ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

31 กรกฎาคม 2569

มทร.ธัญบุรีสกัดสะค้านออกฤทธิ์สยบยุงลายตัวดื้อ

 นักวิจัย มทร.ธัญบุรี ประกาศความสำเร็จระดับสากล นวัตกรรมสายพันธุ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์สูตรสารผสมกำจัดยุงลายจากเดลตาเมทรินและสารสกัดจากสะค้าน เครื่องเทศพื้นบ้าน ดึงสารสำคัญมาสยบ ใช้ง่าย กวาด3 รางวัลใหญ่ระดับโลก

 

รศ.ดร.ณัฐชยา คำรังษี อาจารย์สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ได้ประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ นำสะค้านสมุนไพรไทยไม้เถาเลื้อย วงศ์พริกไทย (Piperaceae) รสเผ็ดร้อน นิยมใช้เป็นเครื่องเทศ มีสารสำคัญพิเพอรีน (Piperine) กำจัดแมลงได้ มาผสมกับเดลตาเมทริน(สารเคมีสังเคราะห์กลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroid) ใช้เป็นยาฆ่าแมลง กำจัดศัตรูพืช) พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สูตรสารผสมกำจัดยุงลายจากเดลตาเมทรินและพิเพอรีน

 


ผลงานได้รับรางวัลบนเวทีโลกในปี 2026 มาแล้ว 3 รายการ ได้แก่ เหรียญทองนวัตกรรมจากงาน World Invent Singapore2024, ITEX 2026 จากสมาพันธรัฐมาเลเซีย รางวัล On-Stage Special Prize จากเกาหลีใต้ Special Prize จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. / NRCT) และกำลังดำเนินการขอจดอนุสิทธิบัตรและพัฒนาสูตรใหม่ (New Formulation) ในต่างประเทศ

 


รายงานแจ้งว่า บริษัท โฟร์ทเคม เทรดดิ้ง จำกัด ได้ขอรับสิทธิ์และสิทธิบัตรแบบ Exclusive License โดยจะออกวางจำหน่ายทั้งหน้าร้านออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ พร้อมกับเตรียมการส่งออก ผู้ประกอบการที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี โทร. 0-2549-4682

 

รศ.ดร.ณัฐชยา กล่าวว่าปัญหาหลักคือ ยุงลายเริ่มทนต่อสารกำจัดแมลง ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเพิ่มปริมาณสารเคมี มีการนำเข้าสารเคมีราคาสูงจากต่างประเทศทุกปี นวัตกรรมจากงานวิจัยนี้ ใช้สารสกัดจากพืช การทดสอบทางพิษวิทยาพบว่าสารออกฤทธิ์ที่ได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อปลาม้าลาย (ปลาที่ใช้เป็นแบบจำลองของสัตว์มีกระดูกสันหลังได้) ทั้งได้การรับรองประสิทธิภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ซับซ้อน เพียงผสมน้ำตามที่ระบุในฉลาก ฉีดพ่นตามผนังบ้าน จะป้องกัน กำจัดยุงลายได้นานประมาณ 1 เดือน

 

สะค้านเป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์พริกไทย (Piperaceae) สมุนไพรพื้นบ้าน พบในป่าดิบชื้น เถามีรสเผ็ดร้อน นิยมใช้เป็นเครื่องเทศ ดับคาว เพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารพื้นบ้าน เช่น แกงแค หรือเอาะหลาม ช่วยขับลม บำรุงธาตุ มีสารสำคัญพิเพอรีน (Piperine) มีฤทธิ์กำจัดแมลง

 

#สะค้านสยบยุงลาย

 


29 กรกฎาคม 2569

มจธ.พลิกโลจิสติกส์อ้อยเข้าหีบเร็วขึ้นกว่า5เท่า

 จาก 48 ชั่วโมง เหลือแค่ 8 ชั่วโมมจธ. นำร่องปรับโลจิสติกส์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย  พัฒนาระบบควบคุมรถตัดอ้อย การติดตามรถบรรทุกอ้อยให้เห็นการเดินทาง เตรียมการหีบได้ล่วงหน้า จากเดิมต้องรอให้รถมมาถึงจึงเริ่มงาน



ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ (LOGEX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และ LOGEXพัฒนาระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์อ้อยขาเข้าให้กับโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ในปี 2556 และขยายไปสู่โรงงานในเครือมิตรผลทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ ต่อยอดสู่การบริหารจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการออกแบบระบบให้ทุกภาคส่วน เกษตรกร คนขับรถตัด คนขับรถบรรทุก และเจ้าหน้าที่มิตรผล ทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อให้วัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ลดการสูญเสียระหว่างทาง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรทั้งเงินและเวลา

 


ผอ.LOGEX กล่าวว่าผลลัพธ์คือลดเวลา Cut to Crush หรือการตัดอ้อยจนถึงกระบวนการหีบ จาก 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน เหลือเพียง 8 ชั่วโมง รักษาคุณภาพอ้อยไว้ได้นานขึ้น ทั้งน้ำหนักและค่าความหวาน  “ยิ่งลดเวลา Cut to Crush ได้มากเท่าไร ก็รักษามูลค่าของวัตถุดิบไว้ได้มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์ให้กับทั้งเกษตรกรและโรงงานในเวลาเดียวกัน”

 


หัวใจของระบบคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบติดตามรถตัดอ้อย Cane Logistics and HTT ทำงานร่วมกัน ระหว่างข้อมูล GPS และเซนเซอร์ เชื่อมโยงด้วยเครือข่ายสื่อสาร ผู้เกี่ยวข้องจะเห็นสถานะของรถตัด รถบรรทุก และปริมาณอ้อยที่กำลังเดินทางเข้าสู่โรงงานล่วงหน้า จากเดิมต้องให้รถบรรทุกมาถึงหน้าโรงงานจึงจะทราบปริมาณวัตถุดิบที่จะเข้ามาในแต่ละวัน  ช่วยให้โรงงานบริหารคิวรถ วางแผนกำลังการหีบ และกระจายการรับอ้อยได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหารถขนอ้อยที่ต้องจอดรอนาน ลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงที่สายการผลิตต้องหยุดชะงักเพราะวัตถุดิบเข้าโรงงานไม่สม่ำเสมอ  ช่วยเพิ่มรอบการขนส่งของรถบรรทุก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถตัดอ้อยได้ดีกว่าเดิม

 

นอกจากการบริหารการขนส่ง  ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบควบคุมรถตัดอ้อยติดตั้งกับรถรุ่นพื้นฐาน โดยพึ่งพาระบบควบคุมจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง ลดต้นทุนการซื้อรถตัดอ้อยจากราคาสูงถึง 18 ล้าบาท เชื่อมโยงข้อมูลการทำงานของรถตัดเข้ากับระบบบริหารจัดการของโรงงาน ทำให้ผู้บริหารติดตามประสิทธิภาพของรถตัด วิเคราะห์เวลาทำงาน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด

 

ล่าสุดมจธ. กำลังปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานพัฒนาระบบให้ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้เกษตรกร คนขับรถบรรทุก คนขับรถตัด และเจ้าหน้าที่มิตรผลที่เกี่ยวข้อง เข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ได้ทุกที่ทุกเวลา พัฒนาแนวทางการนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทั้งประเมินคุณภาพอ้อย ประสิทธิภาพของรถตัด และการวางแผนการผลิต  ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ยัง นำไปใช้บริหารเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เช่นการจัดการกากน้ำตาล การขนส่งวีแนส (Vinasses: น้ำเหลือทิ้งจากกระบวนการกลั่นเอทานอล) เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพดินเพื่อการเกษตร การนำกากอ้อยและใบอ้อยกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล

 


 


สวนนงนุชพัทยาถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา

 สวนนงนุชพัทยา ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสร้างมรดกสีเขียวสู่คนรุ่นต่อไป




 

สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่างสมพระเกียรติ พร้อมประกาศเจตนารมณ์น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไทยอย่างยั่งยืน

 








นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำคณะผู้บริหาร พนักงานนับร้อยคน และช้างแสนรู้ ร่วมพิธีถวายราชสดุดี ณ สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยประกอบพิธีวางพุ่มทองและพุ่มเงิน เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และพร้อมใจกันกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 





ภายในงานมีการแสดงถวายพระพรชุด “จตุรทิศเทวา มหาวชิราลงกรณ์” ที่ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ก่อนปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญ เมื่อน้องช้างแสนรู้ร่วมวาดภาพถวายพระพร ด้วยความสามารถอันน่าประทับใจ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ร่วมงาน สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติของชาติไทย

 



สวนนงนุชพัทยาจึงน้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งอนุรักษ์พันธุ์พืชจากทั่วโลก รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์ และเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศไทย

 


26 กรกฎาคม 2569

10มหาวิทยาลัยรวมตัวปั้นสื่อสาธารณะ

 รวมพลัง 10 มหาวิทยาลัย ตั้งเครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา ขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาสื่อคุณภาพ น่าเชื่อถือ และเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

ผศ. ดร.ธีรศักดิ์ จินดาบถ ผอ.ศูนย์กิจการนานาชาติและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวความร่วมมือทางวิชาการจัดตั้งและร่วมผลิตรายการเครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานครว่า รายการเครือข่ายสายตรงวิทยุสถาบัน เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2541 จากความร่วมมือระหว่างสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ต่อมาขยายเป็นเครือข่าย 10 มหาวิทยาลัย 11 สถานี ครอบคลุม 54 จังหวัดทั่วประเทศ สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยที่เพิ่มเข้ามาประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยนครพนม

เครือข่ายได้ร่วมผลิต เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมการรับสื่อเปลี่ยนแปลง ทั้ง 10 มหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนจากเครือข่ายสายตรงวิทยุสถาบันสู่เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา พัฒนาสื่อให้มีคุณภาพ ทันสมัย น่าเชื่อถือ เข้าถึงประชาชนผ่านช่องทางที่หลากหลาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านสื่ออย่างเท่าเทียม เพื่อประโยชน์แก่สังคม

ผศ. อิทธิพล โพธิพันธุ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่าได้ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายทางสถานีวิทยุกระจายเสียง มทร.ธัญบุรี FM 89.5 MHz และแพลตฟอร์มออนไลน์ RMUTT Radio ผลิตเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะอาชีพ การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ถ่ายทอดจากองค์ความรู้ของทั้ง 12 คณะในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ประยุกต์ใช้ได้จริง แบ่งปันเนื้อหาคุณภาพสู่เครือข่าย นำองค์ความรู้จากสถาบันพันธมิตรเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวาง

รศ.ดร.นาตยา งามโรจนวณิชย์ ผอ.สำนักงานวิทยทรัพยากร และผอ.สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าช่วงเล่าขานงานวิจัย และสนทนา ได้รับความร่วมมือจากนิสิต คณาจารย์ จากสถาบันต่าง ๆ นำเสนองานวิจัยหรือองค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เป็นการต่อยอดความร่วมมือในเชิงวิชาการ รายการเครือข่ายฯ ยินดีจะเป็นช่องทางฝึกปฏิบัติ เป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้สนใจงานด้านสื่อสารมวลชน งานผลิตสื่อ ยินดีจะเป็นช่องทางทดลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อทดสอบการออกอากาศ หรือเลือกใช้เทคโนโลยีจัดรายการ

เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา เป็นพื้นที่กลางที่ทุกสถาบันร่วมกันกำหนดทิศทาง พัฒนามาตรฐาน สร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการรู้เท่าทันสื่อ สนับสนุนระบบนิเวศสื่อของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง รับผิดชอบ และเติบโตอย่างยั่งยืน

 

#เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา


25 กรกฎาคม 2569

จัดประชุมวิชาการเปลี่ยนคนพิการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 พม. จับมือ มจธ. และเครือข่ายคนพิการ จัดใหญ่ ประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ปั้นนวัตกรรมสร้างอาชีพ ทลายกรอบข้อจำกัด สู่สังคมเท่าเทียม

น.ส.สนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แถลงข่าวการจัดงานประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 (The 18th National Conference on Persons with Disabilities: NCPD 2026)  ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวว่านายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดโอกาส   และเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแสดงถึงการสร้างสังคมแห่งโอกาส ของกระทรวง ทีเปลี่ยนการดูแลกลุ่มเปราะบางแบบพึ่งพาสวัสดิการ สู่การพัฒนาทุนมนุษย์และการเสริมพลัง ให้คนพิการก้าวขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

 


“เป้าหมายสูงสุดคือสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง งาน NCPD 2026 จึงเป็นเพียงเวทีวิชาการ ที่นำนโยบายการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิ อาชีพ และนวัตกรรมเพื่อคนพิการ มาสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม การผนึกกำลังกับ มจธ. และภาคีเครือข่าย จะช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองต่อคนพิการจากผู้รับความช่วยเหลือเป็นผู้สร้างสรรค์ มีเทคโนโลยีและโอกาสอยู่ในมือ ให้พวกเขายืนหยัดด้วยตัวเอง อย่างมีศักดิ์ศรี”น.ส.สนธยากล่าว

 

นายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งาน NCPD 2026 เป็นการตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของคนพิการยุคปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความสงสารหรือการสงเคราะห์ แต่คือ โอกาส เครื่องมือที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จะปลดล็อกศักยภาพของคนพิการ ให้เข้าถึงการศึกษา การจ้างงาน และการประกอบอาชีพ เป็นพลังของสังคมที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดี

         รศ. ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการ มจธ. กล่าวว่าเป็นเวทีเผยแพร่ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม แนวปฏิบัติที่ดีด้านคนพิการ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสด้านการเรียนรู้ การทำงานอย่างเท่าเทียม  เป็นครั้งแรกที่งาน NCPD จัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ แทนการจัดภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วม เห็นศักยภาพของคนพิการมากยิ่งขึ้น

 


สำหรับงาน NCPD 2026 มีหน่วยงานเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมกว่า 40 หน่วยงาน คนพิการทุกประเภทกว่า 400 คนเข้าร่วม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

  • นำเสนอผลงานวิจัย 58 ผลงาน และ Best Practice จากผู้ปฏิบัติงานจริง
  • การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ Inclusive Design Challenge 10 ทีมสุดท้าย จากผู้สมัครทั้งหมด 73 ทีม
  • เวิร์กชอปอาชีพ ทำเครื่องประดับจากเศษผ้า โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • การประชุมโต๊ะกลมระหว่างหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายคนพิการจากต่างประเทศ สู่การสร้างระบบนิเวศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืน
  • การเสวนา ศาสตร์และแนวคิดการใช้ชีวิต เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุหงา ตโนภาส, แพทย์หญิงประกายพรึก ทั่งทอง และผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
  • การเสวนา แนวคิดและความท้าทายในการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลในแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี, ผู้เชี่ยวชาญด้าน Universal Design จาก พก. และ คุณอนนต์ อัตถวิบูลย์ ผู้แทนจากศูนย์การค้า ไอคอนสยาม

 


งานประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดขึ้วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมงานฟรี

 

 


23 กรกฎาคม 2569

ยศชนันชวน70บริษัทสตาร์ตอัปมาไทยเจาะตลาดโลก

 ยศชนัน นำทีม อว.ปฏิบัติภารกิจเกาหลีใต้ ชวน Startup Accelerator ขนวิสาหกิจเริ่มต้นกว่า 70 บริษัทมาจัดงาน Astream ที่ประเทศไทยปลายปีนี้ มีข้อแม้ให้โอกาสสตาร์ตอัปไทย  พร้อมการเจรจาชวนลงทุน-แลกเปลี่ยน AI การแพทย์- ดันฐานปล่อยอวกาศยาน ยกระดับระบบสาธารณสุข บริการสุขภาพเจาะตลาดอาเซียน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และข้าราชการระดับสูง ซี่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจช่วงวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2569 เจรจาเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำของเกาหลีใต้ เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี โดยมีนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.ร่วมคณะ

   


ภารกิจที่น่าสนใจ คือการเยือน บริษัท Y&Archer จำกัด กิจการ Startup Accelerator ระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ มีการหารือนำสตาร์ตอัปเกาหลีกว่า 70 บริษัทมาจัดงาน Astream ที่ประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจและดึงเม็ดเงินจาก Venture Capital สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าไม่ใช่การอำนวยความสะดวกฝั่งเดียว ได้ขอให้ทาง Y&Archer เปิดเวทีให้ 'สตาร์ตอัปไทย' ได้ขึ้น Pitch นำเสนอธุรกิจต่อหน้านักลงทุนเกาหลีด้วย เพราะเมื่อเขามาเติบโตในบ้านเราได้ สตาร์ตอัปไทยก็ต้องมีโอกาสไปเติบโตในตลาดของเขาได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำให้มั่นใจคือ กองทุนของเขายังมีเม็ดเงินอีกมากที่พร้อมลงทุน การมาไทยช่วงปลายปีนี้จึงมีทั้งการลงทุน พร้อมกับเครือข่ายทั้งด้านเทคโนโลยีและช่องทางการตลาดระดับโลก นี่คือจิ๊กซอว์ที่สตาร์ตอัปไทยต้องการมากที่สุดในการก้าวออกสู่เวทีโลก

 


ในเวลาต่อมา ได้เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ KT Corporation ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เต็มรูปแบบ (Network, Cloud, Edge Data Center) เพื่อเตรียมจัดตั้ง Joint Working Group ด้าน AI Literacy ระหว่างสองประเทศ และเตรียมลงนาม MOU ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อใช้ไทยเป็นสนามทดลองจริง (Testbed) ด้าน Physical AI  ขยายสู่อาเซียน โดยศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า KT มีโครงการที่น่าสนใจคือ AIVLE School บูทแคมป์ AI ระดับชาติของเกาหลี สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ได้แล้วกว่า 3,230 คน เมื่อได้นำเสนอนโยบาย 'AI for ALL' ของไทยให้ทางเกาหลีรับทราบ ก็เห็นตรงกันทันทีว่า โมเดลนี้นำมาต่อยอดกับประเทศไทยได้แน่นอน โดยหารือกันใช้ประเทศไทยเป็นสนามทดลอง ทั้งโครงการนำร่องร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การทำวิจัยร่วมกัน เป้าหมายคือการใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน

 


คณะเดินทางไปศึกษาดูงานแพลตฟอร์ม AI บูรณาการ (SNUH.AI) และการแพทย์แม่นยำ (SNUH Polaris) ที่ Seoul National University Hospital (SNUH) โรงพยาบาลศูนย์กลางระดับชาติที่เก่าแก่และเป็นผู้นำด้าน Medical AI ของเกาหลีใต้  โดยไทยและเกาหลีใต้จะรแลกเปลี่ยนฐานข้อมูล (Data Exchange) ระหว่างกลุ่มโรคเขตร้อนของไทยกับข้อมูลเชิงลึกของเกาหลี ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพผลลัพธ์ว่าเมื่อผู้ป่วยต้องย้ายโรงพยาบาล ข้อมูลจะตามไปทันที ไม่ต้องตรวจซ้ำ หรือต้องคอยถือแฟ้มประวัติอีกต่อไป เกาหลีมีฐานข้อมูลที่โรงพยาบาลไทยไม่มี ในขณะที่ประเทศไทยเรามีข้อมูลกลุ่มโรคเขตร้อนจำนวนมหาศาล ทั้งไข้เลือดออก มาลาเรีย และวัณโรค ซึ่งเกาหลีต้องการมาก การจับมือกันครั้งนี้จึงเป็น Win-Win Situation ที่จะทำให้ AI ทางการแพทย์ของทั้งสองประเทศเรียนรู้และฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 


คณะผู้แทนไทยได้เข้าหารือกับ นางนัม อิน-ซุน (Madam Nam In-soon) รองประธานสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับรัฐบาลสู่รัฐสภา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายและงบประมาณสนับสนุนโครงการดาวเทียมและกิจการอวกาศ ปัจจุบันหน่วยงานอวกาศเกาหลี (KASA และ KARI) กำลังช่วยไทยศึกษาการจัดตั้ง Spaceport ต่อยอดสู่งานวิจัยด้านวงโคจรต่ำและวิทยาการหุ่นยนต์

 


คณะได้เข้าร่วมงาน Thailand-Korea Business Forum: Biohealth, Medtech, Wellness, and Future Food เวทีดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวปาฐกถาเชิญชวนภาคเอกชนเกาหลีใต้มาร่วมลงทุน ด้วยโมเดลความร่วมมือ 4 มิติ ทั้งการตั้งศูนย์บ่มเพาะร่วมกัน การร่วมทุนในสตาร์ตอัปไทย การวิจัยร่วมที่ได้สิทธิประโยชน์จาก BOI และการใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน ผลักดันให้เกิด Medical and Wellness Innovation Hub ของภูมิภาคเอเชีย

 

 


22 กรกฎาคม 2569

DPUเปิดเวที SMARTครั้งที่8เชื่อมแพทย์วิจัยธุรกิจ

 DPU ผนึก 8 วิทยาลัย/คณะสุขภาพ เปิดเวที SMART ครั้งที่ 8 เชื่อมแพทย์–วิจัย–ธุรกิจ สร้าง Health Science Ecosystem ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical & Wellness Hub สอดรับนโยบาย สธ. มุ่งป้องกันโร    

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ  (CIMw) ร่วมกับ 7 วิทยาลัยและคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เป็น Health Science Ecosystem ประกอบด้วย วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์, คณะเทคนิคการแพทย์, คณะกายภาพบำบัด, วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ, คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ และ คณะวิทยาศาสตร์ จัดประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 8 The Eighth Synergistic Meeting of the 2026 National Conference on Anti-Aging, Alternative Medicine, Aesthetic Medicine, and Wellness of Thailand ภายใต้แนวคิด Integrative Medicine: Bridging Anti-Aging, Longevity, Wellness, and Aesthetic Science into Modern Clinical Practice ระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569

 

งานครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครอบคลุมเวชศาสตร์ชะลอวัย สุขภาพเชิงป้องกัน เวชศาสตร์ความงาม และอุตสาหกรรมเวลเนส โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย ตลอดจนภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และผู้สนใจด้านสุขภาพ มาถ่ายทอดมุมมอง ต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริง ติดตามความก้าวหน้าในสาขา Anti-Aging, Longevity, Wellness และ Aesthetic Medicine พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาควิชาชีพ และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและพร้อมแข่งขันในอนาคต


 

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประธานเปิดงานกล่าวว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจเวลเนสและความงาม การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพจำเป็นต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานและความปลอดภัย โดยยึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ การกำกับมาตรฐานวิชาชีพอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน การเลือกใช้นวัตกรรมที่มีหลักฐานทางวิชาการ วิทยาศาสตร์รองรับ ตลอดจนการสื่อสารอย่างถูกต้อง โปร่งใส ไม่โฆษณาเกินจริง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล การประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 8 จึงเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนส หรือ Medical & Wellness Hub ของภูมิภาค ผ่านการผนึกกำลังของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา และนักศึกษา เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมทางการแพทย์ งานวิจัย และธุรกิจบริการสุขภาพ ให้สามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

 

นพ.เอกชัย กล่าวชื่นชมมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และเครือข่ายภาควิชาการที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย กำลังคน และหลักสูตรสมัยใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสุขภาพ เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ หรือ Health Ecosystem ที่ทันสมัย ปลอดภัย และประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

 


ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Health Science Ecosystem เชื่อมโยงการเรียนการสอน งานวิจัย นวัตกรรม ความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ผลิตกำลังคนที่มีศักยภาพ ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และอุตสาหกรรมเวลเนสของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ โดยเปิดหลักสูตรเวชศาสตร์ชะลอวัยกว่า 10 ปี ต่อยอดสู่สาขาเวชศาสตร์ความงาม เวชศาสตร์การกีฬา และศาสตร์ด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคม เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นต้นแบบด้านการจัดการเรียนรู้และการพัฒนากำลังคนในสาขาสุขภาพแห่งอนาคต

 

ขณะที่ ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จุดเด่นของงานในปีนี้ เป็นการเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการประชุมวิชาการ 4 ห้อง ครอบคลุมประเด็นด้าน Anti-Aging, Longevity, Wellness, Nutrition, Lifestyle Medicine, Aesthetic Medicine, AI, Digital Health และนวัตกรรมสุขภาพแห่งอนาคต ซึ่งสะท้อนการบูรณาการระหว่างการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจ และอุตสาหกรรมสุขภาพอย่างรอบด้าน

 

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหลักสูตรด้านสุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย เพื่อผลิตบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพที่ไม่ใช่เฉพาะแพทย์ แต่รวมถึงผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อส่งเสริม self-care หรือการดูแลตนเอง ด้วยรูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทั้งหลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) และปริญญาโท (2 ปี) สอดแทรกแนวคิดการป้องกัน และ wellness เข้าไปในหลักสูตร ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่หลากหลายของผู้เรียน