AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

20 ตุลาคม 2569

เปิดเวที “DPU Masterpiece”เชิญตัวแม่ประชันฝีมือความงามนานาชาติ

 ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ชวนตัวแม่ด้านความงาม แข่งขันอวดฝีมือกับนานาชาติระดับอุดมศึกษาครั้งแรกในไทย 29 พฤศจิกายน 2569 “DPU Masterpiece: Where Excellence Becomes Legendary” ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ สร้างโอกาส ผลักดันสู่การเป็น Wellness Hub   

ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่าจะจัดงาน “DPU Masterpiece: Where Excellence Becomes Legendary” วันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ที่ DPUเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพความงามด้านต่าง ๆ เข้าแข่งขันแสดงทักษะฝีมือและศักยภาพ เป็นช่องทางให้ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะหรือสร้างอาชีพเสริม ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่อยอดความสามารถสู่การประกอบอาชีพอย่างมืออาชีพ โดย DPUเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

 

ดร.พีระยุทธ กล่าวว่าDPU Masterpiece เป็นการเปิดเวทีความงามสู่ความร่วมมือระดับนานาชาติตั้งแต่ปีแรก มีคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญจากพม่า ไต้หวัน จีน และเกาหลี ร่วมตัดสิน พร้อมส่งผู้เข้าแข่งขันมาร่วมประชันฝีมือด้วย จึงเป็นโอกาสที่บุคลากรไทยจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ให้เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพด้านความงามและสุขภาพ ทั้งด้านทักษะทางเทคนิค ความปลอดภัย จริยธรรมในการทำงาน

 


นางสาวดารัณ คู่กระสังข์ กรรมการบริษัท ดารัณ จำกัด สถานประกอบการด้านความงามเครือข่ายพันธมิตรของ DPU กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ออกแบบให้ครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นและผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมตามความถนัด การแข่งขันแบ่งเป็นหลายสาขา ได้แก่ การสักคิ้ว การสักปาก การต่อขนตา การทำเล็บ การนวดหน้า และการนวดไทยร่วมสมัย เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงทักษะและความสามารถเฉพาะตัวอย่างเต็มความสามารถ เปิดรับผู้สนใจจากทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักศึกษา และประชาชน สมัครเข้าร่วมได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกจากสถาบันต้นสังกัด รูปแบบการแข่งขัน มีทั้งสมัครเข้าร่วมแข่งขัน ณ สถานที่จัดงาน (On-site) และการส่งผลงานจากที่บ้าน (Inbox) ในรายการที่กำหนด อาทิ การแข่งขันสักคิ้วและสักปาก ที่มีทั้งการสักบนแผ่นหนังจำลองซึ่งส่งผลงานมาจากทางบ้านได้ และการสักบนใบหน้าบุคคลที่ต้องแสดงฝีมือให้คณะกรรมการชมภายในงาน 

 

นางสาวดารัณกล่าวอีกว่าในการแข่งขัน ผู้ชนะเลิศได้รางวัล 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงิน 3,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 เงิน 1,500 บาท พร้อมถ้วยรางวัล ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกรายจะได้รับใบประกาศนียบัตรพร้อมถ้วยรางวัลที่ระลึกจาก DPU และโอกาสได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ตามเงื่อนไขที่ผู้จัดกำหนด ภายในงานยังมีกิจกรรม Speaker Show จากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ในสาขาต่าง ๆ พร้อมบูทจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านความงาม ผู้ประกอบ การและแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอสินค้าและบริการสู่กลุ่มเป้าหมาย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานได้ด้วยการจองพื้นที่บูทขนาด 2 × 2 เมตร ในราคา 5,000 บาท จึงขอเชิญชวนจับจองพื้นที่เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ DPU Masterpiece ซึ่งเป็นโอกาสในการอัปเดตความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจบนเวทีความงามที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศ

 

ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในช่วง Early Bird จะได้รับสิทธิ์สมัครร่วมแข่งขันในราคา 2,900 บาท จากราคาปกติ 3,900 บาท และประเภทส่งผลงานจากที่บ้าน 1,900 บาท หมดเขตรับสมัครวันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 สมัครได้ที่ https://forms.gle/JaD7NKt8FwKUj8hNA

 

 


อุเทนยกขบวนปิดอว.ขอเจรจาใหม่ทบทวนการย้ายใน3วัน

 นักศึกษาอุเทนถวายยกขบวนปิดกระทรวงอว. ขอคำตอบภายใน 3 วัน ให้ทบทวนแนวทางและเปิดเจรจาอีกครั้ง  หากจำเป็นต้องย้าย ต้องจัดหาที่ดิน สร้างอาคารเรียนใหม่ให้เสร็จค่อยพิจารณา

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.69 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กว่า 100 คน ชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี เรียกร้องให้คงสถานศึกษาที่ตั้งเดิม และคัดค้านการย้ายสถานศึกษาไปยังแห่งใหม่ โดยระหว่างการชุมนุมมีการปราศรัยและส่งเสียงเรียกร้องเป็นระยะ เพื่อจะขอให้เปิดประตูเข้าพื้นที่

 


ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วย ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ออกมาพบและเจรจากับแกนนำนักศึกษา นายกฤษฏิธัชย์ ณัญวราณัญต์ นักศึกษาปริญญาเอก มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายกล่าวว่า นักศึกษาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ กรอบเวลาดำเนินการภายใน 90 วัน เป็นระยะเวลาที่จำกัดเมื่อเทียบกับการจัดการเรียนการสอนหนึ่งภาคการศึกษา ทั้งไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่รองรับที่พร้อมใช้งาน จึงอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของนักศึกษา สภาพจิตใจ และการเรียนการสอนโดยตรง จึงเสนอให้กระทรวง อว. ทบทวนแนวทางดำเนินการและเปิดเจรจาอีกครั้ง ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมพิจารณาทางออกที่ปฏิบัติได้จริง หากจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษา ควรจัดหาที่ดินและก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ให้แล้วเสร็จ พร้อมใช้งานก่อน จึงค่อยพิจารณาการย้าย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการศึกษาของนักศึกษา กับขอให้ชะลอการดำเนินการในประเด็นดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขอให้กระทรวง อว. มีคำตอบที่ชัดเจนภายใน 3 วัน โดยหากไม่มีความคืบหน้า กลุ่มนักศึกษาจะยกระดับการเรียกร้อง

 


ปลัดกระทรวง อว. รับฟังข้อเรียกร้องและข้อเสนอทั้งหมด พร้อมรับปากว่าจะนำประเด็นดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลา 3 วันที่ตัวแทนนักศึกษาเสนอ ไปหารือกับ รมว.อว. เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาและหาแนวทางดำเนินการโดยเร็วที่สุด


17 ตุลาคม 2569

ททท.จัดยิ่งใหญ่อีกปี ”ดนตรีในความทรงจำ“ ศิลปินกว่า 46 ชีวิตมาฮีลใจ

 ททท. จัดยิ่งใหญ่อีกปี “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” ดนตรีในความทรงจำ ภายใต้แนวคิด   HARMONY OF HEALING“ บทเพลงฮีลกาย ท่วงทำนองฮีลใจ ศิลปินกว่า 46 คน ร่วมสร้างมนต์เสน่ห์ยามราตรี 16–27 ต.ค. นี้

เมื่อค่ำวันนี้ 16 ตุลาคม 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดงาน  “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” ดนตรีในความทรงจำส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่อีกปี

 

พิธีเปิดงานมีผู้บริหาร ททท.ได้แก่ นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. นางศุภิดา อ่อนบรรจง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ททท. นางสาวปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. พร้อมด้วย ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รศ.จุฑามาศ แก้วพิจิตร กรรมการการท่องเที่ยวประเทศไทย นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ คณะผู้บริหาร และภาคีเครือข่ายพันธมิตร ร่วมพิธีเปิดงานด้วย

 

งาน “The Night by Amazing Thailand Season 2: Music in Memory” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “HARMONY OF HEALING บทเพลงฮีลกาย ท่วงทำนองฮีลใจ” ผสานพลังของเสียงดนตรี ศิลปะ แสงสี และธรรมชาติ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการพักผ่อน เติมเต็มความสุข และมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจในยามค่ำคืน มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าควบคู่กับการท่องเที่ยวยามค่ำคืน (Night Tourism) เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง และสร้างสีสันให้กรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

 

กิจกรรมหลักจัดให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์แห่งเสียงดนตรีและการเยียวยาใจ ระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00–21.30 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีจากศิลปินกว่า 46 คน ที่หมุนเวียนมาสร้างสีสันในแต่ละคืน ครอบคลุมหลากหลายแนวเพลง

 


ภายในงานยังมีกิจกรรม Art, Light & Interactive Experience เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมกับงานศิลปะและแสงสีผ่านผลงานสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ พร้อมกิจกรรมบน Mini Stage ที่ชวนทุกคนดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น Yoga, Mindful Talk ฮีลใจ และ Handpan Sound Healing

 


นอกจากนึ้ที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ โขน หุ่นละครเล็ก และโนราห์ชาตรี ผสานเสียงดนตรีจาก DJ ร่วมสมัย ตลอดจนกิจกรรม Workshop D.I.Y. และการนวดผ่อนคลาย ให้ผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเต็มอิ่ม

 


สำหรับไฮไลต์พิเศษ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จมาทอดพระเนตรงานและทรงขับร้องบทเพลงในโอกาสพิเศษนี้ด้วย

 

ททท.ขอเชิญชวนมาร่วมเติมพลังใจผ่านเสียงดนตรี สัมผัสศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวยามค่ำคืนในบรรยากาศแห่งความสุข ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคมนี้.

 

#AmazingThailand

#ThailandFestival

#TheNightByAmazingThailandSeason2

#MusicInMemory

 


ททท.เลี้ยงรับรองดีไซเนอร์นานาชาติกว่า 100 ประเทศ ใช้ผ้าไทยออกแบบแฟชั่น

 ททท. ผลักดันผ้าไหมไทยสู่เวทีโลก ผ่านโครงการ “Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition” เชื่อมโยงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยกับงานแฟชั่นร่วมสมัยจากดีไซเนอร์กว่า 100 ประเทศ

เมื่อวันนี้ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 18.30 น. ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงรับรองของโครงการ Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition และงานแฟชั่นโชว์ “The Amazing Thailand Grand Fashion Show” เป็นงานแฟชั่นโชว์ที่ถ่ายทอดความงดงามของผ้าไหมไทยผ่านมุมมองของดีไซเนอร์จากหลากหลายวัฒนธรรมชที่ได้การออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์นานาชาติกว่า 100 ประเทศ เช่น Iran, Sudan, Myanmar, Argentina , Ghana เป็นต้น

 

งานเลี้ยงรับรองได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม คุณกลินท์ สารสิน คุณเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช พร้อมด้วย นายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฏศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทยและผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

 


โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 โดย ททท. มุ่งใช้พลังของทุนทางวัฒนธรรมและผ้าไหมไทยในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านผลงานแฟชั่นร่วมสมัยที่สร้างสรรค์โดยดีไซเนอร์จากกว่า 100 ประเทศ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และประเพณีที่หลากหลายผ่านผ้าไหมไทย สามารถชมนิทรรศการผ้าไหมไทยสู่สากล จัดแสดงชุดผ้าไหมไทยที่ออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์นานาชาติ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

 

สำหรับโครงการนี้ไม่เพียงเผยแพร่คุณค่าของผ้าไหมไทยสู่เวทีโลก แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 105,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ประมาณ 400 ล้านบาท.

 

#AmazingThailand

#ThailandFestival

#AmazingThailandGlobalThaiSilkExhibition

#นิทรรศการผ้าไหมไทยสู่สากล

 


16 ตุลาคม 2569

ดึงเทมาเส็กร่วมทุนNIAปั้นสตาร์ตอัปไทย-สิงคโปร์

 “ยศชนัน” หารือมูลนิธิเทมาเส็ก ดึงร่วมทุน NIA ทอดสะพาน ปั้นสตาร์ตอัป “ไทย–สิงคโปร์“ ลุย 3 อุตสาหกรรมอนาคต เล็งปักหมุดมหกรรม Global Innovation Challenge ประกวดนวัตกรรมโลก ในไทย ภายในปี 70

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือกับ Mr. Ng Boon Heong กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิเทมาเส็ก (Temasek Foundation) องค์กรเพื่อสังคมภายใต้บริษัทลงทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ ถึงแนวทางความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อเชื่อมโยงและพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปของทั้งสองประเทศ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการสร้างความร่วมมือแบบสองทาง (Two-way Collaboration) โดยมูลนิธิเทมาเส็ก ซึ่งให้ทุนสนับสนุนโครงการนำร่องเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในเอเชีย จะช่วยผลักดันสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพให้เข้าไปขยายตลาดในสิงคโปร์ และจะนำสตาร์ตอัปจากสิงคโปร์เข้ามาดำเนินธุรกิจและปรับใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทของตลาดไทย (Localization) ในด้านแหล่งเงินทุน ได้เตรียมแนวทางร่วมสนับสนุนทุน (Co-funding) ระหว่าง NIA และมูลนิธิเทมาเส็ก โดยทางมูลนิธิฯ จะสนับสนุนทุนแบบให้เปล่า (Grant) ควบคู่กับการดึงเครือข่ายกลุ่มธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และกองทุนไพรเวตอิควิตี้ (Private Equity) เข้ามาช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator) ของทั้งสองหน่วยงานเข้าด้วยกัน

 

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Healthcare) ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และด้านอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยกลุ่มเทคโนโลยีอาหารจะขับเคลื่อนผ่านโครงการ SPACE-F ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง NIA บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

“ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสตาร์ตอัปด้านสุขภาพในการเข้ามาทำวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) และต่อยอดขยายธุรกิจในไทย ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยเข้ากับเครือข่ายนักลงทุนระดับภูมิภาค พร้อมต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”  ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เชิญมูลนิธิเทมาเส็ก ในฐานะผู้จัดงาน The Liveability Challenge เวทีค้นหาโซลูชันด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ให้เข้ามาจัดการแข่งขันนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Challenge) ในประเทศไทยในปี 2570 เพื่อเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปไทยได้แสดงศักยภาพ และดึงดูดนวัตกรรมจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ

 


สจล.เผยเด็กรุ่นใหม่เลือกวิศวฯ AIสูงสุดพร้อมสู่โลกงานอนาคตรายได้สูง

 สจล.เผยสำรวจเด็กในงาน KMITL x DEK-D TCAS69 ส่วนใหญ่พร้อมสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต สายวิศวกรรม เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับ AI ดิจิทัล  ได้รับความนิยมสูงสุด 

 


รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่า การจัดงาน KMITL x DEK-D TCAS69 ระหว่างวันที่ 3 - 4 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกับแนวทางการศึกษาต่อและค้นหาความสนใจของตนเอง ทั้งเป็นโอกาสที่ สจล. ได้รับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่จากผู้เข้าร่วมงานและการตอบแบบสอบถาม ที่แสดงความสนใจด้านการศึกษา เป้าหมายอาชีพ ทักษะที่เยาวชนเห็นว่ามีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต

 

จากข้อมูลการลงทะเบียน พบว่ากลุ่มโรงเรียนที่มีผู้เข้าร่วมโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษา อาทิ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กลุ่มโรงเรียนในเครือเทพศิรินทร์และโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ อาทิ โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์สมุทรปราการ โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนสมุทรปราการ และโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว รวมถึงโรงเรียนดาราสมุทรและดาราสมุทร ศรีราชา ผลสำรวจประวัติการเข้าร่วมงานลาดกระบังนิทรรศน์ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยเข้าร่วมงาน แสดงถึงความสนใจของนักเรียนและการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านการศึกษาและการแนะแนวของ สจล. อย่างต่อเนื่อง คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับความสนใจสูงที่สุด  ตามด้วยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สอดคล้องกับความต้องการด้านอาชีพในอนาคต “วิศวกร”อาชีพที่นักเรียนให้ความสนใจสูง ครอบคลุมทั้งวิศวกรไฟฟ้า วิศวกรคอมพิวเตอร์ วิศวกรโยธา วิศวกรเครื่องกล และวิศวกร AI กลุ่มนักออกแบบและสถาปนิก รวมถึงโปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักธุรกิจและเจ้าของธุรกิจ เป็นอีกกลุ่มอาชีพที่ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะเยาวชนให้ความสำคัญกับ STEM  ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง

 


ด้านความคาดหวังต่อรายได้ ผลสำรวจพบว่านักเรียนคาดหวังระดับ 20,001 - 30,000 บาท และ 30,001 - 40,000 บาทต่อเดือน  อีกกลุ่มตั้งเป้าหมายรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป  โดยเฉพาะผู้ที่สนใจสายเทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง นักเรียนต้องการเรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เช่น ChatGPT และ Gemini, Prompt Engineering, Coding และ Programming รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล ตามด้วย Life Skills, Adaptability & EQ  อาทิ การปรับตัวแบบ Unlearn/Relearn การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการอารมณ์และความเครียด มารยาทและการเข้าสังคม และ Financial Literacy & Tax Management  ทั้งการวางแผนการเงินส่วนบุคคล การจัดการภาษี การลงทุน และความรู้ด้านกฎหมายเบื้องต้น

 

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความรู้เชิงทฤษฎีในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อโลกการทำงาน นักเรียนต้องการทั้งทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะชีวิต และความรู้ด้านการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการอารมณ์ การบริหารเงินและภาษีส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้นในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

จากผลสำรวจดังกล่าว สจล. จะพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของนักศึกษารุ่นใหม่ โดยเสริมทักษะด้าน AI และ Digital Literacy ให้เป็นพื้นฐานสำหรับนักศึกษาทุกสาขา อาทิ การเขียนคำสั่ง AI (AI Prompt Engineering) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการเงินและการใช้ชีวิต ผ่านหลักสูตรระยะสั้นหรือ Micro-credentials ครอบคลุมเรื่องการเงิน ภาษี การลงทุน การจัดการอารมณ์และความเครียด  ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เช่น การผสานความรู้ด้านวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับบริหารธุรกิจและการออกแบบ เพื่อพัฒนาทักษะแบบผสมผสาน (Hybrid Skills) และเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ในอนาคต อาทิ ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี (Tech Entrepreneur) และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ AI (AI Product Designer)

 


15 ตุลาคม 2569

ยศชนัน ผนึก 7 หน่วยงานไทย–นานาชาติ ปั้นนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ดันสู่ Medical Hub

 “ยศชนัน” เปิดเวที iMEDEV 2026 ผนึก 7 หน่วยงานไทย–ต่างชาติ ขับเคลื่อนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ ดันไทยสู่ Medical Hub

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดการประชุมนานาชาติด้านนวัตกรรมและเครือข่ายเครื่องมือแพทย์ ครั้งที่ 2 การประชุมวิชาการทวิภาคีญี่ปุ่น–ไทย ครั้งที่ 9 (The 2nd Innovation and Networking in Medical Device International Conference & the 9th Japan–Thailand Bilateral Symposium: iMEDEV 2026) และเป็นสักขีพยานบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ระหว่าง 7 หน่วยงาน ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของ 7 หน่วยงาน เพื่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรและองค์ความรู้ทางวิชาการ การวิจัยร่วม การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ การผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงทั้งภาคบริการสุขภาพและภาคอุตสาหกรรม ทั้ง 7หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)

ภายในงานมีการประชุมและเสวนาด้านนโยบายการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ การนำเสนอผลงานวิจัยและจัดแสดงนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง อาทิ วิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ เทคโนโลยีฟื้นฟูระบบประสาท และเครื่องมือแพทย์สำหรับสังคมสูงวัย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ต้องอาศัยการพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแพทย์ มหาวิทยาลัยจึงต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิจัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาต้นแบบ การทดสอบมาตรฐานและการทดลองทางคลินิก การถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคม โดยเฉพาะจุดแข็งของไทยด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการแพทย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวด้วยว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนโครงการเรือธง 3 ด้าน ได้แก่ “สยามซิลิกา” พัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้าด้านเซมิคอนดักเตอร์ “สยามเมดิกา” ส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์และเครื่องมือแพทย์“สยามเทอร่า” พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร โดยบูรณาการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสนับสนุนการทดสอบและทดลองทางคลินิก เพื่อนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเปิดรับสตาร์ตอัปและเครือข่ายนานาชาติให้เข้ามาร่วมพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย