AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

23 ตุลาคม 2569

เร่งพัฒนาคนทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมอาหารอนาคต

 RUN-สถาบันอาหารและ FoodX จัดครั้งแรกเวทีเฉพาะทางด้าน HR ในอุตสาหกรรมอาหารงาน FoodX 2026 เดือนพฤศจิกายนนี้ ย้ำพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต สร้าง "DNA บัณฑิตในอุดมคติ" ให้เป็น "นวัตกรแบบองค์รวม"


ศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผอ.สำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network, Thailand, RUN) แจ้งว่า RUN ร่วมกับ สถาบันอาหาร และ FoodX จัดงานแสดงเทคโนโลยีการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร “FoodX 2026”  วันที่ 18–19 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แนวคิด “Premiumization, Productivity และ New Growth”  4 เวทีสัมมนา 36 หัวข้อ โดยสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเฉพาะทางสำหรับ HR ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นครั้งแรก มีการริเริ่มจัดตั้ง "HR Club" ดึงโรงงานอาหารกว่า 200 แห่งเข้าร่วม พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญ (Panel Experts) คอยให้คำแนะนำ และงานคู่ขนาน"Production Champion Club" สำหรับผู้จัดการโรงงาน กิจกรรม Productivity Challenge โครงการศึกษาดูงานโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพภาคการผลิตและทรัพยากรบุคคลของไทยไปพร้อมกัน ผู้สนใจสมัครเข้าชมงานได้ที่ https://foodx.co.th/th

 


รศ.ดร.ชาลีดา กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนา “กำลังคนทักษะสูง”  รองรับ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม( อว. ) มีนโยบายพัฒนากำลังคนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร แก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทักษะสูง ในสาขาเฉพาะทาง เช่น นักชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) นักวิจัยอาหารฟังก์ชันและอาหารทางการแพทย์ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญการสเกลอัปหรือขยายงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม เป้าหมายผลิตและพัฒนากำลังคนทักษะสูงให้ได้มากกว่า 47,000–50,000 ตำแหน่งภายใน 5 ปี


 รศ.ดร.ชาลีดา  กล่าวว่ามีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทยกว่า 80 แห่ง เปิดสอนในสาขาวิชาการด้านอาหาร โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็น โภชนาการอาหาร นักกำหนดอาหาร วิทยาศาสตร์การอาหาร นวัตกรรมอาหาร ธุรกิจอาหาร และคหกรรมศาสตร์ หลักสูตรเชื่อมโยง 3 ส่วน คือ ภาคทฤษฎีพื้นฐาน, ภาคปฏิบัติในโรงงานอุตสาหกรรมและการฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ หลักสูตรเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม การปรับตัวรับมาตรฐานสากล เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และ Digital Product Passport (DPP)  ทุกมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง "DNA บัณฑิตในอุดมคติ" ให้เป็น "นวัตกรแบบองค์รวม" ที่มีความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์เข้มข้น การคิดและวางแผนทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ การปฏิบัติจริง และจิตสำนึกด้านมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับ Soft Skills เช่น ความละเอียดประณีตความยืดหยุ่น การทำงานร่วมกัน ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อสังคม

 

 


22 ตุลาคม 2569

ยศชนัน สั่งตรวจสอบ–อัปเกรดPHPรับมือช่องโหว่ไซเบอร์

 “ยศชนัน” สั่ง อว. เร่งตรวจสอบ–อัปเกรดระบบ PHP รับมือช่องโหว่ไซเบอร์ เน้นมหาวิทยาลัย-โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ย้ำปกป้องข้อมูลประชาชนอย่างเต็มที่

 


เมื่อวันที่ 22 ต.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยผ่านเพจส่วนตัว Yodchanan Wongsawat-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่า ทีมวิจัยของ OpenAI เพิ่งตรวจพบช่องโหว่ความปลอดภัยครั้งใหญ่ในระบบ PHP ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้สร้างเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก โดยมีความรุนแรงถึงขั้นที่อาจถูกใช้เจาะเข้ามา Hijack ได้ แต่ความโชคดีของเหตุการณ์นี้คือ OpenAI ตรวจพบจุดอ่อนนี้ได้ด้วยตัวเอง ก่อนจะเกิดเหตุ ทำให้ทีมผู้พัฒนามีเวลาตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ในการทำตัวอัปเดตแก้ไขและเตรียมระบบป้องกันไว้พร้อมแล้ว

“ขณะนี้ ผมได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. และประสานไปยังกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันเร่งตรวจสอบและอัปเกรดระบบในความดูแลทั้งหมดอย่างใกล้ชิด หลังการแจ้งเตือนของ OpenAI และขอแจ้งให้ประชาชนและผู้ใช้บริการทุกท่านได้รับทราบถึงปัญหานี้ และมั่นใจได้ว่าเราและหน่วยงานภายใต้กำกับของผมกำลังเดินหน้าแก้ไขอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของประชาชนและปิดความเสี่ยงทั้งหมดก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะเริ่มลงมือ” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ

ข้อความของศ.ดร.ยศชนัน ระบุอีกว่า  เรื่องนี้ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นจังหวะที่สำคัญมากที่หน่วยงานในไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ที่ดูแลข้อมูลสำคัญจำนวนมาก ต้องรีบจัดการดูแลระบบใน 3 ขั้นตอน คือ เตรียมรับมือ - ทีม IT ไล่เช็กเว็บไซต์และระบบงานทั้งหมดที่ใช้ PHP โดยเน้นดูแลระบบข้อมูลผู้ป่วยและฐานข้อมูลนักศึกษาเป็นอันดับแรก

ระงับความเสี่ยง - ระหว่างที่รออัปเกรดระบบหลัก ให้เปิดใช้เกราะป้องกันเสริมบนระบบเครือข่ายหรือ Cloud ทันที พร้อมเฝ้าระวังการเข้าใช้งานที่ผิดปกติเพื่อบล็อกไว้ล่วงหน้า

แก้ไข - เร่งทดสอบและอัปเกรด PHP ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะปิดช่องโหว่นี้ได้อย่างถาวร

 


ยืนยันอุเทนถวายต้องย้ายตามกฎหมาย

 ยืนยันหลักการเดิม ทางออกอุเทนถวาย-ปทุมวัน ยึดกฎหมายและความปลอดภัยสูงสุด ผ่อนผันให้นักเรียนบางคนเข้าใช้ Lab ได้ ช่วงสอบ โดยมีตำรวจคุ้มเข้ม วิงวอนทุกฝ่ายก้าวผ่านไปด้วยความเข้าใจ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยเมื่อวันที่22ต.ค.69ภายหลังการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อหาทางออกและวางแนวทางปฏิบัติร่วมกันว่า กระทรวง อว. ยึดหลักการการดูแลนักศึกษา การยึดกฎหมาย รักษาความปลอดภัย และเยียวยาอย่างเป็นธรรม

 

การหารือ 3 ฝ่าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ยืนยันแนวทางและมาตรการที่ชัดเจน 3 ประเด็น  1. ย้ายพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่การเยียวยาผลกระทบให้มากที่สุด เพราะเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.)สิ่งที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือมาตรการรองรับเพื่อให้การย้ายส่งผลกระทบต่อนักศึกษาและบุคลากรน้อยที่สุด ครอบคลุมการดูแลค่าเทอม การชดเชยค่าใช้จ่ายในการย้ายและค่าเดินทางของอาจารย์ การช่วยเหลือค่าเช่าหอพักหรือค่าห้องที่นักศึกษาได้จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ตลอดจนค่าเดินทางต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

2. งดการเรียนการสอนในพื้นที่  มาตรการหยุดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนการสอน เป็นเรื่องของความปลอดภัยในนักศึกษา และความปลอดภัยของประชาชนในเมือง โดยได้พูดคุย ประสานงานกับกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ให้เปิดห้องปฏิบัติการ (Lab) รองรับนักศึกษา ทางอธิการบดีต้องเร่งให้อาจารย์ประจำภาควิชาและคณบดีจัดทำข้อมูลความต้องการ (Requirement) ของแต่ละสาขาวิชา และประสานงานกับทาง มทร. ที่เปิดรับให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

เบื้องต้นประเมินว่าห้องแล็บที่ประสานงานไว้มีเพียงพอ กรณีที่บางคณะหรือบางรายวิชามีความจำเป็นทางเทคนิค ไม่สามารถใช้แล็บภายนอกได้จริงๆ สามารถพูดคุยได้ โดยจะพิจารณาผ่อนผันให้นักศึกษาบางกลุ่มเข้าไปใช้แล็บในพื้นที่เดิมได้เป็นรายกรณี (Case-by-case) โดยเฉพาะในช่วงสอบที่มีความจำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการ กระทรวง อว. จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

3. มีมาตรการความร่วมมือเพิ่มเติม ลดค่าเทอม 50% - ดึงเครือข่าย มทร. และภาคอุตสาหกรรมร่วมปั้นทักษะ โดยจะประสานเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อรองรับการเรียนการสอนและห้องปฏิบัติการในสาขาโลจิสติกส์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมโยธา และงานก่อสร้าง และสนับสนุนค่าเดินทางให้คณาจารย์ที่ต้องย้ายไปสอนในพื้นที่ใหม่

ส่วนพื้นที่เดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยัน จะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่จะพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อการศึกษา (Lifelong Learning) และนวัตกรรม โดยเปิดวงหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายเพื่อออกแบบการใช้ประโยชน์ ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจะทำ MOU กับภาคอุตสาหกรรม ส่งนักศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติงานจริง (Work-integrated Learning) เพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียนและต่อยอดสู่การมีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา

"ทุกการเปลี่ยนแปลงมีความท้าทาย ไม่มีทางออกใดที่สมบูรณ์แบบได้ในวันเดียว เข้าใจถึงความผูกพันและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับน้องๆ เป็นอย่างดี แต่เมื่อจำเป็นต้องก้าวไปข้างหน้าบนพื้นฐานของการเคารพกฎหมายและความปลอดภัยของสังคม" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว.

 

อุเทนถวาย,ปทุมวัน,มทร

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA XL HUB”ให้ทุกคนเรียนรู้ตลอดชีวิต

จุฬาฯ เปิด “Chula XL Hub” แพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมองค์ความรู้ประสบการณ์จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่าจากหลากหลายวงการ ให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกช่วงวัย เชื่อมโยงคลังหน่วยกิต ให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะการดำรงชีวิตและงาน รับตลาดแรงงานในอนาคต


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “Chula XL Hub” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่าจุฬาฯ จากหลากหลายวงการ และเครือข่ายพันธมิตร มาไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกช่วงวัย บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งหลักสูตร Non-Degree, Micro-credentials และการ Upskill–Reskill เชื่อมโยงกับคลังหน่วยกิต ให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน รับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต

Chula XL Hub พร้อมให้เริ่มเรียนได้ที่ chulaxlhub.com องค์กรและหน่วยงานที่สนใจใช้บริการ ติดต่อได้ที่ chulaxl.chula@gmail.com (ติดต่อบริการ Chula XL Hub) หรือ Chulaxl@chula.ac.th (ติดต่อบริการผลิตและ/หรือถ่ายทำหลักสูตร)

ทุกคนเริ่มต้นการเป็นผู้เรียนได้ทันที เพียงสมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์ม Chula XL Hub และค้นหาคอร์สเรียนที่สนใจ 6 หมวดได้แก่ (1) Digital & AI ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (2) Engineering & Technology วิศวกรรมและเทคโนโลยี (3) Languages & Global Communication ภาษาและการสื่อสารสากล (4) Life Skills & Society ทักษะชีวิตและสังคม (5) Health & Well-being สุขภาพและสุขภาวะ และ (6) Creative & Culture ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยคอร์สทั้งหมดเป็น On-Demand เรียนด้วยตนเองตามจังหวะของผู้เรียน มีทั้งแบบเปิดลงทะเบียนได้ตลอดเวลาและแบบกำหนดรอบลงทะเบียน มีทั้งคอร์สเรียนฟรีและคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย



ผู้เรียนดูวิดีโอ อ่านและดาวน์โหลดเอกสารประกอบ ทำแบบทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ไม่ต้องติดตั้งแอป ระบบจะบันทึกความคืบหน้าอัตโนมัติ ให้กลับมาเรียนต่อจากจุดเดิมได้เสมอ เมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Badge) หรือใบประกาศนียบัตร (Certificate) แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละคอร์ส ที่รับรองโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับใช้ประกอบการสมัครงาน ต่อยอดสายอาชีพ ยื่นเป็นหลักฐานการพัฒนาทักษะต่อหน่วยงานต้นสังกัด หรือศึกษาต่อ 

ผู้เรียนสามารถอัปเกรดบัญชีเป็น Lifelong Learner ID (CXL ID) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้เรียนตลอดชีวิตของจุฬาฯ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยหรือสถานะใดของชีวิต ประวัติและผลการเรียนทั้งหมด รวมถึงใบรับรองและใบประกาศนียบัตรที่ได้รับ จะสะสมไว้ภายใต้ตัวตนเดียวที่ยืนยันแล้ว เป็น Learning Record ประจำตัวที่พร้อมเป็นรากฐานสำหรับการเชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติในอนาคต ตามเกณฑ์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนด

คอร์สเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท General Course คือคอร์สความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาการของมหาวิทยาลัย และ Signature Course คือคอร์สจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าตัวจริงในแต่ละวงการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม โดยวิทยากรทุกคนได้รับการคัดเลือกผ่านเครือข่ายศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นโดยตรง

ซีรีส์นี้เปิดให้เรียนฟรีทั้ง 9 ตอน โดยคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ประกอบด้วย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (Why Learning Never Stops), ดร.สันติธาร เสถียรไทย (What Should Humans Learn Next?), คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (Unlearn to Move Forward), ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (Make Knowledge Stick), คุณพชร อารยะการกุล (Learn Smarter with AI), คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (Learn Out Loud), คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ (Let Nature Be Your Teacher), และเชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล (Beyond the Recipe) คุณศิรัถยา อิศรภักดี (From Knowing to Doing: Lessons from Money) นอกจากนี้ยังมีโครงการ Creative Network ที่เปิดให้บุคลากรทุกคณะในจุฬาฯ ร่วมแปลงองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นคอร์สเรียนที่คนทั่วประเทศเข้าถึงได้

จุฬาฯ คาดหวังผลลัพธ์จาก Chula XL Hub 3 ระดับ สำหรับผู้เรียน คือการที่คนไทยทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพของจุฬาฯ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงวัยใด สำหรับสังคม คือระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมผู้เรียน องค์กร และสมาคมวิชาชีพเข้าด้วยกัน ให้คนไทย Upskill และ Reskill ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และสำหรับภาคการศึกษา คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่ขยายบทบาทจากการผลิตบัณฑิต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ


ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า109 ปีที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างและส่งต่อความรู้ผ่านห้องเรียนสู่นิสิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า วันนี้เราเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ Chula XL Hub ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย



ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) กล่าวว่า  กล่าวว่าในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็น Chula XL Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ที่คนไทยนึกถึง ไม่ว่าจะต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ต่อยอดการศึกษา หรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยกลับมาเรียนรู้และสะสมผลการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกับการได้รับปริญญา







21 ตุลาคม 2569

สคส.ชวนเข้าใจ PDPAถ่ายภาพได้ใช้ชีวิตปกติถ้าไม่มุ่งการค้า

 สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPC จัด สคส. เคลียร์ใจสื่อ ตอบทุกข้อคำถาม PDPAแจงสถิติร้องเรียน ปรึกษา 4,210 เรื่อง รับแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลบุคคล 1,650 เรื่อง ชี้ช่องเสนอข่าวเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผย สถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง โดยผู้ถูกร้องเรียนเป็น ภาคเอกชน 3,889 เรื่อง ภาครัฐ 321 เรื่อง  3 ประเด็นที่มีการร้องเรียนสูง ได้แก่ มาตรา 27 การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม 1,025 เรื่อง, มาตรา 4 ประเด็นข้อยกเว้นเรื่องประโยชน์ส่วนตน 724 เรื่อง และมาตรา 24/26 เรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล 586 เรื่อง

ด้านการรับแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สคส. รวม 1,650 เรื่อง เป็น Non-cyber 849 เรื่อง หรือ51.45% Cyber 747 เรื่อง หรือ 45.27% สาเหตุอื่น ๆ 54 เรื่อง คิดเป็น 3.28% ทั้งนี้ ในกลุ่ม Cyber พบเหตุจาก Cyber Threat(ภัยคุกคามทางไซเบอร์) 567 เรื่อง และ Social Media 180 เรื่อง กลุ่ม Non-cyber ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ Human Error (ความผิดพลาดจากมนุษย์)

หน่วยงานที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด พบว่า กลุ่มการเงิน การลงทุน และการประกัน 723 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 206 เรื่อง ธุรกิจการค้าปลีก-ส่งและการค้าออนไลน์ 204 เรื่อง กลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมการผลิต 105 เรื่อง และด้านสาธารณสุข 87 เรื่อง ขณะที่สถานะการดำเนินการจากเหตุทั้งหมด 1,650 เรื่อง แบ่งเป็น อยู่ระหว่างดำเนินการ 569 เรื่อง เฝ้าระวังและติดตาม 1,071 เรื่อง เสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 9 เรื่อง และส่งเรื่องให้ศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน 1 เรื่อง



“ตัวเลข 1,650 เหตุ แสดงว่าเรื่องข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มีคำตอบเพียง ‘ถูกแฮกหรือไม่’ เพราะมากกว่าครึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-cyber และ Human Error การป้องกันจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการทำงาน ไปจนถึงวัฒนธรรมการคุ้มครองข้อมูลภายในองค์กร” พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า PDPA เป็นกฎหมายที่เข้มงวดจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพติดบุคคลอื่นในพื้นที่สาธารณะหรือการโพสต์ภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่หากเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็อาจอยู่ในขอบเขตที่ดำเนินการได้ตามหลักกฎหมาย

ฝั่งองค์กรและหน่วยงาน หากเป็นการใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการหรือการปฏิบัติตามสัญญาอยู่แล้ว องค์กรไม่จำเป็นต้องขอ Consent(ยินยอม)ซ้ำซ้อนให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งนี้ เป็นความเข้าใจผิดว่า “การเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณีต้องขอ Consent” จนเกิดภาวะ Over-compliance และสร้างภาระแก่ประชาชน

“PDPA ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องขอความยินยอม และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และดำเนินการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่” นางสาววีรินทร์ กล่าว

สำหรับ มาตรา 4 ซึ่งประชาชนสอบถามเข้ามามาก นางสาววีรินทร์ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การบันทึกภาพครอบครัว หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในรั้วบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม “จุดตัดสำคัญ” อยู่ที่ขอบเขตการใช้งาน หากกล้องถูกหันไปบันทึกพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้านของผู้อื่น หรือมีการนำภาพของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ประจานในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีดังกล่าวอาจพ้นจากขอบเขตของการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและเข้าสู่ประเด็นการละเมิดสิทธิได้

 


ตั้งตารอ!COMMART AIFORCE มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569

 เออาร์ไอพี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ชูพลัง AI ผนึกแบรนด์ชั้นนำขนทัพสินค้าใหม่พร้อมไฮไลต์และโปรโมชั่น 26 - 29 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา

บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจไอทีชั้นนำ ประกาศจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง สเปกล้ำ ช้อปมันส์ทุก Gen” เชิญสัมผัสประสบการณ์ AI ผ่านสินค้าและเทคโนโลยีรุ่นใหม่จากแบรนด์ชั้นนำและสินค้ารางวัลการันตีคุณภาพจาก Commart Awards ทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และอุปกรณ์ไอทีครบวงจร พร้อมโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปี ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2569 ณ EH98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 


นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าตลาดไอทีในปี 2569 ได้รับแรงขับเคลื่อนจากความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า AI PC โน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานและเกมมิ่ง อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์ (DIY Components) รวมถึงสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่อย่าง iPhone 18 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก ขณะเดียวกันสินค้ารุ่นก่อนหน้าหลายรุ่นยังมีการปรับลดราคาพิเศษเพื่อระบายสต็อก ส่งผลให้ช่วงปลายปีเป็นจังหวะสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าไอทีที่คุ้มค่ามากที่สุด

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก คือการแข่งขันด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในงานคอมมาร์ต พบว่าสินค้า AI กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่ม Notebook, Desktop และหน่วยประมวลผลสำหรับงาน AI ระดับองค์กร โดยสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงภายในงานคอมมาร์ตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูป คอมประกอบ DIY การ์ดจอ จอมอนิเตอร์ และ RAM ขณะที่หมวด Gaming Gear เครื่องเล่นเกม และสมาร์ทโฟน ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดภายในงาน

 

นอกจากนี้เทรนด์สำคัญที่น่าจับตาคือการมาของ “RTX Spark” ชิป SoC รุ่นใหม่จาก NVIDIA ที่เปิดตัวภายในงาน COMPUTEX 2026 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ยุค AI ด้วยขีดความสามารถในการประมวลผล AI สูงถึงระดับ 1 Petaflop รองรับการทำงานของ Large Language Models (LLM) ขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ ทำให้แนวคิด Local AI กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงและ Mini PC ขนาดกะทัดรัด ผู้บริโภคจะเริ่มเห็นการวางจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิป RTX Spark จากหลายแบรนด์ชั้นนำในช่วงปลายปีนี้

 

อีกกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจคือจอภาพ OLED Generation 4 วิวัฒนาการครั้งสำคัญของตลาดจอภาพเกมมิ่ง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทั้ง Primary RGB Tandem OLED และ QD-OLED Gen 4 ที่ให้ความสว่างสูงขึ้น แสดงผลสีได้แม่นยำ มีอายุการใช้งานยาวนาน ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม ส่งผลให้จอ OLED เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มระดับพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

ตลาด Handheld PC กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วย Intel Arc G3 Series ที่ได้รับการออกแบบเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลเกมระดับ AAA บนอุปกรณ์พกพา รองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI อย่าง XeSS 3 Frame Generation และ Intelligent Bias Control ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นเกมด้วยคุณภาพกราฟิกสูงขึ้น พร้อมรักษาประสิทธิภาพและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดีกว่าเดิม

 


ด้านนายอธิชัย อุ่นโกมล ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าธุรกิจผู้บริโภค บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าตลอดปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และนักพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการใช้งาน Local AI ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอ็นวิเดียจึงร่วมมือกับ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้าน AI มาถ่ายทอดภายในงาน COMMART AIFORCE เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

 

ภายในงาน เอ็นวิเดียและพันธมิตรได้นำเสนอเทคโนโลยี AI และการประมวลผลที่ครอบคลุมตั้งแต่ Edge Computing ไปจนถึง Cloud Computing ผ่านผลิตภัณฑ์ GeForce RTX, RTX Spark, DGX Spark, Workstation และ GeForce NOW พร้อมจัดแสดงสินค้าและโซลูชันใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองประสบการณ์ AI สำหรับการใช้งานจริง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค ครีเอเตอร์ นักพัฒนา และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดแนวทางการประยุกต์ใช้ Local AI และ Open Models สำหรับการพัฒนาโซลูชัน AI ภาษาไทยในองค์กร

เอ็นวิเดียยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของโซน AIFORCE ซึ่งรวบรวม AI Showcase และกิจกรรมทดลองใช้งานเทคโนโลยี AI หลากหลายรูปแบบ พร้อมรับฟังประสบการณ์จากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพ DLSS 5 ผ่านเกมยอดนิยม และร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนหลักอย่าง AIS 3BB Fibre3 ตอกย้ำเป้าหมายในการผลักดัน AI Ecosystem ให้เข้าถึงผู้บริโภค นักพัฒนา และภาคธุรกิจได้อย่างครบวงจร”

 


นายพรชัย ยังกล่าวเสริมถึงไฮไลต์โปรโมชันภายในงาน ประกอบด้วย

• คอมมาร์ต Big Bonus ช้อปครบทุก 3,000. – บาท ได้สิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อแรก ลุ้นโชคหน้างาน คอมมาร์ตเพิ่มสิทธิ์ลุ้นของรางวัลได้ทุกวัน ของรางวัล ได้แก่ แว่นตาอัจฉริยะ VITURE PRO 2, การ์ดจอ GALAX GeForce RTX 5070 TI, กล้องวิดีโอพกพา DJI Osmo Pocket 4 Creator Combo และสมาร์ทโฟน iPhone 18 Pro 256GB ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จ ผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้นรับลำโพงพกพา Marshall Willen II จำนวน 4 รางวัล

• คอมมาร์ต วัดดวง สมัครปั๊บรับสิทธิ์ลุ้นฟรี คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท และของที่ระลึกอีกมากมาย แค่มางานก็รับไปเลย

• คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานครบ 30,000 บาท แลกสิทธิ์จอดรถฟรี 3 ชั่วโมง

Special โปรโมชัน วันธรรมดา (เฉพาะวันพฤหัส – ศุกร์)

• ลุ้นรับคูปอง 10,000 บาท สำหรับช้อปคอมพิวเตอร์ ภายในงาน แค่มางานก็มีสิทธิ์ลุ้น โปรโมชัน Early Bird 10:00-12:00 น. และ Rush Hour 13:00-17:00 น.

• Commart On Top ช้อปครบ 50,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 500.-, ช้อปครบ 30,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 300.-

 


”ดร.สุภชัย-ดร.อลงกต“เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ชูพัฒนาจิตใจ

 

เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ผลงาน “ดร.สุภชัย วีระภุชงค์-ดร.อลงกต ชูแก้ว” ชูกาคพัฒนาจิตใจเพื่อคุณภาพของสังคมโลก มุ่งให้ผู้อ่านจากทุกศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมสามารถนำแนวคิดไปพิจารณาและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

 

 งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 (BOOK EXPO THAILAND 2026) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม.จะมีการเปิดตัวหนังสือ “Meditation as Living Practice จากการพัฒนาจิตใจ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม“ ผลงานร่วมเขียนโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และ ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการฯ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00-11.50 น.การเปิดตัวครั้งนี้ ผู้เขียนทั้ง 2 คน จะขึ้นเวทีแนะนำหนังสือ ดำเนินรายการโดย น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ บนเวทีงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ณ ฮอลล์ 5 - 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

สำหรับหนังสือ Meditation as Living Practice ได้นำเผยแพร่ระหว่างการประชุมนานาชาติ Second United and Present International Gathering ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และองค์กรพีนมิตรธรมมะ (Dharma Alliance) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศและสาขาวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพจิตใจ ความเมตตากรุณา สิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

หนังสือ Meditation as Living Practice นำเสนอคำถามสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาของมนุษยชาติว่า ในขณะที่โลกมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และองค์ความรู้ มนุษย์ได้ให้ความสำคัญเพียงพอแล้วหรือไม่กับ คุณภาพของจิตใจ (Quality of Mind) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ความรู้ การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางของสังคม

 

       ผู้เขียนทั้งสองเสนอว่าการเจริญสติไม่ควรถูกจำกัดความหมายไว้เพียงการสร้างความสงบหรือการผ่อนคลายของปัจเจกบุคคล แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความเมตตากรุณา ความสามารถในการรับฟังผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำของตนเอง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม

 

ภายใต้แนวคิด Inner Transformation and Outer Engagement หนังสืออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายในกับการมีส่วนร่วมต่อสังคม โดยเสนอว่าคุณภาพของจิตใจมีความสำคัญต่อการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับความแตกต่าง และการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

 

แนวคิดดังกล่าวมิได้เสนอให้การพัฒนาจิตใจเข้ามาทดแทนกฎหมาย สถาบัน หรือกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงภายในของมนุษย์สามารถเป็นองค์ประกอบสนับสนุนให้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น

 

การเปิดตัวหนังสือระหว่างการประชุม Second United and Present International Gathering มีความสอดคล้องกับหัวข้อหลักของการประชุม “Contemplative Practices, Compassion and Collective Well-Being” ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาทของการฝึกฝนจิตใจ ความเมตตากรุณา และความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกัน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าภายในมนุษย์กับการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

เวทีการประชุมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำหลักการด้านความเมตตา การพัฒนาคุณภาพจิตใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมไปประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษา การพัฒนาชุมชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับสาระสำคัญของหนังสือ

 

สำหรับ ดร.สุภชัย และ ดร.อลงกต เปิดเผยว่าการจัดทำ Meditation as Living Practice มีเป้าหมายเพื่อขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญสติจากการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล ไปสู่การพิจารณาบทบาทของคุณภาพจิตใจต่อการดำเนินชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และการรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดศาสนา ความเชื่อ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม

 

การนำเสนอหนังสือในเวทีนานาชาติที่จังหวัดกระบี่จึงเป็นโอกาสในการเผยแพร่แนวคิดและองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยสู่การสนทนากับผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับบทบาทของการเจริญสติและคุณภาพจิตใจในบริบทของสังคมร่วมสมัย

 

หนังสือ Meditation as Living Practice สะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า อนาคตของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับปริมาณความรู้หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของจิตใจที่นำความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้ การพัฒนาจิตใจจึงมิใช่เรื่องที่แยกขาดจากความรับผิดชอบต่อโลกภายนอก หากแต่เป็นกระบวนการที่สามารถสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน.

 

มหกรรมหนังสือระดับชาติ,BOOK EXPO,ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์,Meditation,สุภชัย วีระภุชงค์,โพธิคยาวิชชาลัย