AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

05 สิงหาคม 2569

‘AppTech’ของจริงช่วยรวยเพิ่ม22,000ครัวเรือนเฉียดพันล้าน

          หน่วยบริหารทุนพัฒนา โชว์รูปธรรมจาก’ AppTech’ งานวิจัย นวัตกรรม เพิ่มรายได้ ยกระดับรายได้ชุมชนจากนโยบาย 1มหาวิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจ1 จังหวัดที่ตั้ง สร้างชุมชนนวัตกรรม 1,586 แห่ง 1,449 ตำบล 465 อำเภอ ครอบคลุม 76 จังหวัด  ราษฎร 22,000 ครัวเรือน มีรวยเพิ่ม 989 ล้านบาท



ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในการประชุม APPTech EXPO 2026 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯว่า อว. ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ นำปัญหา ความต้องการของพื้นที่ ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ สอดคล้องกับพื้นที่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างนวัตกรชุมชนเพื่อการเรียนรู้ รับ ปรับใช้  และต่อยอด ขยายผล สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทุกพื้นที่  ภายใต้นโยบาย 1 มหาวิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ตั้ง 1 จังหวัด (One University, One Area Mission)  สร้างนวัตกรชุมชน 36,000 คน (ตำบลละ 5 คน) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริงทุกพื้นที่ของประเทศ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่าการดำเนินงานสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างชุมชนนวัตกรรม 1,586 ชุมชน 1,449 ตำบล 465 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด เกิดนวัตกรชุมชน 25,394 คน ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมพร้อมใช้ 3,690 รายการ ทำให้ประชาชน  22,116 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 989 ล้านบาท (ข้อมูลถึงวันที่ 3 ส.ค. 69) ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผลตอบแทนของงานวิจัย แต่เป็นหลักฐานว่างานวิจัยเปลี่ยนเป็นรายได้ ลดต้นทุน สร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนได้

จุดเด่นของ Appropriate Technology คือเปลี่ยนวิธีคิดจากจำนวนผลงานวิจัย สิทธิบัตร หรือบทความ เป็นการวัดว่างานวิจัยสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ เป้าหมายของ Appropriate Technology คือทำให้ครัวเรือนชนบท 12,000 ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ภายใน 2 ปี (พ.ศ.2568-2570) โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งโดยตรง ผ่านเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชน และศูนย์บริการเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ผลการลงทุนวิจัยพบว่า สร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

รศ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผอ.แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. กล่าวว่า AppTech Platform เปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีโดยนักวิจัยไปหาชุมชน เป็นการพัฒนาแบบ Demand-driven เริ่มจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมาจัดการ ทำให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลผลิตทางวิชาการ เปลี่ยนวัฒนธรรมจากการช่วยเหลือ เป็นการร่วมสร้าง(Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชนร่วมกันพัฒนา ชุมชนไม่ใช่ผู้รอรับ แต่เป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี  ระหว่างดำเนินโครงการ ชุมชนจะทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากยอมลงทุนต่อ แสดงว่าว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง


AppTechหรือ Appropriate Technology Platform  เป็นการรวบรวมผลงานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่มีจำนวนมาก เลือกไว้เป็นคลังความรู้เฉพาะเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) Platform เพื่อให้ชุมชนนำใปใช้ประโยชน์ตามบริบทความต้องการ ทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชน จนถึงระดับครัวเรือน  โดยกำหนดเป้าหมายครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้เฉลี่ยสุทธิเพิ่มขึ้น เดือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 60,000 บาทต่อครัวเรือน ผลปรากฎว่าปีแรกของโครงการ (ปีงบประมาณ 2568) ให้ทุนสนับสนุนกับผู้ใช้เทคโนโลยี 87 โครงการ มีครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการในปีแรก 11,897 ราย มีรายได้รวมเป็นเงินกว่า 945 ล้านบาท โดย 58 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมโครงการ (6,934 ราย) มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 บาทต่อปี  (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.ค. 69) ทั้งนี้เป็นการบริหารจัดการทุน โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

 







04 สิงหาคม 2569

ปรับ Skill/Credit Portfolioยกกำลังประเทศ

 อว. ปรับโครงการ Skill/Credit Portfolio ใหม่! พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรับเศรษฐกิจใหม่ สนองนโยบายยกกำลังประเทศไทย ยศชนัน ชี้เป็นการวางโครงสร้าง นิเวศทุนมนุษย์ของประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อว.ได้ปรับแนวทางการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ(Skill/Credit Portfolio) ที่คณะกรรมการปรับปรุงการโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ มีนายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธาน มีมติให้ปรับปรุงการดำเนินงาน กรอบงบประมาณให้สอดรับกับนโยบายยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ หรือ Thailand² พัฒนาทุนมนุษย์ ยกระดับผลิตภาพของอุตสาหกรรมเดิม (Upgrade Existing Engine) และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Growth Engine)  

 

แนวทางใหม่มี 4 ส่วน กำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน 5 ปี รองรับผู้ใช้งานมากกว่า 2.5 ล้านคน ได้แก่ 1 เป็นระบบแกนกลางด้านข้อมูลผู้เรียนและทักษะของผู้เรียน (Core Engine) ให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช ดำเนินการ โดยเนคเทคได้ศึกษาออกแบบสถาปัตยกรรมองค์กรไว้ระดับหนึ่งแล้ว   2 เป็นตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ นำชุดบทเรียนหรือคอร์สวิชา ทั้งบทเรียนที่มีอยู่เดิม และที่พัฒนาขึ้นใหม่ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาใน Market Place อาทิ National Digital Learning Platform (NDLP) ของกระทรวงศึกษาธิการ, E-Workforce Ecosystem (EWE) Platform ของสำนักงานคุณวุฒิวิชาชีพ และระบบ STEMPlus ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) รวมถึง ชุดความรู้ในอุตสาหกรรมใหม่จากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับ เช่น ด้านเซมิคอนดักเตอร์  AI  อาหารแห่งอนาคต

 

3 พัฒนาสิทธิประโยชน์จูงใจให้ประชาชนพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมการพัฒนากำลังคนมากขึ้น  4 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน ทั้งการออกแบบชุดวิชา การประเมินทักษะการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ SMEs ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ทางเทคโนโลยีด้านการศึกษา (Education Tech Startup)   

 

ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ดำเนินการตามกระบวนการ ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และให้นำเสนอโครงการที่ปรับปรุงใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณากรอบแนวทางใหม่ต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

การปรับโครงการ Skill/Credit Portfolio ครั้งนี้ เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศด้านทุนมนุษย์ของประเทศให้สอดรับกับนโยบายยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ หรือ Thailand²” สร้างคนไทยให้มีสมรรถนะสูง รองรับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาทักษะตลอดช่วงชีวิต

 

 

#ยกกำลังประเทศไทย


จี้ดีอีสอบสวนกลางล่ามือแฮกข้อมูลรัฐ

 เลขาฯ PDPC จี้หน่วยเกี่ยวข้อง ผนึกกำลังปิดช่องซื้อขายข้อมูลเถื่อน แจ้งกระทรวงดีอี ตำรวจสอบสวนกลาง เร่งล่ามือแฮกข้อมูลรัฐ  ให้กรมขนส่งทางบก กรมการปกครอง ผู้ดูแลข้อมูล ต้นน้ำ รีบตรวจสอบ แก้ไข ระงับยับยั้งเหตุ ระบุไม่ใช่ข้อมูลหลุด แต่เป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพ์ เข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) กล่าวกรณีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระบุว่า พบข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายติดบัตรจากฐานข้อมูลภาครัฐที่มีผู้เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นการนำข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพ จึงเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ เข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 7 มิใช่กรณีข้อมูลหลุดโดยทั่วไป จึงได้กำชับมาตรการดำเนิน การเพื่อปกป้องคุ้มครองข้อมูลของประชาชนในทุกมิติ

หากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดเห็นว่า ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว ให้ใช้สิทธิร้องเรียนมายัง สคส. เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า จะดำเนินการ 3 ส่วน ครอบคลุมต้นทางของข้อมูล เครือข่ายที่นำข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ 1.)แจ้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ ซึ่งเป็นปลายน้ำ เป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7   

2.) แจ้งให้กรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลข้อมูลหรือต้นน้ำ ให้ตรวจสอบและแก้ไข ระงับหรือยับยั้งเหตุที่เกิดขึ้น และรายงานเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมายัง สคส. ทันที กับให้ยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูล ขณะเดียวกันแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. กำหนดมาตรการอุดช่องโหว่ วางมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

3.ประสานให้กระทรวงดีอี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB สืบสวนสอบสวน จับกุมผู้กระทำความผิด กลุ่มมิจฉาชีพที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนช่องทางเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกลางน้ำ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ปิดกั้นช่องทางซื้อขายแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยมิชอบ

ได้มีการแจ้งเตือนประชาชน ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ดูแลเพจหรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ไม่นำข้อมูลส่วนบุคคล ลิงก์ หรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าวไปทดลองเปิด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เนื่องจากอาจเป็นการขยายความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล และผู้กระทำอาจต้องรับผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ สคส. กล่าวย้ำว่า จะตรวจสอบให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่มาของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ บุคคลหรือเครือข่ายที่นำช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ผู้ที่นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ต่อ ทุกหน่วยงานจะต้องระงับความเสียหาย รักษาหลักฐานทางดิจิทัล ตรวจสอบช่องโหว่ และยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของข้อมูลที่อยู่ในความดูแล

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้แจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายติดบัตรจากฐานข้อมูลภาครัฐ ที่มีการนำออกเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ปรากฏข้อมูลของบุคคลหลายกลุ่ม ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง

 

 


03 สิงหาคม 2569

40 ปี NECTECชี้อนาคต AI หุ่นยนต์ไทยไปทางไหนต่อ

 เนคเทค สวทช. จัด NECTEC-ACE 2026 ฉลอง 40 ปี เนคเทค ชู 40 วิทยากร ชวนค้นหาบทต่อไป ของเทคโนโลยีไทย 3 กันยายนนี้

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) แถลงการจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC Annual Conference & Exhibition 2026: NECTEC-ACE 2026 แนวคิด NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ http://nectec.or.th/ace2026 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: NECTEC NSTDA หรือ โทร 02 564 6900

ผอ.เนคเทคกล่าวอีกว่า วาระครบรอบ 40 ปีการก่อตั้ง ได้รวบรวมผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักสื่อสาร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการกว่า 40 คน เปิดมุมมองสู่เทคโนโลยีระลอกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจ ธุรกิจ เมือง บริการภาครัฐ และโลกการทำงาน ตอบคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร เมื่อ AI เริ่มทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น หุ่นยนต์ขยับเข้าใกล้การใช้งานจริง เทคโนโลยีควอนตัมและการสื่อสารผ่านอวกาศกำลังเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ขณะที่รูปแบบธุรกิจ บริการสาธารณะ และทักษะของคนทำงานกำลังเปลี่ยนตามไปด้วย

 

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผอ.เนคเทค สวทช. กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนาปัจจุบันประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ AI, Network และ Sensor ต่อยอดสู่เทคโนโลยีในอนาคต ทั้ง Agentic AI, Neuromorphic AI, Humanoid Robotics, 6G, Space Communication, Quantum, Photonics และ Semiconductor ในงาน NECTEC-ACE 2026 จะนำเสนอทิศทางการพัฒนา โอกาสประยุกต์ใช้  ผลงานที่นักวิจัยกำลังพัฒนาอยู่

 

เนคเทคได้นำตัวอย่างผลงานดังกล่าวมาจัดแสดง ได้แก่ ด้าน Agentic AI มี ‘Pathumma Connect’ แชทบอทอัจฉริยะ ให้คำตอบตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น Pathumma Connect AGRI เชื่อมข้อมูล Agri-Map ของ สวทช. กับข้อมูลภาครัฐ เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตรได้สะดวกขึ้น ระบบ ‘AI Agentic Chatbot’ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ทำได้มากกว่าการตอบคำถาม เข้าใจความต้องการ วางแผน แยกงาน เชื่อมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน สังเคราะห์เป็นคำตอบเดียวพร้อมแหล่งอ้างอิง ปัจจุบันเชื่อมข้อมูล 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมการปกครอง และกรมสรรพากร

เครือข่าย 6G นำเสนอ ‘TeraBoost’ เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณ 5G รองรับเครือข่าย 6G และ ‘TeraAnt’ อุปกรณ์รับและส่งสัญญาณเทระเฮิรตซ์สำหรับวิเคราะห์สมบัติของวัสดุในอุตสาหกรรมอาหารและยา  ด้าน Humanoid เนคเทคพัฒนา หุ่นยนต์สนทนา เทคโนโลยีภาษาไทย ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และ Machine Vision ต่อยอดเป็นหุ่นยนต์บริการ หุ่นยนต์ต้อนรับ หุ่นยนต์ขนส่งในโรงงาน และแพลตฟอร์มเริ่มต้นสำหรับ Physical AI

 

 


02 สิงหาคม 2569

ปรับตัวฉ่ำๆ! พี่เชนแชร์สกิลรอดสูญพันธุ์

 อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. เซลฟี่คึก สอนหลักสำคัญชีวิตนี้ต้องไม่สูญพันธุ์ ถอดบทเรียนส่วนตัว จากวิศวฯไฟฟ้า แต่บริษัทโทรศัพท์วูบเลยเอาความรู้มาช่วยคนพิการ  


เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายใต้แนวคิด Thammasat: Where We Are Irreplaceable ที่ที่เรา...ไม่อาจถูกแทนได้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่นต้อนรับเฟรชชี่กว่า 3,500 คน ในระหว่างนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมงานและปาฐกถาในฐานะศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) รหัส 40 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาจำนวนมากขอถ่ายภาพเซลฟี ด้วยท่าทีเป็นกันเอง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตอนหนึ่ง ย้อนไปสำรวจบทเรียนชีวิตส่วนตัวตั้งแต่ความกลัว ความล้มเหลว จนถึงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยชี้ให้เห็นว่าการมีชีวิตที่มีความหมาย คือการต้องรู้จักปรับตัวให้ทันโลก “ระหว่างเรียน พี่ขออย่างเดียว ชีวิตนี้ต้องไม่สูญพันธุ์ การจะเป็นคนที่มีความหมาย เราต้องอยู่ในโลกนี้ได้ ไม่ใช่แค่ที่ธรรมศาสตร์อย่างเดียว แต่จบออกไปแล้วชีวิตเราจะเป็นยังไงบ้าง

 

ศ.ดร.ยศชนัน เล่าจุดเปลี่ยนในชีวิตช่วงเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้า ปี 2001 เป็นจังหวะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Motorola ที่ครอบครัวเคยขายและเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนสายนี้ ต้องปิดกิจการ ที่คาดว่าจะดีกลายเคว้งคว้าง จน ได้อ่านหนังสือพบว่า เทรนด์สุขภาพกำลังมา ต้องเรียนรู้และเปลี่ยนให้ทัน ไม่เช่นนั้น จะเป็นคนที่ถูกบดขยี้  วิกฤตนั้นกลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ นำองค์ความรู้เดิมมาต่อยอด พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

 


“พี่ก็เปลี่ยนจากสัญญาณวิทยุ เป็นสัญญาณที่จากสมอง เพื่อช่วยผู้พิการ ให้กลับมาเคลื่อนที่ได้อีกครั้ง ใช้สิ่งที่เรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปลี่ยนให้เหมาะกับโลกและการเปลี่ยนแปลง กับได้ยกกรณีศึกษาคลาสสิกของโลกอย่าง Kodak และ Fujifilm สองยักษ์ใหญ่วงการกล้องฟิล์ม ที่เผชิญหน้ากับสึนามิดิจิทัล แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันสิ้นเชิง โดยเข้าใจแก่นแท้ ว่าวันนี้ไม่ใช่บริษัททำธุรกิจฟิล์ม แต่คือบริษัทเคมี คือบริษัทที่ทำวัสดุนาโนที่เก่งที่สุด เพราะฉะนั้น ฟิล์มจะไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ว่าชีวิตเขาควรที่จะโฟกัสยังไง พร้อมที่จะถ่าย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตอันใกล้ อีกตัวอย่างได้สะท้อนกรณีประเทศสิงคโปร์ ใช้เวลาเพียง 50 ปีสร้างชาติด้วยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ในตอนท้ายได้ย้ำเตือนให้นักศึกษาละทิ้งอีโก้ เปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 


“หากเรามีอีโก้อยู่ ก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จ ต้องมีความรู้สึกของผู้ท้าชิงตลอดเวลา กระตือรือร้นบุกเบิกในสิ่งใหม่ๆ อย่าหยุดทำ อย่าหยุดคิด อย่าหยุดเรียน การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ 4 ปี การเรียนรู้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดชีวิต”

 

          การปฐกถาพิเศษของ ศ.ดร.ยสชนนันได้รับความสนใจ นักศึกษาจำนวนมากขอถ่ายภาพเซลฟี ทำให้บรรกาศมีความสนุกสนาน เป็นกันเอง

 

 


ฟูลออปชั่นนวัตกรรมรับน้ำท่วมเชียงราย

          วช.จัดฟูลออปชั่น นวัตกรรม รับมือน้ำท่วมเชียงราย ทั้งบลอกเชน เอไอ อากาศยานไร้คนขับ ระบบเฝ้าระวังดินถล่ม ชุมชนรู้ทันน้ำ  อุตุฯคาดการณ์ ปีนี้ฝนน้อยกว่าค่าปกติ 20% แต่สิงหาคมนี้ กระหน่ำ 60-80%  อาจมีน้ำหลาก ท่วมฉับพลัน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประชุมเตรียมความพร้อมและแถลงข่าวรวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดเชียงราย ที่ศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569

มีการนำเสนอบทบาทของวิจัยและนวัตกรรมในการรับมืออุทกภัย โดย รศ. ชูโชค อายุพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.อังกูร ว่องตระกูล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นายจรัสพันธ์ อรุณคง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ดร.ภูชีวันท์ สุริยะวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ. ดร.ณัฐพล รังสฤษดิ์วรการ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ คณารีย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ผู้แทนเครือข่ายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมืออุทกภัยในพื้นที่

นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย ที่นำมาแสดงประกอบด้วย

-ระบบการเตือนภัยน้ำท่วมในเขตเมือง โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย

-นวัตกรรม FloodBoy: ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมด้วย Blockchain และ AI และ แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและการปรับปรุงคันกั้นน้ำ โดย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

-นวัตกรรม ระบบเฝ้าระวังดินถล่ม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

-นวัตกรรม อากาศยานไร้คนขับเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

-นวัตกรรม กระบวนการชุมชนรู้ทันน้ำและ Hydro Vision Plus AI โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผอ.แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ประเด็น น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด วช. กล่าวว่า แพลตฟอร์มบูรณาการอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการบรรเทาสาธารณภัยระดับชาติ ได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติผ่านการบูรณาการข้อมูล การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการสั่งการไว้ในระบบเดียว ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลอุทกวิทยาเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้หลักการ EOC (Emergency Operations Center =ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน) และ ICS ((Incident Command System =ระบบบัญชาการเหตุการณ์) เพื่อให้การตัดสินใจและการสื่อสารเป็นไปอย่างมีเอกภาพ เชื่อมโยงกับโครงข่ายแจ้งเตือนระดับประเทศ

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2567 จังหวัดได้เตรียมมาตรการป้องกันและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิง การค้นหาและกู้ภัย ในปี 2569 แม้จะเกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ แต่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ วช. และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ช่วยการเฝ้าระวัง การตัดสินใจ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ช่วยให้ประชาชนติดตามรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าผลงานวิจัยที่นำมาใช้ประกอบด้วย ระบบเตือนภัยน้ำท่วม ระบบเฝ้าระวังดินถล่ม เทคโนโลยีติดตามระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์ พยากรณ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ อากาศยานไร้คนขับสำหรับสำรวจพื้นที่ประสบภัย ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติ ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างความพร้อมของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมีฝนฟ้าคะนอง 60-80%ของพื้นที่อาจก่อให้เกิดให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง https://www.tmd.go.th/forecast/monthly 

การคาดหมายลักษณะอากาศในระยะ 3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม) คาดว่า ปริมาณฝนรวมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 20

ภาคเหนือมีปริมาณฝนรวมประมาณ 400 – 500 มิลลิเมตร (ค่าปกติ 575 มม.)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 450 - 550 มิลลิเมตร(ค่าปกติ 633 มม.)

ภาคกลาง ประมาณ 450 - 550 มิลลิเมตร (ค่าปกติ 570 มม.) กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประมาณ 650 - 750 มิลลิเมตร (ค่า

ปกติ 781 มม.) ต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 10

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 10 (ประมาณ 400 - 500 มิลลิเมตร (ค่าปกติ 532 มม.)

ภาคตะวันออก ปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ประมาณ 800 – 900 มิลลิเมตร (ค่าปกติ 856 มม.)

ภาคใต้ฝั่งตะวันตกปริมาณฝนรวมสูงกว่าค่าปกติร้อยละ 5 ประมาณ 1,200 - 1,300 มิลลิเมตร (ค่าปกติ 1,215 มม.)

 

 

 


01 สิงหาคม 2569

APPTech EXPOท้าชมเทคโนโลยีพัฒนาชุมชนที่เหมาะสม

 บพท. ชวนค้นหานวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนาการผลิตธุรกิจในชุมชน ในงาน APPTech EXPO 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน 4-5 สิงหาคมนี้  ที่เซ็นทารา เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

 


หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จะจัดงาน  AppTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน วันที่ 4 - 5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นำเสนอความสำเร็จการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมพร้อมใช้ มีนวัตกรชุมชนจากทุกภูมิภาคร่วมพูดคุย เล่าความเปลี่ยนแปลงทั้งตนเอง อาชีพ และชุมชน โดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ อว.เชื่อมองค์ความรู้ ขยายเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างนวัตกรชุมชน สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และมอบรางวัลนวัตกรระดับดีเด่น 5 รางวัล

 

ผู้สนใจร่วมงาน AppTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfRykE_klAykcLWO7TWzPWJ31p4Vnl8mnU6J5PZ2S6_VaiudQ/viewform?usp=dialog   หรือลงทะเบียนที่หน้างาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

 

รศ. ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานคณะทำงานกำกับทิศทาง พิจารณา ติดตามและประเมินผล แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. กล่าวว่าปีแรกของโครงการ (ปีงบประมาณ 2568) ได้ให้ทุนสนับสนุนตรงกับผู้ใช้เทคโนโลยี 87 โครงการ รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 11,897 ราย เป็นเงินกว่า 945 ล้านบาท โดย 58 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วม (6,934 ราย) มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 บาทต่อปี

 

การวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม(Appropriate Technology= AppTech) เป็นการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือ เป็นการร่วมสร้าง (Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ชุมชนร่วมกันพัฒนา โดยชุมชนเป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่ผู้รอรับ ในระหว่างโครงการ ชุมชนทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากจะลงทุนต่อ

 


#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่   # AppTech EXPO 2026