AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

28 ตุลาคม 2569

62ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ดันเทคโนโลยีอวกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 62 ชาติเอเชีย-แปซิฟิกรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพฯ" ผสานเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ประกาศกลางเวทียูเอ็น "เปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ"

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวบนเวทีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีมติจากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่งรับรอง "ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคไปจนถึงปี 2573

 

สาระของปฏิญญาฉบับนี้ เป็นความท้าทายระดับโลก โดยจะบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม ประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ตอัป เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ สร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ กำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้

 


เป้าหมายของการแบ่งปันข้อมูล คือการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

 


ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะใช้เป็นกรอบหลักสำหรับ "แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3" (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการทำงานระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI จะติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมี โจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ คือการแปลงชุดข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ เพื่อช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤต จึงนำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ "3P" ต่อที่ประชุม ประกอบด้วย People การยกระดับระบบเตือนภัยให้ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้โดยตรง Prosperity สร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอวกาศ เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ. :GISTDA) กับภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน และ Partnership การเชื่อมต่อระบบข้อมูลของทั้งภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว

"เราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค"ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

 


สมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี จัด BUASAWAN MARATHON 2026

สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดการแข่งขัน BUASAWAN MARATHON 2026 ครั้งที่ 2

 


         สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดการแข่งขัน BUASAWAN MARATHON 2026 ครั้งที่ 2 ส่งเสริมสุขภาพผ่านการออกกำลังกาย สร้างความร่วมมือระหว่างผู้จัดการแข่งขัน ผู้สนับสนุน และผู้เข้าร่วมกิจกรรม การแข่งขันแข่งวิ่งมีทั้งหมด 3 ระยะ 5 กิโลเมตร  10 กิโลเมตร เเละ 21 กิโลเมตร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน

นายมงคล ตรีกิจจานนท์ นายกสมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี เผยว่า การแข่งขันวิ่งไม่เพียงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนในสังคม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกฝนความมุ่งมั่น ความมีวินัย และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ควบคู่กับการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬา การเคารพกติกา และการตระหนักถึงความปลอดภัยตลอดเส้นทางการแข่งขัน

กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและการมีส่วนร่วม โดยความร่วมมือจากคณะกรรมการ ผู้สนับสนุน และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การจัดกิจกรรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน สมาคมศิษย์เก่า มทร.ธัญบุรี ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะและการมีส่วนร่วมของสังคม สอดคล้องกับบทบาทของ

 


นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯนำคณะสื่อไทยเยือนเวียดนาม

 ผู้บริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำคณะเยี่ยมเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของสมาคมนักข่าวเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนไทยกับเวียดนาม

 


เมื่อเช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายชวรงค์ ลิมปัทมปานี ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวฯ กรรมการบริหาร และคณะทำงานสมาคมนักข่าวฯ ได้เดินทางไปกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเยี่ยมเยือนตามคำเชิญของคณะผู้บริหารสมาคมนักข่าวเวียดนาม ระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2569 ตามโครงการเยี่ยมเยือนระหว่างสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าวเวียดนามโดยนำสื่อมวลชนทั้ง 2 ประเทศสลับหมุนเวียนกระชับความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทัศนศึกษา เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวซึ่งกันและกันด้วย

 

การเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามของคณะสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนการเดินทางโดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน).

 

 


27 ตุลาคม 2569

วช.67ปีมีผลงานดีฝีมือไทยมาอวด

 วช. จัดครบรอบ 67 ปี เปิดเวที NRCT Forum 2026 โชว์พลังวิจัยและนวัตกรรมไทย สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน “ยศชนัน” ร่วมยินดี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานครบรอบ 67 ปี “NRCT Forum 2026” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ระหว่างวันที่26-29ตุลาคม2569 โดยศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน

วช. เชิญชวนผู้สนใจ ประชาชนทั่วไป สนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทยได้ในงาน ภายใต้แนวคิดหลัก “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” พบกับ ตลาด ชิม ช้อป งานวิจัย ถึงวันที่  29 ตุลาคม 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปาฐกถาเรื่อง “วิจัยและนวัตกรรมสู่พลังขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย: Research & Innovation for Shaping Thailand’s Future”ความว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่โลก ต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ และดนตรี โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการค้นพบและสร้างนวัตกรรม เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทำงานร่วมกันเพื่อแก้โจทย์ ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ AI ควอนตัมคอมพิวติง เซมิคอนดักเตอร์ และระบบประมวลผลสมรรถนะสูง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริง และว่าควรต่อยอดจุดแข็งของประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “สยามซิลิกา” ด้านเซมิคอนดักเตอร์ “สยามเมดิกา” ด้านนวัตกรรมสุขภาพ และ “สยามเทอร์รา” ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ เชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงผ่านห้องปฏิบัติการมีชีวิต (Living Lab) สร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์และสังคม ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน วางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวว่า วช. ขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้วยแนวคิด “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” บูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมศักยภาพนักวิจัย และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ในพิธีเปิด มี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศ.กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ศ.เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน ดร.วิภารัตน์ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหาร วช. นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

 

 


26 ตุลาคม 2569

สภานโยบายอววน ดัน 3 โปรเจกต์ Silica-Medica-Terra

 สภานโยบาย อววน. ไฟเขียว “Thailand² : Nation of Master” ดัน 3 โปรเจกต์ “Silica-Medica-Terra” อัปสกิลคนไทยรับงานรายได้สูง-ดันราคาพืชผล-ดีเดย์เซ็นเซอร์สกัดไฟป่า ก.พ. นี้

ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  (อววน.) ครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบแผนงานระดับชาติ  “Thailand² : Nation of Master” ดำเนินยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ 3 รายการ ได้แก่ Siam Silica, Siam Medica และ Siam Terra สร้างงานทักษะรายได้สูง เพิ่มมูลค่าสินค้าให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาดูแลสุขภาพ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไฟป่าและฝุ่นควัน เปลี่ยนจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยี"เป็น "ผู้ผลิตและสร้างสรรค์นวัตกรรม" นำพาประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

3 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย 1. Siam Silica  ปักหมุดไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก พัฒนา 4 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ได้แก่ (1) โฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีชิปแสงและเลเซอร์เพิ่มความเร็วส่งข้อมูล (2) สารกึ่งตัวนำกำลังสูง (Power Devices) ชิปจัดการพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบไฟขนาดใหญ่ (3) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) การออกแบบพิมพ์เขียวสมองกลและชิปประมวลผล และ (4) การบรรจุหีบห่อขั้นสูง (Advanced Packaging) เทคโนโลยีประกอบชิปขนาดเล็กเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะผลิตสตาร์ตอัปด้านออกแบบชิป (IC Design) ของไทยและต่างชาติ นำบริษัทข้ามชาติมาเปิดศูนย์ออกแบบในไทย รวม 8 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี และดึงดูดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI)

2. Siam Medica ยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสมูลค่าสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและพืชท้องถิ่นไทย สู่กลางน้ำด้วยเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (SynBio) การผลิตทางชีวภาพ (Biomanufacturing) ผลิตภัณฑ์การรักษาขั้นสูง (ATMPs) และเครื่องมือแพทย์ จนถึงปลายน้ำ ได้แก่ การแพทย์แม่นยำเจาะจงรายบุคคล (Precision Medicine) และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Estate) มีกลไกเร่งด่วนคือปลดล็อกข้อจำกัดด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพดิจิทัล (Data Informatics) และผลักดันสิทธิประโยชน์จาก BOI เพื่อดึงดูดนักลงทุน

3. Siam Terra  การเกษตรไทยสู่อาหารแห่งอนาคตและชีวภาพมูลค่าสูง สร้างขีดความสามารถใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), ไบโอเทคแม่นยำ (Precision Biotech), อาหารอนาคตมูลค่าสูง (High-Value Future Food) การผลิตชีวภาพ  โดยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและ PPP Sandbox (พื้นที่ทดลองความร่วมมือรัฐ-เอกชน) แก้ปัญหาต้นทุนและระบบน้ำ การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ One-Stop National GEd Office เร่งรัดการปรับแต่งพันธุกรรมพืชและปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีแม่นยำ การพัฒนาระบบ Fast-track เร่งรัดการอนุมัติและขึ้นทะเบียน การกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพ (Health Claims) สำหรับอาหารอนาคตและสมุนไพร ตลอดจนการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ระดับอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพสัตว์ของอาเซียน (ASEAN Hub)

ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ(1) โครงการพัฒนาเครื่องตรวจจับความร้อนและเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อเฝ้าระวังไฟป่า ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) ควบคู่กับการติดตั้งเครื่องปอดฝุ่น โดยจะใช้งานจริงจังในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว  (2) โครงการอาร์ทีมีส (Artemis) ร่วมกับองค์การนาซา (NASA

นอกจากนี้ที่ประชุม มีมติปลดล็อกกลไกอีกหลายประเด็น เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ได้แก่  การเร่งรัดกระบวนการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมให้มีความรวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น การรวมกลุ่มจัดตั้ง Consortium Holding Company ของมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดทางให้มหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยมาร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปร่วมกัน เชื่อมโยงการลงทุนร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และโครงการ NIA Venture ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว การวางมาตรฐานเศรษฐกิจควอนตัม โดยกำหนดมาตรฐานด้านออปติกควอนตัม (Optic Quantum) ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดและสอดรับโดยตรงกับการพัฒนาชิปโฟโตนิกส์ ภายใต้แผนงาน Siam Silica  แผนการขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ - เห็นชอบแผนการนำปัญญาประดิษฐ์ มาใช้เป็นตัวเร่งสำคัญ (Enabler) ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยมีหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เป็นแกนหลักในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ 

การประชุม มีรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 


ถอดอีกบทเรียนน้ำท่วมระบบไฟอันตรายบ้านทรุดพังได้

 มจธ. เปิดบทเรียนจากน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า พบระบบไฟฟ้าที่เจ้าของไม่เคยรู้ เบรกเกอร์ไม่ระบุวงจร สายไฟติดตั้งผิดมาตรฐาน ไฟฟ้ารั่ว เตือน อุปกรณ์ที่เคยจมน้ำ เอากลับมาใช้งานเสี่ยงลัดวงจรเกิดอัคคีภัย ผู้เชี่ยวชาญโครงสร้าง ชวนตรวจสอบโครงสร้างก่อนเสี่ยงซ้ำ

 


ผศ. ดร.อธิป ดุลย์จินดาชบาพร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า จากการนำนักศึกษาตรวจผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนบริเวณชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง พบปัญหาหลังน้ำลด คือระบบไฟฟ้าในบ้าน โดยเฉพาะเต้ารับที่ติดตั้งใกล้พื้น เกิดลัดวงจร หลายหลังมีเบรกเกอร์ที่ไม่ระบุว่าควบคุมวงจรใด การซ่อมแซมทำได้ยากต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจสอบ บางรายเจ้าของบ้านถูกไฟดูดขณะเปิด–ปิดสวิตช์ที่ไม่ได้จมน้ำ อาจเกิดจากความชื้นสะสมและอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ บ้านหลายหลังต่อสายไฟสลับกันระหว่างสายที่มีไฟกับสายนิวทรัล (ไม่มีกระแสไฟ) ซึ่งผิดมาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเจ้าของบ้านไม่ทราบว่าติดตั้งผิดมาตั้งแต่แรก จึงช่วยตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยต้องได้มาตรฐานและตรวจสอบได้ง่าย บ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ควรติดป้ายข้อความระบุวงจรเบรกเกอร์ให้ชัดเจน แยกวงจรไฟส่องสว่างออกจากวงจรเต้ารับ และยกระดับเต้ารับให้พ้นระดับน้ำที่เคยท่วม เพื่อลดความเสียหายและตัดไฟได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน


“เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำ แม้ตากจนแห้งและเปิดใช้งานได้ ก็ไม่ปลอดภัย เพราะฉนวนและชิ้นส่วนภายในอาจเสื่อมสภาพ เสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ในภายหลัง จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากยืนยันความปลอดภัยไม่ได้ก็ควรเปลี่ยนใหม่ ส่วนบ้านที่น้ำท่วมถึงเต้ารับ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ไม่ควรเปิดเบรกเกอร์เอง ต้องให้ช่างตรวจสอบก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ” ผศ. ดร.อธิป กล่าว

นอกจากการตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า นักศึกษา มจธ. ยังได้มีส่วนร่วมฟื้นฟูบ้านเรือนของผู้ประสบภัย ทั้งการเคลื่อนย้ายสิ่งของและช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงและเห็นถึงความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมทำให้นักศึกษาได้ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น ได้เห็นว่า ความรู้ทางวิศวกรรมไม่ได้มีไว้แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่ยังช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้จริง

ดร.กสาน จันทร์โต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า น้ำท่วมขังนานอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของพื้นอาคารและสภาพดินใต้บ้าน แม้หลังน้ำลดจะไม่พบความเสียหาย แต่บางปัญหาอาจปรากฏในภายหลัง จึงควรตรวจสอบความผิดปกติก่อนซ่อมแซมหรือกลับมาใช้งานตามปกติ เพราะน้ำท่วมขังส่งผลต่อความแข็งแรงของบ้านได้ เนื่องจากน้ำมีน้ำหนักมาก หากท่วมสูง 30 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักกดทับพื้นถึง 300 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่พื้นบ้านทั่วไปจะรับน้ำหนักประมาณ 150-200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งไม่ได้หมายความว่าบ้านจะพังทันที ที่ต้องระวังคือ หากน้ำท่วมขังนาน โดยเฉพาะบ้านเก่าหรือชำรุดอยู่แล้ว อาจทำให้พื้นแอ่นหรือแตกร้าว หลังน้ำลดจึงควรสังเกตว่ามีรอยร้าวใหม่หรือพื้นทรุดผิดปกติหรือไม่ หากพบควรให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบ

น้ำที่ท่วมขังนานอาจชะล้างดินจนเกิดโพรงใต้พื้นบ้าน โดยเฉพาะลานจอดรถ ทางเดิน และส่วนต่อเติม ส่งผลให้พื้นทรุดตัว กระทบต่อโครงสร้างอาคาร เจ้าของบ้านจึงควรสังเกตรอยแตกร้าวใหม่บริเวณเสา คาน และผนัง รวมถึงพื้นทรุดหรือเอียง หากพบความผิดปกติควรรีบให้วิศวกรเข้าตรวจสอบและซ่อมแซมตามสาเหตุ อีกจุดที่ต้องระวังคือกำแพงและรั้วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ทำแนวกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ เพราะระดับน้ำภายนอกที่สูงกว่าภายในจะสร้างแรงดันต่อกำแพงและรั้ว หากโครงสร้างไม่แข็งแรงพอ อาจเอียง แตกร้าว หรือพังถล่มลงมาได้ จึงควรตรวจสอบสภาพรั้วหลังน้ำลด และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินทันทีหากพบการเอียงหรือทรุดตัว เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร คณาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสิงห์อาสาและเครือข่าย 3 พระจอมได้เข้าตรวจสอบชุมชนหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบทั้งระบบไฟฟ้าและความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคาร

 

 

เครดิตภาพ : สิงห์อาสา (Singha R-SA)


จิตอาสา’สจล.’ระดมช่วยผู้ประสบภัยลาดกระบัง-ฉะเชิงเทรา

 สจล. ระดมบุคลากรและจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยลาดกระบัง และ จ. ฉะเชิงเทรา ดูแลสุขภาพ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน 

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา สจล. ได้ระดมบุคลากร จิตอาสา และทีมผู้บริหารลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ นำความรู้และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งการดูแลสุขภาพโดยทีมแพทย์และพยาบาล การตรวจ ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การส่งมอบสิ่งของจำเป็นและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด โดยเฉพาะอันตรายจากระบบไฟฟ้าที่ชำรุดเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าบ้านและฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย 


การเข้าพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สจล. ไปที่ชุมชนริมคลองในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บริเวณวัดสามตามแนวชุมชนริมคลองจนถึงตลาดหัวตะเข้ ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 สจล. เข้าชุมชนคลองพระองค์เจ้า อำเภอบางคล้า และอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ ส่งมอบสิ่งของจำเป็น ให้กำลังใจประชาชน และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ


ทีมผู้บริหารที่ร่วมคณะเยี่ยมเยียนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้แก่ รศ.สุพจน์ ศรีนิล รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม, ผศ.ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ, รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และผศ.ดร.บุหงา ตโนภาส คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์