วิทยาศาสตร์ที่มีราก กับสังคมศาสตร์-ศิลปกรรม-และมานุษยศาสตร์ ที่มีพลัง : พาชาติพ้นกับดัก” กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพลังในการสร้างความเป็นไปได้ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับคุณค่า ความหมาย และทิศทางของการพัฒนา เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษย์และสังคมอย่างเหมาะสม การสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับโลก ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ รากฐานทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นอารยประเทศอย่างสง่างาม

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า “ธัชชา” เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนากำลังคน และเครือข่ายวิจัย 5 สาขา วช. จัด “รางวัลธัชชา” ครั้งแรกในปี 2569 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและผลงานที่มีความโดดเด่นด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 

 

 

 


02 พฤศจิกายน 2569

ปุ๋ยสั่งตัดได้ผลกระทรวงเกษตรตกลงร่วมมือ วว.เดินหน้าเต็มตัว

 โชว์ความสำเร็จนำร่อง 5 เดือน “ปุ๋ยสั่งตัด เพื่อ(เกษตรกร)ไทย” หั่นค่าปุ๋ยเคมีแล้ว 50% นำผสานหลายหน่วยงานส่งต่อ 5 เครื่อง 5 สหกรณ์เมืองอุดรฯ เตรียมขยายผลทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปร่วมการลงนามความร่วมมือ (MOU) ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี ระหว่างผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หน่วยงานในกำกับของกระทรวง อว. กับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกรมวิชาการเกษตร หน่วยงานในกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งเป็นการทำความตกลงข้ามกระทรวงเพื่อเดินหน้าโครงการปุ๋ยสั่งตัดอย่างเต็มตัวโดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับ

ปุ๋ยสั่งตัด คือการใช้ผลตรวจวิเคราะห์สภาพดินมากำหนดสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพดินและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน เมื่อทราบคุณสมบัติของดินแล้ว ก็เลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี 100%  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น

รายงานแจ้งผลของโครงการว่าเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน มีเกษตรกร 8 อำเภอของอุดรธานีเข้าร่วม 442 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพารา นาข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย  2,818 ไร่ ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีใช้ชุดตรวจดินภาคสนาม (Soil Test Kit) เพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร และคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีให้พอดีกับความต้องการของดินและพืช ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้กว่าครึ่ง เช่นกลุ่มลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์( ธ.ก.ส.) อุดรธานี 41 รายแรก ที่ใช้ปุ๋ยสั่งตัด 343 กระสอบ (17,150 กิโลกรัม) ประหยัดเงินค่าปุ๋ยเคมีได้ 139,200 บาท เป็นสิ่งยืนยันว่านวัตกรรมช่วยลดต้นทุนได้จริง ทั้งยังเป็นการหมุนเวียนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาทำปุ๋ย ช่วยลดปัญหา PM 2.5 และฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาวอีกด้วย



ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าได้นำเครื่องผลิตปุ๋ยไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องแล้วประมาณ 4-5 เดือน เนื่องจากหลายคนมีข้อกังวลว่าปุ๋ยสูตรใหม่จะให้ผลผลิตเทียบเท่ากับที่ใช้อยู่หรือไม่ ในระยะต่อไป จะขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนการเพาะปลูก

หลังพิธีลงนามได้ส่งมอบเครื่องจักรผสมปุ๋ยอัตโนมัติให้กับสหกรณ์แม่ข่ายในอุดรธานี 5 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรสร้างคอม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรหนองวัวซอ จำกัด เพื่อให้นำไปต่อยอดบริการเกษตรกรในพื้นที่

การร่วมกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเยี่ยมการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายนนี้

 


01 พฤศจิกายน 2569

เปิดม่านพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 ยิ่งใหญ่ชูเสน่ห์อีสานสู่เวทีนานาชาติ

เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยววันแรก! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ชูสวนนานาชาติ 32 สวน - ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนมากมาย

 

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางโดยขบวนรถไฟพิเศษปฐมฤกษ์ไปพื้นที่จัดงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยววันแรก



 “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo

ภายในงาน มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมนิทรรศการพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ “ลานตุ้มโฮม” ตลอด 134 วัน กิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ มีพื้นที่จำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ซึ่งมีร้านค้าท้องถิ่นหมุนเวียน 50 ร้าน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่ส่งเสริมการลดใช้พลาสติกและคัดแยกขยะ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือสถาปัตยกรรมที่แสดงอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสาน การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและข้องใส่ปลา อาคารเฉลิมพระเกียรติ จากแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” นิทรรศการ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ที่นำแบบมาจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน อาคารเรือนกระจก แนวคิด “เฮือนแฝด” ซึ่งออกแบบแนวร่วมสมัย และ หมู่บ้านอีสาน จำลองเรือนพื้นถิ่น ถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวอีสาน

พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวก 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในเรือนอีสาน 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจกสำหรับนิทรรศการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการจัดแสดงสวนนานาชาติ โรงเรือนไม้ในร่ม และโรงเรือนพืชทะเลทราย 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เทคโนโลยีการเกษตร สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนบัว และคาร์บอนเครดิต  6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการขยายพันธุ์พืช

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันจัดงาน บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด 1,030 ไร่ แนวคิด ‘ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน’ (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) มีสวนนานาชาติรวม 32 สวน เป็นสวนภายนอกและภายในอาคารประเภทละ 16 สวน สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย 16 จุด

“การจัดงานให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด การบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG โดยได้รับการรับรอง Carbon Neutral Self-Declaration จัดประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเมืองสีเขียวและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความยั่งยืน วางแผนพัฒนาพื้นที่หลังสิ้นสุดงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน ศูนย์อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ในระยะยาว”นายรพีภัทร์กล่าว

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทยและจังหวัดอุดรธานี ในการเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกสู่มหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น ยกระดับจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผลักดันให้มหกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก นวัตกรรมการเกษตร เสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน เพื่อให้มหกรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดเข้าชมงานวันแรก ศ. ดร.ยศชนัน พร้อมคณะได้เยี่ยมชม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” ซึ่งถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลที่ 10 เข้าสักการะ พระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” ซึ่งประดิษฐานภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล 134 ปีอุดรธานี พร้อมชมนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้”  ตลอดพื้นที่จัดแสดงและนิทรรศการในอาคารต่างๆ

 

 


30 ตุลาคม 2569

แจงปะการังเกาะมันยังสมบูรณ์-จับตาตัวอ่อนปะการังขยะทะเล

“สุชาติ” แจ้งข่าวดี! ปะการังหมู่เกาะมันยังสมบูรณ์ปานกลางถึงดี เร่งจับตาตัวอ่อนปะการัง-ขยะทะเล






นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ถึงผลสำรวจแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะมัน จังหวัดระยอง พบความสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลางถึงดี สถานภาพของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่ที่ยังมีความสมบูรณ์ จึงกำชับให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลทางวิชาการมาใช้วางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทะเลไทยให้เกิดความยั่งยืน



นายสุชาติ กล่าวว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลต้องดำเนินควบคู่กับการติดตามสถานภาพระบบนิเวศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงและวางมาตรการดูแลที่เหมาะสม ผลสำรวจเมื่อวันที่ 27–28 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้สำรวจแนวปะการังจำนวน 3 สถานี ด้วยวิธี Line Transect เบื้องต้นพบปะการังชนิดเด่น ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังลายดอกไม้ (Pavona spp.) และปะการังวงแหวน (Dipsastrea spp.) พบตัวอ่อนปะการังค่อนข้างน้อย จึงต้องติดตามการฟื้นตัวของแนวปะการังในระยะยาว ควบคู่กับการเฝ้าระวังปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ



นอกจากนี้ ยังพบปลาในวงศ์ปลาสลิดหินและปลากะรัง รวมถึงเม่นดำหนามยาว สิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทในระบบนิเวศแนวปะการัง ส่วนขยะทะเลพบว่ามีน้อย ส่วนใหญ่เป็นเศษเชือก เศษอวน และกระสอบปุ๋ยจากกิจกรรมประมง ซึ่งต้องจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายต่อสัตว์ทะเลและแหล่งที่อยู่อาศัย




28 ตุลาคม 2569

62ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ดันเทคโนโลยีอวกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ผสานเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศกลางเวทียูเอ็น "เปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ"

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวบนเวทีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีมติจากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่งรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573

 

สาระของปฏิญญาฉบับนี้ เป็นความท้าทายระดับโลก โดยจะบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม ประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ตอัป เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ สร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ กำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้

 


เป้าหมายของการแบ่งปันข้อมูล คือการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

 


ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะใช้เป็นกรอบหลักสำหรับ "แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3" (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการทำงานระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI จะติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมี โจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือการแปลงชุดข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ เพื่อช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤต จึงนำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ "3P" ต่อที่ประชุม ประกอบด้วย People การยกระดับระบบเตือนภัยให้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้โดยตรง Prosperity สร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอวกาศ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ. :GISTDA) กับภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน และ Partnership การเชื่อมต่อระบบข้อมูลของทั้งภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว

"เราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค"ศ.ดร.ยศชนันกล่าว