AI Press th

ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

16 ตุลาคม 2569

ดึงเทมาเส็กร่วมทุนNIAปั้นสตาร์ตอัปไทย-สิงคโปร์

 “ยศชนัน” หารือมูลนิธิเทมาเส็ก ดึงร่วมทุน NIA ทอดสะพาน ปั้นสตาร์ตอัป “ไทย–สิงคโปร์“ ลุย 3 อุตสาหกรรมอนาคต เล็งปักหมุดมหกรรม Global Innovation Challenge ประกวดนวัตกรรมโลก ในไทย ภายในปี 70

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือกับ Mr. Ng Boon Heong กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิเทมาเส็ก (Temasek Foundation) องค์กรเพื่อสังคมภายใต้บริษัทลงทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ ถึงแนวทางความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อเชื่อมโยงและพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปของทั้งสองประเทศ ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการสร้างความร่วมมือแบบสองทาง (Two-way Collaboration) โดยมูลนิธิเทมาเส็ก ซึ่งให้ทุนสนับสนุนโครงการนำร่องเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในเอเชีย จะช่วยผลักดันสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพให้เข้าไปขยายตลาดในสิงคโปร์ และจะนำสตาร์ตอัปจากสิงคโปร์เข้ามาดำเนินธุรกิจและปรับใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทของตลาดไทย (Localization) ในด้านแหล่งเงินทุน ได้เตรียมแนวทางร่วมสนับสนุนทุน (Co-funding) ระหว่าง NIA และมูลนิธิเทมาเส็ก โดยทางมูลนิธิฯ จะสนับสนุนทุนแบบให้เปล่า (Grant) ควบคู่กับการดึงเครือข่ายกลุ่มธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) และกองทุนไพรเวตอิควิตี้ (Private Equity) เข้ามาช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator) ของทั้งสองหน่วยงานเข้าด้วยกัน

 

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Healthcare) ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และด้านอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยกลุ่มเทคโนโลยีอาหารจะขับเคลื่อนผ่านโครงการ SPACE-F ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง NIA บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

“ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสตาร์ตอัปด้านสุขภาพในการเข้ามาทำวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) และต่อยอดขยายธุรกิจในไทย ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยเข้ากับเครือข่ายนักลงทุนระดับภูมิภาค พร้อมต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”  ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เชิญมูลนิธิเทมาเส็ก ในฐานะผู้จัดงาน The Liveability Challenge เวทีค้นหาโซลูชันด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ให้เข้ามาจัดการแข่งขันนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Challenge) ในประเทศไทยในปี 2570 เพื่อเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปไทยได้แสดงศักยภาพ และดึงดูดนวัตกรรมจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ

 


สจล.เผยเด็กรุ่นใหม่เลือกวิศวฯ AIสูงสุดพร้อมสู่โลกงานอนาคตรายได้สูง

 สจล.เผยสำรวจเด็กในงาน KMITL x DEK-D TCAS69 ส่วนใหญ่พร้อมสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต สายวิศวกรรม เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับ AI ดิจิทัล  ได้รับความนิยมสูงสุด 

 


รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่า การจัดงาน KMITL x DEK-D TCAS69 ระหว่างวันที่ 3 - 4 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทำความรู้จักกับแนวทางการศึกษาต่อและค้นหาความสนใจของตนเอง ทั้งเป็นโอกาสที่ สจล. ได้รับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่จากผู้เข้าร่วมงานและการตอบแบบสอบถาม ที่แสดงความสนใจด้านการศึกษา เป้าหมายอาชีพ ทักษะที่เยาวชนเห็นว่ามีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต

 

จากข้อมูลการลงทะเบียน พบว่ากลุ่มโรงเรียนที่มีผู้เข้าร่วมโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษา อาทิ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กลุ่มโรงเรียนในเครือเทพศิรินทร์และโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ อาทิ โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์สมุทรปราการ โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนสมุทรปราการ และโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว รวมถึงโรงเรียนดาราสมุทรและดาราสมุทร ศรีราชา ผลสำรวจประวัติการเข้าร่วมงานลาดกระบังนิทรรศน์ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยเข้าร่วมงาน แสดงถึงความสนใจของนักเรียนและการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านการศึกษาและการแนะแนวของ สจล. อย่างต่อเนื่อง คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับความสนใจสูงที่สุด  ตามด้วยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สอดคล้องกับความต้องการด้านอาชีพในอนาคต “วิศวกร”อาชีพที่นักเรียนให้ความสนใจสูง ครอบคลุมทั้งวิศวกรไฟฟ้า วิศวกรคอมพิวเตอร์ วิศวกรโยธา วิศวกรเครื่องกล และวิศวกร AI กลุ่มนักออกแบบและสถาปนิก รวมถึงโปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักธุรกิจและเจ้าของธุรกิจ เป็นอีกกลุ่มอาชีพที่ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะเยาวชนให้ความสำคัญกับ STEM  ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง

 


ด้านความคาดหวังต่อรายได้ ผลสำรวจพบว่านักเรียนคาดหวังระดับ 20,001 - 30,000 บาท และ 30,001 - 40,000 บาทต่อเดือน  อีกกลุ่มตั้งเป้าหมายรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป  โดยเฉพาะผู้ที่สนใจสายเทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง นักเรียนต้องการเรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เช่น ChatGPT และ Gemini, Prompt Engineering, Coding และ Programming รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล ตามด้วย Life Skills, Adaptability & EQ  อาทิ การปรับตัวแบบ Unlearn/Relearn การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการอารมณ์และความเครียด มารยาทและการเข้าสังคม และ Financial Literacy & Tax Management  ทั้งการวางแผนการเงินส่วนบุคคล การจัดการภาษี การลงทุน และความรู้ด้านกฎหมายเบื้องต้น

 

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความรู้เชิงทฤษฎีในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อโลกการทำงาน นักเรียนต้องการทั้งทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะชีวิต และความรู้ด้านการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในการทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการอารมณ์ การบริหารเงินและภาษีส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้นในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

จากผลสำรวจดังกล่าว สจล. จะพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของนักศึกษารุ่นใหม่ โดยเสริมทักษะด้าน AI และ Digital Literacy ให้เป็นพื้นฐานสำหรับนักศึกษาทุกสาขา อาทิ การเขียนคำสั่ง AI (AI Prompt Engineering) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการเงินและการใช้ชีวิต ผ่านหลักสูตรระยะสั้นหรือ Micro-credentials ครอบคลุมเรื่องการเงิน ภาษี การลงทุน การจัดการอารมณ์และความเครียด  ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เช่น การผสานความรู้ด้านวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับบริหารธุรกิจและการออกแบบ เพื่อพัฒนาทักษะแบบผสมผสาน (Hybrid Skills) และเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ในอนาคต อาทิ ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี (Tech Entrepreneur) และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ AI (AI Product Designer)

 


15 ตุลาคม 2569

ยศชนัน ผนึก 7 หน่วยงานไทย–นานาชาติ ปั้นนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ดันสู่ Medical Hub

 “ยศชนัน” เปิดเวที iMEDEV 2026 ผนึก 7 หน่วยงานไทย–ต่างชาติ ขับเคลื่อนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ ดันไทยสู่ Medical Hub

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดการประชุมนานาชาติด้านนวัตกรรมและเครือข่ายเครื่องมือแพทย์ ครั้งที่ 2 การประชุมวิชาการทวิภาคีญี่ปุ่น–ไทย ครั้งที่ 9 (The 2nd Innovation and Networking in Medical Device International Conference & the 9th Japan–Thailand Bilateral Symposium: iMEDEV 2026) และเป็นสักขีพยานบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ระหว่าง 7 หน่วยงาน ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของ 7 หน่วยงาน เพื่อการแลกเปลี่ยนบุคลากรและองค์ความรู้ทางวิชาการ การวิจัยร่วม การพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ การผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงทั้งภาคบริการสุขภาพและภาคอุตสาหกรรม ทั้ง 7หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)

ภายในงานมีการประชุมและเสวนาด้านนโยบายการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ การนำเสนอผลงานวิจัยและจัดแสดงนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้งานจริง อาทิ วิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ เทคโนโลยีฟื้นฟูระบบประสาท และเครื่องมือแพทย์สำหรับสังคมสูงวัย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของภาคการแพทย์และอุตสาหกรรม

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ต้องอาศัยการพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแพทย์ มหาวิทยาลัยจึงต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิจัย โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาต้นแบบ การทดสอบมาตรฐานและการทดลองทางคลินิก การถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคม โดยเฉพาะจุดแข็งของไทยด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการแพทย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวด้วยว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนโครงการเรือธง 3 ด้าน ได้แก่ “สยามซิลิกา” พัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้าด้านเซมิคอนดักเตอร์ “สยามเมดิกา” ส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์และเครื่องมือแพทย์“สยามเทอร่า” พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร โดยบูรณาการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสนับสนุนการทดสอบและทดลองทางคลินิก เพื่อนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ การเปิดรับสตาร์ตอัปและเครือข่ายนานาชาติให้เข้ามาร่วมพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

 

 


14 ตุลาคม 2569

ไทย-เนเธอร์แลนด์ผุดโปรเจกต์ "Siam Silica" ขึ้นแท่นฮับเซมิคอนดักเตอร์อาเซียน

 ดีลสำเร็จ! “ยศชนัน” นำทีมประเทศไทยลงนาม MOU ชาติผลิตชิประดับโลก ดึงบริษัทยักษ์ NXP และสถาบันชั้นนำเนเธอร์แลนด์ ลงนามขับเคลื่อน “Siam Silica” ดันไทยผงาดฮับเซมิคอนดักเตอร์อาเซียน

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยนายชูร์ต ชูร์ตส์-มา (Mr. Sjoerd Sjoerdsma) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือเพื่อการพัฒนา กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นประธานและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง บริษัท เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด (NXP ประเทศไทย) และ Siam Silica และการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กับ University of Twente โดยมี มาร์ครีต เลมแฮวส์ (Margriet Leemhuis) ว่าที่เอกอัครราชทูต นายเจอโรม ชู (Jerome Chu) ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.สายัณ สวนยา ศาสตราจารย์เฟรค ฟัน เดอร์ เมียร์ (Freek van der Meer) ผศ.ดร.พนม เพชรจตุพร เข้าร่วม ณ บริษัท เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หากผลิตชิปหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศได้ ก็จะลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้ อว. จึงได้หารือกับ NXP เพื่อส่งเสริมให้ขยายการวิจัยและพัฒนา (R&D) กำลังการผลิตในประเทศไทย โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและพิจารณาสิทธิประโยชน์ผ่าน BOI เพื่อต่อยอดนวัตกรรมและการพัฒนาบุคลากร

 


นอกจากนี้ จากการไปเยือน University of Twente ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการออกแบบ IC เซมิคอนดักเตอร์ และสถาบัน MESA+ ที่มี Nano Lab ที่ทันสมัย ทำให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ตนได้เสนอ พ.ร.บ. ชิปอาเซียน (ASEAN Chips Act) ในที่ประชุมระดับภูมิภาค เพื่อสร้างโปรโตคอลและแบ่งปันห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกันในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงนวัตกรรม เพื่อนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน การสื่อสาร และชิปโฟโตนิก (Photonic chip)

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า การลงนามความร่วมมือ MOU และ MOA ในวันนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ผ่านโครงการ Siam Silica โดยรัฐบาลไทยพร้อมเป็นตัวกลางช่วยอำนวยความสะดวก และในอนาคตจะมีการขยายความร่วมมือดึงบริษัทและสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่น ๆ มาร่วมในโครงการนี้ต่อไป

 

นายชูร์ต ชูร์ตส์-มา กล่าวว่า เนเธอร์แลนด์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีบทบาทสำคัญและมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า

 


ความท้าทายของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเนเธอร์แลนด์ คือปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โครงการ Siam Silica ของประเทศไทยถือว่ามีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับโครงการ Brainport ของเนเธอร์แลนด์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาบุคลากรไม่ควรถูกจำกัดด้วยพรมแดน อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีศักยภาพจากทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

 


สำหรับ ความร่วมมือดังกล่าวสืบเนื่องจากการเดินทางเยือนยุโรปของ ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการหารือเชิงลึกกับ University of Twente และสถาบันชั้นนำด้านเทคโนโลยีในเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์

 

จากการประเมินร่วมกับสถาบันระดับโลกพบว่า ไทยมีศักยภาพแข่งขันในเทคโนโลยี "ชิปแสง (Photonics)" และ "การประกอบบรรจุชิปขั้นสูง (Advanced Packaging)" ที่จะช่วยยกระดับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เดิมให้สามารถผลิตชิปมูลค่าสูงได้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยอย่างสถาบัน IMEC และกองทุน Horizon Europe เพื่อดึงการสนับสนุนและบุคลากรไทยในต่างแดนกลับมาพัฒนาประเทศ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และ กรอ. เพื่อขับเคลื่อนเป็นเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยต่อไป

 

 


“ไทยแอร์เอเชีย”เปิดเที่ยวบินเพิ่มรับ “มหกรรมพืชสวนโลก” ที่อุดรธานี

 สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเที่ยวบินรับงาน“มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี” เพิ่มเส้นทางบินและความถี่บินเพิ่มความสะดวก จากกรุงเทพ (ดอนเมือง) สู่อุดรธานี สูงสุด 6 เที่ยวบินต่อวัน เชียงใหม่ สูงสุด 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์ ภูเก็ต 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดี เสาร์ รวมเส้นทางเชื่อมต่อ Fly thru (ต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง)  7 เส้นทาง

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียเติบโตและได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชาวอุดรธานีมายาวนาน เมื่อจังหวัดอุดรธานีได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมพืชสวนโลก ประจำปี 2569 ไทยแอร์เอเชียจึงยินดีอย่างยิ่งในการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนงาน และร่วมจัดสวนองค์กร ภายใต้แนวคิด “Connecting Life, Sustaining the Skies..บินเชื่อมความหลากหลาย สู่เป้าหมายความยั่งยืน” โดยจำลองเครื่องบินลายพิเศษมาประจำการอยู่ในพื้นที่สวนแอร์เอเชีย ตลอด 4 เดือนครึ่ง แสดงจุดยืนเป็นผู้เชื่อมโยงการเดินทางเเละวิถีชีวิตที่หลากหลาย  สู่การเติบโตเเละพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

“ในช่วงงานพืชสวนโลก แอร์เอเชียตั้งใจพานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมชมงานเเละท่องเที่ยวที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อกระจายรายได้ จึงได้เปิดเพิ่มบินตรงทั้งจากกรุงเทพ เเละเส้นทางข้ามภาคจากเชียงใหม่ และภูเก็ต รวมทั้งเส้นทางเชื่อมต่อจากหลากหลายประเทศมาที่อุดรธานี  โดยคาดว่าจะมีอัตราขนส่งผู้โดยสารตลอดช่วงจัดงานมากกว่าร้อยละ 85  ซึ่งแอร์เอเชียมีความพร้อมในการให้บริการเต็มที่ด้วยราคาที่คุ้มค่า เส้นทางบินหลากหลาย มาตรฐานบริการระดับสากล และเที่ยวบินที่ตรงเวลามั่นใจได้ในทุกเที่ยวบิน” นายไพรัชล์กล่าว

 


ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเดินทาง ไทยแอร์เอเชียจึงได้จัดโปรโมชั่น 2 ต่อ ทุกเส้นทางบินตรงสู่อุดรธานี ลดลูงสุด 30% สำรองที่นั่งวันนี้ถึง 18 ตุลาคม 2569 จองผ่าน www.airasia.com หรือ MOVE application เดินทางได้ตั้งเเต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2570 และโปรโมชั่น “บินอุดร คุ้มยกทีม” ตั๋วกรุ๊ปตั้งเเต่ 5 คนเป็นต้นไป ลดสูงสุด 20% สามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้-15 มีนาคม 2570 ครอบคลุมช่วงเวลาจัดงาน เดินทางได้ตั้งเเต่วันนี้-31 มีนาคม 2570 พิเศษ..สั่งอาหารล่วงหน้าเมนูฮิต ข้าวกระเพราไก่หม่อมหน่อยและข้าวหน้าไก่ราชวงศ์  ลด 15% สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ taa_uthdeal@airasia.com หรือตัวเเทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน

 

สำหรับงาน“มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี”กำหนดจัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองเเด (ห่างจากสนามบินอุดรธานีประมาณ 15 นาที) โดยสายการบินไทยแอร์เอเชียได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสวนองค์กร ด้วยแนวคิด Connecting Life, Sustaining the Skies..บินเชื่อมความหลากหลาย สู่เป้าหมายความยั่งยืน โดยภายในสวนจะจัดเเสดงเครื่องบินจำลองลายพิเศษเป็นไฮไลท์ บอกเล่าเรื่องราวความหลากหลายและความเชื่อมโยงของสายน้ำ พรรณไม้ เเละผู้คน พร้อมเอกลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานี ทั้งแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเเละทะเลบัวเเดง โดยสร้างสรรค์เป็นลายเครื่องบินสุดพิเศษ สอดเเทรกแนวคิดการพัฒนาความยั่งยืนของสายการบิน พร้อมอวดโฉมและต้อนรับผู้เข้าร่วมชมงานทุกคน.

 

 

 


13 ตุลาคม 2569

พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียนลดต้นทุนเร่งรายได้ดึงรุ่นใหม่คืนถิ่น

 มจธ. บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

       

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รายงานว่า เดือนสิงหาคม 2569 ทีมนักวิจัยมจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมจาก University of Wisconsin–Madison ไปศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่ฟาร์มโคนมจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร ซึ่งมีความแตกต่างกัน เพื่อนำองค์ความรู้ปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การรับฟังปัญหาพบว่า เกษตรกรมีภาระหลายด้านสะสม ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน บางพื้นที่เช่นฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตเพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนกระทบต่อผลผลิต หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ จึงเกิดแนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” เพื่อเปลี่ยนเกณฑ์การสนับสนุนทุกฟาร์มแบบเดียวกัน ให้เป็นไปตามความจำเป็นจริง ใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี การติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่เข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำเปิดให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน


นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โครงการได้ขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจประมาณ 684 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาว่า“ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เพราะเกษตรกรจำนวนมากอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ประกอบกับเป้าหมายผลตอบแทนที่คำนวณไว้หากได้ผลจริง จะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพ

ศ. ดร.เชาวลิต กล่าวว่าประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนม 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 1 ล้านตัน แม้ความต้องการสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับประสบปัญหารายได้ เพราะผลิตได้ไม่พอ  ไทยจึงต้องนำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาตลาดโลก การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

โครงการได้นำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง ที่ สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ด้วยการปรับสูตรอาหารโค ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้น 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดจะเพิ่มผลผลิตและรายได้ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม  โครงการยังได้ใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ผลการอบรมพบผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

 


กว่า 60 ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่เคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ วางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

 

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

 

 

 

 

 


12 ตุลาคม 2569

มทร.ธัญบุรี+ Longyan เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ที่ประเทศจีน

 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมที่ประเทศจีน  แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับ Longyan University สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดหลักสูตรความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างประเทศ Sino-Foreign Cooperative Program in Materials Science and Engineering ที่มหาวิทยาลัย Longyan University เมืองหลงเหยียน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน รศ. ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ เข้าร่วม ท่ามกลางการต้อนรับจากผู้บริหารคณาจารย์ และนักศึกษาของ Longyan University พร้อมด้วย Prof. Dr. Zhou Jiangcong

 


ความร่วมมือครั้งนี้เพื่อจัดการศึกษาด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกัน และการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างสองมหาวิทยาลัย ตามกรอบความร่วมมือไทย–จีน เพื่อผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม


การเปิดหลักสูตรครั้งนี้เป็นการขยายความร่วมมือทางการศึกษาสู่ระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการพัฒนากำลังคนสำหรับโลกอนาคต ภายใต้แนวคิด “Materials Shape the World, Harmony Bridges the Future” หรือ “วัสดุสร้างสรรค์โลก ความร่วมมือเชื่อมโยงอนาคต” สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ SDG 4 การศึกษาที่เท่าเทียม เป้าหมายย่อย 4.3 ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียม 4.4 เพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการเป็นผู้ประกอบการ  SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายย่อย 17.6 ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศ