AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

21 ตุลาคม 2569

สคส.ชวนเข้าใจ PDPAถ่ายภาพได้ใช้ชีวิตปกติถ้าไม่มุ่งการค้า

 สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPC จัด สคส. เคลียร์ใจสื่อ ตอบทุกข้อคำถาม PDPAแจงสถิติร้องเรียน ปรึกษา 4,210 เรื่อง รับแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลบุคคล 1,650 เรื่อง ชี้ช่องเสนอข่าวเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผย สถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง โดยผู้ถูกร้องเรียนเป็น ภาคเอกชน 3,889 เรื่อง ภาครัฐ 321 เรื่อง  3 ประเด็นที่มีการร้องเรียนสูง ได้แก่ มาตรา 27 การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม 1,025 เรื่อง, มาตรา 4 ประเด็นข้อยกเว้นเรื่องประโยชน์ส่วนตน 724 เรื่อง และมาตรา 24/26 เรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล 586 เรื่อง

ด้านการรับแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สคส. รวม 1,650 เรื่อง เป็น Non-cyber 849 เรื่อง หรือ51.45% Cyber 747 เรื่อง หรือ 45.27% สาเหตุอื่น ๆ 54 เรื่อง คิดเป็น 3.28% ทั้งนี้ ในกลุ่ม Cyber พบเหตุจาก Cyber Threat(ภัยคุกคามทางไซเบอร์) 567 เรื่อง และ Social Media 180 เรื่อง กลุ่ม Non-cyber ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ Human Error (ความผิดพลาดจากมนุษย์)

หน่วยงานที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด พบว่า กลุ่มการเงิน การลงทุน และการประกัน 723 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 206 เรื่อง ธุรกิจการค้าปลีก-ส่งและการค้าออนไลน์ 204 เรื่อง กลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมการผลิต 105 เรื่อง และด้านสาธารณสุข 87 เรื่อง ขณะที่สถานะการดำเนินการจากเหตุทั้งหมด 1,650 เรื่อง แบ่งเป็น อยู่ระหว่างดำเนินการ 569 เรื่อง เฝ้าระวังและติดตาม 1,071 เรื่อง เสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 9 เรื่อง และส่งเรื่องให้ศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน 1 เรื่อง



“ตัวเลข 1,650 เหตุ แสดงว่าเรื่องข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มีคำตอบเพียง ‘ถูกแฮกหรือไม่’ เพราะมากกว่าครึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-cyber และ Human Error การป้องกันจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการทำงาน ไปจนถึงวัฒนธรรมการคุ้มครองข้อมูลภายในองค์กร” พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า PDPA เป็นกฎหมายที่เข้มงวดจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพติดบุคคลอื่นในพื้นที่สาธารณะหรือการโพสต์ภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่หากเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็อาจอยู่ในขอบเขตที่ดำเนินการได้ตามหลักกฎหมาย

ฝั่งองค์กรและหน่วยงาน หากเป็นการใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการหรือการปฏิบัติตามสัญญาอยู่แล้ว องค์กรไม่จำเป็นต้องขอ Consent(ยินยอม)ซ้ำซ้อนให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งนี้ เป็นความเข้าใจผิดว่า “การเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณีต้องขอ Consent” จนเกิดภาวะ Over-compliance และสร้างภาระแก่ประชาชน

“PDPA ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องขอความยินยอม และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และดำเนินการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่” นางสาววีรินทร์ กล่าว

สำหรับ มาตรา 4 ซึ่งประชาชนสอบถามเข้ามามาก นางสาววีรินทร์ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การบันทึกภาพครอบครัว หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในรั้วบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม “จุดตัดสำคัญ” อยู่ที่ขอบเขตการใช้งาน หากกล้องถูกหันไปบันทึกพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้านของผู้อื่น หรือมีการนำภาพของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ประจานในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีดังกล่าวอาจพ้นจากขอบเขตของการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและเข้าสู่ประเด็นการละเมิดสิทธิได้

 


ตั้งตารอ!COMMART AIFORCE มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569

 เออาร์ไอพี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ชูพลัง AI ผนึกแบรนด์ชั้นนำขนทัพสินค้าใหม่พร้อมไฮไลต์และโปรโมชั่น 26 - 29 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา

บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจไอทีชั้นนำ ประกาศจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง สเปกล้ำ ช้อปมันส์ทุก Gen” เชิญสัมผัสประสบการณ์ AI ผ่านสินค้าและเทคโนโลยีรุ่นใหม่จากแบรนด์ชั้นนำและสินค้ารางวัลการันตีคุณภาพจาก Commart Awards ทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และอุปกรณ์ไอทีครบวงจร พร้อมโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปี ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2569 ณ EH98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 


นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าตลาดไอทีในปี 2569 ได้รับแรงขับเคลื่อนจากความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า AI PC โน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานและเกมมิ่ง อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์ (DIY Components) รวมถึงสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่อย่าง iPhone 18 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก ขณะเดียวกันสินค้ารุ่นก่อนหน้าหลายรุ่นยังมีการปรับลดราคาพิเศษเพื่อระบายสต็อก ส่งผลให้ช่วงปลายปีเป็นจังหวะสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าไอทีที่คุ้มค่ามากที่สุด

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก คือการแข่งขันด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในงานคอมมาร์ต พบว่าสินค้า AI กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่ม Notebook, Desktop และหน่วยประมวลผลสำหรับงาน AI ระดับองค์กร โดยสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงภายในงานคอมมาร์ตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูป คอมประกอบ DIY การ์ดจอ จอมอนิเตอร์ และ RAM ขณะที่หมวด Gaming Gear เครื่องเล่นเกม และสมาร์ทโฟน ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดภายในงาน

 

นอกจากนี้เทรนด์สำคัญที่น่าจับตาคือการมาของ “RTX Spark” ชิป SoC รุ่นใหม่จาก NVIDIA ที่เปิดตัวภายในงาน COMPUTEX 2026 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ยุค AI ด้วยขีดความสามารถในการประมวลผล AI สูงถึงระดับ 1 Petaflop รองรับการทำงานของ Large Language Models (LLM) ขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ ทำให้แนวคิด Local AI กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงและ Mini PC ขนาดกะทัดรัด ผู้บริโภคจะเริ่มเห็นการวางจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิป RTX Spark จากหลายแบรนด์ชั้นนำในช่วงปลายปีนี้

 

อีกกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจคือจอภาพ OLED Generation 4 วิวัฒนาการครั้งสำคัญของตลาดจอภาพเกมมิ่ง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทั้ง Primary RGB Tandem OLED และ QD-OLED Gen 4 ที่ให้ความสว่างสูงขึ้น แสดงผลสีได้แม่นยำ มีอายุการใช้งานยาวนาน ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม ส่งผลให้จอ OLED เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มระดับพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

ตลาด Handheld PC กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วย Intel Arc G3 Series ที่ได้รับการออกแบบเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลเกมระดับ AAA บนอุปกรณ์พกพา รองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI อย่าง XeSS 3 Frame Generation และ Intelligent Bias Control ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นเกมด้วยคุณภาพกราฟิกสูงขึ้น พร้อมรักษาประสิทธิภาพและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดีกว่าเดิม

 


ด้านนายอธิชัย อุ่นโกมล ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าธุรกิจผู้บริโภค บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าตลอดปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และนักพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการใช้งาน Local AI ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอ็นวิเดียจึงร่วมมือกับ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้าน AI มาถ่ายทอดภายในงาน COMMART AIFORCE เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

 

ภายในงาน เอ็นวิเดียและพันธมิตรได้นำเสนอเทคโนโลยี AI และการประมวลผลที่ครอบคลุมตั้งแต่ Edge Computing ไปจนถึง Cloud Computing ผ่านผลิตภัณฑ์ GeForce RTX, RTX Spark, DGX Spark, Workstation และ GeForce NOW พร้อมจัดแสดงสินค้าและโซลูชันใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองประสบการณ์ AI สำหรับการใช้งานจริง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค ครีเอเตอร์ นักพัฒนา และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดแนวทางการประยุกต์ใช้ Local AI และ Open Models สำหรับการพัฒนาโซลูชัน AI ภาษาไทยในองค์กร

เอ็นวิเดียยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของโซน AIFORCE ซึ่งรวบรวม AI Showcase และกิจกรรมทดลองใช้งานเทคโนโลยี AI หลากหลายรูปแบบ พร้อมรับฟังประสบการณ์จากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพ DLSS 5 ผ่านเกมยอดนิยม และร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนหลักอย่าง AIS 3BB Fibre3 ตอกย้ำเป้าหมายในการผลักดัน AI Ecosystem ให้เข้าถึงผู้บริโภค นักพัฒนา และภาคธุรกิจได้อย่างครบวงจร”

 


นายพรชัย ยังกล่าวเสริมถึงไฮไลต์โปรโมชันภายในงาน ประกอบด้วย

• คอมมาร์ต Big Bonus ช้อปครบทุก 3,000. – บาท ได้สิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อแรก ลุ้นโชคหน้างาน คอมมาร์ตเพิ่มสิทธิ์ลุ้นของรางวัลได้ทุกวัน ของรางวัล ได้แก่ แว่นตาอัจฉริยะ VITURE PRO 2, การ์ดจอ GALAX GeForce RTX 5070 TI, กล้องวิดีโอพกพา DJI Osmo Pocket 4 Creator Combo และสมาร์ทโฟน iPhone 18 Pro 256GB ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จ ผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้นรับลำโพงพกพา Marshall Willen II จำนวน 4 รางวัล

• คอมมาร์ต วัดดวง สมัครปั๊บรับสิทธิ์ลุ้นฟรี คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท และของที่ระลึกอีกมากมาย แค่มางานก็รับไปเลย

• คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานครบ 30,000 บาท แลกสิทธิ์จอดรถฟรี 3 ชั่วโมง

Special โปรโมชัน วันธรรมดา (เฉพาะวันพฤหัส – ศุกร์)

• ลุ้นรับคูปอง 10,000 บาท สำหรับช้อปคอมพิวเตอร์ ภายในงาน แค่มางานก็มีสิทธิ์ลุ้น โปรโมชัน Early Bird 10:00-12:00 น. และ Rush Hour 13:00-17:00 น.

• Commart On Top ช้อปครบ 50,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 500.-, ช้อปครบ 30,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 300.-

 


”ดร.สุภชัย-ดร.อลงกต“เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ชูพัฒนาจิตใจ

 

เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ผลงาน “ดร.สุภชัย วีระภุชงค์-ดร.อลงกต ชูแก้ว” ชูกาคพัฒนาจิตใจเพื่อคุณภาพของสังคมโลก มุ่งให้ผู้อ่านจากทุกศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมสามารถนำแนวคิดไปพิจารณาและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

 

 งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 (BOOK EXPO THAILAND 2026) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม.จะมีการเปิดตัวหนังสือ “Meditation as Living Practice จากการพัฒนาจิตใจ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม“ ผลงานร่วมเขียนโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และ ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการฯ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00-11.50 น.การเปิดตัวครั้งนี้ ผู้เขียนทั้ง 2 คน จะขึ้นเวทีแนะนำหนังสือ ดำเนินรายการโดย น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ บนเวทีงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ณ ฮอลล์ 5 - 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

สำหรับหนังสือ Meditation as Living Practice ได้นำเผยแพร่ระหว่างการประชุมนานาชาติ Second United and Present International Gathering ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และองค์กรพีนมิตรธรมมะ (Dharma Alliance) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศและสาขาวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพจิตใจ ความเมตตากรุณา สิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

หนังสือ Meditation as Living Practice นำเสนอคำถามสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาของมนุษยชาติว่า ในขณะที่โลกมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และองค์ความรู้ มนุษย์ได้ให้ความสำคัญเพียงพอแล้วหรือไม่กับ คุณภาพของจิตใจ (Quality of Mind) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ความรู้ การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางของสังคม

 

       ผู้เขียนทั้งสองเสนอว่าการเจริญสติไม่ควรถูกจำกัดความหมายไว้เพียงการสร้างความสงบหรือการผ่อนคลายของปัจเจกบุคคล แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความเมตตากรุณา ความสามารถในการรับฟังผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำของตนเอง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม

 

ภายใต้แนวคิด Inner Transformation and Outer Engagement หนังสืออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายในกับการมีส่วนร่วมต่อสังคม โดยเสนอว่าคุณภาพของจิตใจมีความสำคัญต่อการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับความแตกต่าง และการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

 

แนวคิดดังกล่าวมิได้เสนอให้การพัฒนาจิตใจเข้ามาทดแทนกฎหมาย สถาบัน หรือกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงภายในของมนุษย์สามารถเป็นองค์ประกอบสนับสนุนให้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น

 

การเปิดตัวหนังสือระหว่างการประชุม Second United and Present International Gathering มีความสอดคล้องกับหัวข้อหลักของการประชุม “Contemplative Practices, Compassion and Collective Well-Being” ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาทของการฝึกฝนจิตใจ ความเมตตากรุณา และความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกัน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าภายในมนุษย์กับการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

เวทีการประชุมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำหลักการด้านความเมตตา การพัฒนาคุณภาพจิตใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมไปประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษา การพัฒนาชุมชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับสาระสำคัญของหนังสือ

 

สำหรับ ดร.สุภชัย และ ดร.อลงกต เปิดเผยว่าการจัดทำ Meditation as Living Practice มีเป้าหมายเพื่อขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญสติจากการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล ไปสู่การพิจารณาบทบาทของคุณภาพจิตใจต่อการดำเนินชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และการรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดศาสนา ความเชื่อ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม

 

การนำเสนอหนังสือในเวทีนานาชาติที่จังหวัดกระบี่จึงเป็นโอกาสในการเผยแพร่แนวคิดและองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยสู่การสนทนากับผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับบทบาทของการเจริญสติและคุณภาพจิตใจในบริบทของสังคมร่วมสมัย

 

หนังสือ Meditation as Living Practice สะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า อนาคตของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับปริมาณความรู้หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของจิตใจที่นำความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้ การพัฒนาจิตใจจึงมิใช่เรื่องที่แยกขาดจากความรับผิดชอบต่อโลกภายนอก หากแต่เป็นกระบวนการที่สามารถสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน.

 

มหกรรมหนังสือระดับชาติ,BOOK EXPO,ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์,Meditation,สุภชัย วีระภุชงค์,โพธิคยาวิชชาลัย

ไม้เท้าระวังภัย 2 นวัตกรรมป้องกันไฟดูดลุยน้ำท่วม

 นวัตกรรมไทยช่วยคนไทย! “ยศชนัน”รับ "ไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ" 500 ชุด ส่งต่อผู้ประสบอุทกภัย-อาสาสมัครกู้ภัย ให้ "กลับบ้านต้องปลอดภัย"

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับมอบ  "ไม้เท้าระวังภัย"และ "ไม้เท้าพลิกชีวิต" 500 ชุด เป็นนวัตกรรมอุปกรณ์ตรวจจับไฟฟ้ารั่วในน้ำ จากสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) นำโดย ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการ รวพ. รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการ บพท. พร้อมด้วยตัวแทนทีมวิจัยเจ้าของนวัตกรรมประกอบด้วย รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.ล้านนา รศ.ดร.วันไชย คำเสน นักวิจัย และ ผศ.ดร.กิตติ  เมืองตุ้ม จาก มรภ.อุตรดิตถ์ เพื่อนำไปช่วยเหลือสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 

 

อุทกภัยปี 2569 พบว่า "ไฟฟ้ารั่วในน้ำ" เป็นภัยเงียบคร่าชีวิตผู้ประสบภัยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากการจมน้ำ (คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด) เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ประชาชนที่เดินลุยน้ำเผลอไปสัมผัสจุดที่มีไฟรั่ว รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าช่วยเหลือ เสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิตได้ เพื่อป้องกันการสูญเสียดังกล่าว รวพ. โดย บพท. จึงสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม "ไม้เท้าเตือนไฟฟ้ารั่วในน้ำ" 2 ผลงาน ได้แก่ "ไม้เท้าระวังภัย" (มรภ.อุตรดิตถ์) และ "ไม้เท้าพลิกชีวิต" (มทร.ล้านนา) อุปกรณ์สแกนหากระแสไฟฟ้ารั่วแบบไม่สัมผัส ส่งสัญญาณเตือนด้วยแสงไฟ LED และเสียง นวัตกรรมนี้ทดสอบการใช้งานจริง ส่งมอบให้รัฐบาลนำไปใช้ปกป้องชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ ทั้งในช่วงลุยน้ำท่วมและสำรวจความปลอดภัยก่อนกลับเข้าบ้านหลังน้ำลด

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ไม้เท้าทั้ง 500 ชุดนี้ จะส่งต่อไปยังผู้ประสบอุทกภัย เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยในพื้นที่เสี่ยง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเตือนภัย ป้องกันอันตรายภัยเงียบกระแสไฟฟ้ารั่วจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตให้แก่ประชาชน ภายใต้แนวคิดกลับบ้านแล้วต้องปลอดภัย“

 

 


20 ตุลาคม 2569

เปิดเวที “DPU Masterpiece”เชิญตัวแม่ประชันฝีมือความงามนานาชาติ

 ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ชวนตัวแม่ด้านความงาม แข่งขันอวดฝีมือกับนานาชาติระดับอุดมศึกษาครั้งแรกในไทย 29 พฤศจิกายน 2569 “DPU Masterpiece: Where Excellence Becomes Legendary” ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ สร้างโอกาส ผลักดันสู่การเป็น Wellness Hub   

ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่าจะจัดงาน “DPU Masterpiece: Where Excellence Becomes Legendary” วันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ที่ DPUเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพความงามด้านต่าง ๆ เข้าแข่งขันแสดงทักษะฝีมือและศักยภาพ เป็นช่องทางให้ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะหรือสร้างอาชีพเสริม ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่อยอดความสามารถสู่การประกอบอาชีพอย่างมืออาชีพ โดย DPUเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

 

ดร.พีระยุทธ กล่าวว่าDPU Masterpiece เป็นการเปิดเวทีความงามสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติตั้งแต่ปีแรก มีคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญจากพม่า ไต้หวัน จีน และเกาหลี ร่วมตัดสิน พร้อมส่งผู้เข้าแข่งขันมาร่วมประชันฝีมือด้วย จึงเป็นโอกาสที่บุคลากรไทยจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ให้เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพด้านความงามและสุขภาพ ทั้งด้านทักษะทางเทคนิค ความปลอดภัย จริยธรรมในการทำงาน

 


นางสาวดารัณ คู่กระสังข์ กรรมการบริษัท ดารัณ จำกัด สถานประกอบการด้านความงามเครือข่ายพันธมิตรของ DPU กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ออกแบบให้ครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นและผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมตามความถนัด การแข่งขันแบ่งเป็นหลายสาขา ได้แก่ การสักคิ้ว การสักปาก การต่อขนตา การทำเล็บ การนวดหน้า และการนวดไทยร่วมสมัย เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงทักษะและความสามารถเฉพาะตัวอย่างเต็มความสามารถ เปิดรับผู้สนใจจากทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชน สมัครเข้าร่วมได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกจากสถาบันต้นสังกัด รูปแบบการแข่งขัน มีทั้งสมัครเข้าร่วมแข่งขัน ณ สถานที่จัดงาน (On-site) และการส่งผลงานจากที่บ้าน (Inbox) ในรายการที่กำหนด อาทิ การแข่งขันสักคิ้วและสักปาก ที่มีทั้งการสักบนแผ่นหนังจำลองซึ่งส่งผลงานมาจากทางบ้านได้ และการสักบนใบหน้าบุคคลที่ต้องแสดงฝีมือให้คณะกรรมการชมภายในงาน 

 

นางสาวดารัณกล่าวอีกว่าในการแข่งขัน ผู้ชนะเลิศได้รางวัล 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงิน 3,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 เงิน 1,500 บาท พร้อมถ้วยรางวัล ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกรายจะได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมถ้วยรางวัลที่ระลึกจาก DPU และโอกาสได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ตามเงื่อนไขที่ผู้จัดกำหนด ภายในงานยังมีกิจกรรม Speaker Show จากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ในสาขาต่าง ๆ พร้อมบูทจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านความงาม ผู้ประกอบ การและแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอสินค้าและบริการสู่กลุ่มเป้าหมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานได้ด้วยการจองพื้นที่บูทขนาด 2 × 2 เมตร ในราคา 5,000 บาท จึงขอเชิญชวนจับจองพื้นที่เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ DPU Masterpiece ซึ่งเป็นโอกาสในการอัปเดตความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจบนเวทีความงามที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศ

 

ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในช่วง Early Bird จะได้รับสิทธิ์สมัครร่วมแข่งขันในราคา 2,900 บาท จากราคาปกติ 3,900 บาท และประเภทส่งผลงานจากที่บ้าน 1,900 บาท หมดเขตรับสมัครวันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 สมัครได้ที่ https://forms.gle/JaD7NKt8FwKUj8hNA

 

 


อุเทนยกขบวนปิดอว.ขอเจรจาใหม่ทบทวนการย้ายใน3วัน

 นักศึกษาอุเทนถวายยกขบวนปิดกระทรวงอว. ขอคำตอบภายใน 3 วัน ให้ทบทวนแนวทางและเปิดเจรจาอีกครั้ง  หากจำเป็นต้องย้าย ต้องจัดหาที่ดิน สร้างอาคารเรียนใหม่ให้เสร็จค่อยพิจารณา

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.69 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กว่า 100 คน ชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี เรียกร้องให้คงสถานศึกษาที่ตั้งเดิม และคัดค้านการย้ายสถานศึกษาไปยังแห่งใหม่ โดยระหว่างการชุมนุมมีการปราศรัยและส่งเสียงเรียกร้องเป็นระยะ เพื่อจะขอให้เปิดประตูเข้าพื้นที่

 


ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วย ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ออกมาพบและเจรจากับแกนนำนักศึกษา นายกฤษฏิธัชย์ ณัญวราณัญต์ นักศึกษาปริญญาเอก มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายกล่าวว่า นักศึกษาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ กรอบเวลาดำเนินการภายใน 90 วัน เป็นระยะเวลาที่จำกัดเมื่อเทียบกับการจัดการเรียนการสอนหนึ่งภาคการศึกษา ทั้งไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่รองรับที่พร้อมใช้งาน จึงอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของนักศึกษา สภาพจิตใจ และการเรียนการสอนโดยตรง จึงเสนอให้กระทรวง อว. ทบทวนแนวทางดำเนินการและเปิดเจรจาอีกครั้ง ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมพิจารณาทางออกที่ปฏิบัติได้จริง หากจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษา ควรจัดหาที่ดินและก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ให้แล้วเสร็จ พร้อมใช้งานก่อน จึงค่อยพิจารณาการย้าย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการศึกษาของนักศึกษา กับขอให้ชะลอการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขอให้กระทรวง อว. มีคำตอบที่ชัดเจนภายใน 3 วัน โดยหากไม่มีความคืบหน้า กลุ่มนักศึกษาจะยกระดับการเรียกร้อง

 


ปลัดกระทรวง อว. รับฟังข้อเรียกร้องและข้อเสนอทั้งหมด พร้อมรับปากว่าจะนำประเด็นดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลา 3 วันที่ตัวแทนนักศึกษาเสนอ ไปหารือกับ รมว.อว. เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาและหาแนวทางดำเนินการโดยเร็วที่สุด


17 ตุลาคม 2569

ททท.จัดยิ่งใหญ่อีกปี ”ดนตรีในความทรงจำ“ ศิลปินกว่า 46 ชีวิตมาฮีลใจ

 ททท. จัดยิ่งใหญ่อีกปี “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” ดนตรีในความทรงจำ ภายใต้แนวคิด   HARMONY OF HEALING“ บทเพลงฮีลกาย ท่วงทำนองฮีลใจ ศิลปินกว่า 46 คน ร่วมสร้างมนต์เสน่ห์ยามราตรี 16–27 ต.ค. นี้

เมื่อค่ำวันนี้ 16 ตุลาคม 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดงาน  “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” ดนตรีในความทรงจำส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่อีกปี

 

พิธีเปิดงานมีผู้บริหาร ททท.ได้แก่ นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. นางศุภิดา อ่อนบรรจง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ททท. นางสาวปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. พร้อมด้วย ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รศ.จุฑามาศ แก้วพิจิตร กรรมการการท่องเที่ยวประเทศไทย นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ คณะผู้บริหาร และภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมพิธีเปิดงานด้วย

 

งาน “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “HARMONY OF HEALING บทเพลงฮีลกาย ท่วงทำนองฮีลใจ” ผสานพลังของเสียงดนตรี ศิลปะ แสงสี และธรรมชาติ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการพักผ่อน เติมเต็มความสุข และมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจในยามค่ำคืน มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าควบคู่กับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน (Night Tourism) เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และสร้างสีสันให้กรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

 

กิจกรรมหลักจัดให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์แห่งเสียงดนตรีและการเยียวยาใจ ระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00–21.30 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีจากศิลปินกว่า 46 คน ที่หมุนเวียนมาสร้างสีสันในแต่ละคืน ครอบคลุมหลากหลายแนวเพลง

 


ภายในงานยังมีกิจกรรม Art, Light & Interactive Experience เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมกับงานศิลปะและแสงสีผ่านผลงานสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ พร้อมกิจกรรมบน Mini Stage ที่ชวนทุกคนดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น Yoga, Mindful Talk ฮีลใจ และ Handpan Sound Healing

 


นอกจากนึ้ที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ โขน หุ่นละครเล็ก และโนราห์ชาตรี ผสานเสียงดนตรีจาก DJ ร่วมสมัย ตลอดจนกิจกรรม Workshop D.I.Y. และการนวดผ่อนคลาย ให้ผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเต็มอิ่ม

 


สำหรับไฮไลต์พิเศษ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จมาทอดพระเนตรงานและทรงขับร้องบทเพลงในโอกาสพิเศษนี้ด้วย

 

ททท.ขอเชิญชวนมาร่วมเติมพลังใจผ่านเสียงดนตรี สัมผัสศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวยามค่ำคืนในบรรยากาศแห่งความสุข ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคมนี้.

 

#AmazingThailand

#ThailandFestival

#TheNightByAmazingThailandSeason2

#MusicInMemory