AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

01 พฤศจิกายน 2569

เปิดม่านพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 ยิ่งใหญ่ชูเสน่ห์อีสานสู่เวทีนานาชาติ

เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยววันแรก! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ชูสวนนานาชาติ 32 สวน - ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนมากมาย

 

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางโดยขบวนรถไฟพิเศษปฐมฤกษ์ไปพื้นที่จัดงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยววันแรก



 “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo

ภายในงาน มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมนิทรรศการพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ณ “ลานตุ้มโฮม” ตลอด 134 วัน กิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ มีพื้นที่จำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ซึ่งมีร้านค้าท้องถิ่นหมุนเวียน 50 ร้าน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่ส่งเสริมการลดใช้พลาสติกและคัดแยกขยะ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือสถาปัตยกรรมที่แสดงอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสาน การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและข้องใส่ปลา อาคารเฉลิมพระเกียรติ จากแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” นิทรรศการ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ที่นำแบบมาจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน อาคารเรือนกระจก แนวคิด “เฮือนแฝด” ซึ่งออกแบบแนวร่วมสมัย และ หมู่บ้านอีสาน จำลองเรือนพื้นถิ่น ถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวอีสาน

พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวก 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในเรือนอีสาน 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจกสำหรับนิทรรศการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการจัดแสดงสวนนานาชาติ โรงเรือนไม้ในร่ม และโรงเรือนพืชทะเลทราย 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เทคโนโลยีการเกษตร สวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนบัว และคาร์บอนเครดิต  6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการขยายพันธุ์พืช

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันจัดงาน บนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด 1,030 ไร่ แนวคิด ‘ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน’ (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) มีสวนนานาชาติรวม 32 สวน เป็นสวนภายนอกและภายในอาคารประเภทละ 16 สวน สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย 16 จุด

“การจัดงานให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด การบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG โดยได้รับการรับรอง Carbon Neutral Self-Declaration จัดประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเมืองสีเขียวและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความยั่งยืน วางแผนพัฒนาพื้นที่หลังสิ้นสุดงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน ศูนย์อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ในระยะยาว”นายรพีภัทร์กล่าว

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทยและจังหวัดอุดรธานี ในการเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกสู่มหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพของประเทศไทยด้านพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ชุมชนท้องถิ่น ยกระดับจังหวัดอุดรธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผลักดันให้มหกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก นวัตกรรมการเกษตร เสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน เพื่อให้มหกรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดเข้าชมงานวันแรก ศ. ดร.ยศชนัน พร้อมคณะได้เยี่ยมชม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” ซึ่งถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 สู่การสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลที่ 10 เข้าสักการะ พระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” ซึ่งประดิษฐานภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล 134 ปีอุดรธานี พร้อมชมนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้”  ตลอดพื้นที่จัดแสดงและนิทรรศการในอาคารต่างๆ

 

 


30 ตุลาคม 2569

แจงปะการังเกาะมันยังสมบูรณ์-จับตาตัวอ่อนปะการังขยะทะเล

“สุชาติ” แจ้งข่าวดี! ปะการังหมู่เกาะมันยังสมบูรณ์ปานกลางถึงดี เร่งจับตาตัวอ่อนปะการัง-ขยะทะเล






นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ถึงผลสำรวจแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะมัน จังหวัดระยอง พบความสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลางถึงดี สถานภาพของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่ที่ยังมีความสมบูรณ์ จึงกำชับให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลทางวิชาการมาใช้วางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทะเลไทยให้เกิดความยั่งยืน



นายสุชาติ กล่าวว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลต้องดำเนินควบคู่กับการติดตามสถานภาพระบบนิเวศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงและวางมาตรการดูแลที่เหมาะสม ผลสำรวจเมื่อวันที่ 27–28 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้สำรวจแนวปะการังจำนวน 3 สถานี ด้วยวิธี Line Transect เบื้องต้นพบปะการังชนิดเด่น ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังลายดอกไม้ (Pavona spp.) และปะการังวงแหวน (Dipsastrea spp.) พบตัวอ่อนปะการังค่อนข้างน้อย จึงต้องติดตามการฟื้นตัวของแนวปะการังในระยะยาว ควบคู่กับการเฝ้าระวังปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ



นอกจากนี้ ยังพบปลาในวงศ์ปลาสลิดหินและปลากะรัง รวมถึงเม่นดำหนามยาว สิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทในระบบนิเวศแนวปะการัง ส่วนขยะทะเลพบว่ามีน้อย ส่วนใหญ่เป็นเศษเชือก เศษอวน และกระสอบปุ๋ยจากกิจกรรมประมง ซึ่งต้องจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายต่อสัตว์ทะเลและแหล่งที่อยู่อาศัย




28 ตุลาคม 2569

62ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ดันเทคโนโลยีอวกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ผสานเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศกลางเวทียูเอ็น "เปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ"

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวบนเวทีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีมติจากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่งรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573

 

สาระของปฏิญญาฉบับนี้ เป็นความท้าทายระดับโลก โดยจะบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม ประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ตอัป เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ สร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ กำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้

 


เป้าหมายของการแบ่งปันข้อมูล คือการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

 


ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะใช้เป็นกรอบหลักสำหรับ "แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3" (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการทำงานระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI จะติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมี โจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือการแปลงชุดข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ เพื่อช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤต จึงนำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ "3P" ต่อที่ประชุม ประกอบด้วย People การยกระดับระบบเตือนภัยให้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้โดยตรง Prosperity สร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอวกาศ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ. :GISTDA) กับภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน และ Partnership การเชื่อมต่อระบบข้อมูลของทั้งภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว

"เราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค"ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

 


สมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี จัด BUASAWAN MARATHON 2026

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดการแข่งขัน BUASAWAN MARATHON 2026 ครั้งที่ 2

 


         สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดการแข่งขัน BUASAWAN MARATHON 2026 ครั้งที่ 2 ส่งเสริมสุขภาพผ่านการออกกำลังกาย สร้างความร่วมมือระหว่างผู้จัดการแข่งขัน ผู้สนับสนุน และผู้เข้าร่วมกิจกรรม การแข่งขันแข่งวิ่งมีทั้งหมด 3 ระยะ 5 กิโลเมตร  10 กิโลเมตร เเละ 21 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน

นายมงคล ตรีกิจจานนท์ นายกสมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี เผยว่า การแข่งขันวิ่งไม่เพียงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนในสังคม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกฝนความมุ่งมั่น ความมีวินัย และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ควบคู่กับการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬา การเคารพกติกา และการตระหนักถึงความปลอดภัยตลอดเส้นทางการแข่งขัน

กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและการมีส่วนร่วม โดยความร่วมมือจากคณะกรรมการ ผู้สนับสนุน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การจัดกิจกรรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน สมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะและการมีส่วนร่วมของสังคม สอดคล้องกับบทบาทของ

 


นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯนำคณะสื่อไทยเยือนเวียดนาม

 ผู้บริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำคณะเยี่ยมเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของสมาคมนักข่าวเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนไทยกับเวียดนาม

 


เมื่อเช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายชวรงค์ ลิมปัทมปานี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวฯ กรรมการบริหาร และคณะทำงานสมาคมนักข่าวฯ ได้เดินทางไปกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเยี่ยมเยือนตามคำเชิญของคณะผู้บริหารสมาคมนักข่าวเวียดนาม ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2569 ตามโครงการเยี่ยมเยือนระหว่างสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าวเวียดนามโดยนำสื่อมวลชนทั้ง 2 ประเทศสลับหมุนเวียนกระชับความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทัศนศึกษา เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวซึ่งกันและกันด้วย

 

การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามของคณะสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนการเดินทางโดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน).

 

 


27 ตุลาคม 2569

วช.67ปีมีผลงานดีฝีมือไทยมาอวด

 วช. จัดครบรอบ 67 ปี เปิดเวที NRCT Forum 2026 โชว์พลังวิจัยและนวัตกรรมไทย สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน “ยศชนัน” ร่วมยินดี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานครบรอบ 67 ปี “NRCT Forum 2026” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ระหว่างวันที่26-29ตุลาคม2569 โดยศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน

วช. เชิญชวนผู้สนใจ ประชาชนทั่วไป สนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทยได้ในงาน ภายใต้แนวคิดหลัก “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” พบกับ ตลาด ชิม ช้อป งานวิจัย ถึงวันที่  29 ตุลาคม 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปาฐกถาเรื่อง “วิจัยและนวัตกรรมสู่พลังขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย: Research & Innovation for Shaping Thailand’s Future”ความว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่โลก ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ และดนตรี โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการค้นพบและสร้างนวัตกรรม เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทำงานร่วมกันเพื่อแก้โจทย์ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ AI ควอนตัมคอมพิวติง เซมิคอนดักเตอร์ และระบบประมวลผลสมรรถนะสูง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง และว่าควรต่อยอดจุดแข็งของประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “สยามซิลิกา” ด้านเซมิคอนดักเตอร์ “สยามเมดิกา” ด้านนวัตกรรมสุขภาพ และ “สยามเทอร์รา” ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ เชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงผ่านห้องปฏิบัติการมีชีวิต (Living Lab) สร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์และสังคม ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวว่า วช. ขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้วยแนวคิด “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” บูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ในพิธีเปิด มี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศ.กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ศ.เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน ดร.วิภารัตน์ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

 

 


26 ตุลาคม 2569

สภานโยบายอววน ดัน 3 โปรเจกต์ Silica-Medica-Terra

 สภานโยบาย อววน. ไฟเขียว “Thailand² : Nation of Master” ดัน 3 โปรเจกต์ “Silica-Medica-Terra” อัปสกิลคนไทยรับงานรายได้สูง-ดันราคาพืชผล-ดีเดย์เซ็นเซอร์สกัดไฟป่า ก.พ. นี้

ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  (อววน.) ครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบแผนงานระดับชาติ  “Thailand² : Nation of Master” ดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ 3 รายการ ได้แก่ Siam Silica, Siam Medica และ Siam Terra สร้างงานทักษะรายได้สูง เพิ่มมูลค่าสินค้าให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาดูแลสุขภาพ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไฟป่าและฝุ่นควัน เปลี่ยนจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยี"เป็น "ผู้ผลิตและสร้างสรรค์นวัตกรรม" นำพาประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

3 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย 1. Siam Silica  ปักหมุดไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก พัฒนา 4 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ได้แก่ (1) โฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีชิปแสงและเลเซอร์เพิ่มความเร็วส่งข้อมูล (2) สารกึ่งตัวนำกำลังสูง (Power Devices) ชิปจัดการพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบไฟขนาดใหญ่ (3) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) การออกแบบพิมพ์เขียวสมองกลและชิปประมวลผล และ (4) การบรรจุหีบห่อขั้นสูง (Advanced Packaging) เทคโนโลยีประกอบชิปขนาดเล็กเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะผลิตสตาร์ตอัปด้านออกแบบชิป (IC Design) ของไทยและต่างชาติ นำบริษัทข้ามชาติมาเปิดศูนย์ออกแบบในไทย รวม 8 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี และดึงดูดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI)

2. Siam Medica ยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสมูลค่าสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและพืชท้องถิ่นไทย สู่กลางน้ำด้วยเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (SynBio) การผลิตทางชีวภาพ (Biomanufacturing) ผลิตภัณฑ์การรักษาขั้นสูง (ATMPs) และเครื่องมือแพทย์ จนถึงปลายน้ำ ได้แก่ การแพทย์แม่นยำเจาะจงรายบุคคล (Precision Medicine) และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Estate) มีกลไกเร่งด่วนคือปลดล็อกข้อจำกัดด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพดิจิทัล (Data Informatics) และผลักดันสิทธิประโยชน์จาก BOI เพื่อดึงดูดนักลงทุน

3. Siam Terra  การเกษตรไทยสู่อาหารแห่งอนาคตและชีวภาพมูลค่าสูง สร้างขีดความสามารถใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), ไบโอเทคแม่นยำ (Precision Biotech), อาหารอนาคตมูลค่าสูง (High-Value Future Food) การผลิตชีวภาพ  โดยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและ PPP Sandbox (พื้นที่ทดลองความร่วมมือรัฐ-เอกชน) แก้ปัญหาต้นทุนและระบบน้ำ การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ One-Stop National GEd Office เร่งรัดการปรับแต่งพันธุกรรมพืชและปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีแม่นยำ การพัฒนาระบบ Fast-track เร่งรัดการอนุมัติและขึ้นทะเบียน การกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพ (Health Claims) สำหรับอาหารอนาคตและสมุนไพร ตลอดจนการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ระดับอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพสัตว์ของอาเซียน (ASEAN Hub)

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ(1) โครงการพัฒนาเครื่องตรวจจับความร้อนและเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อเฝ้าระวังไฟป่า ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) ควบคู่กับการติดตั้งเครื่องปอดฝุ่น โดยจะใช้งานจริงจังในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว  (2) โครงการอาร์ทีมีส (Artemis) ร่วมกับองค์การนาซา (NASA

นอกจากนี้ที่ประชุม มีมติปลดล็อกกลไกอีกหลายประเด็น เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ได้แก่  การเร่งรัดกระบวนการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมให้มีความรวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น การรวมกลุ่มจัดตั้ง Consortium Holding Company ของมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดทางให้มหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยมาร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปร่วมกัน เชื่อมโยงการลงทุนร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และโครงการ NIA Venture ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว การวางมาตรฐานเศรษฐกิจควอนตัม โดยกำหนดมาตรฐานด้านออปติกควอนตัม (Optic Quantum) ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดและสอดรับโดยตรงกับการพัฒนาชิปโฟโตนิกส์ ภายใต้แผนงาน Siam Silica  แผนการขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ - เห็นชอบแผนการนำปัญญาประดิษฐ์ มาใช้เป็นตัวเร่งสำคัญ (Enabler) ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยมีหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เป็นแกนหลักในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ 

การประชุม มีรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ