ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

31 มีนาคม 2569

SmartLivaตรวจรู้ผลตับใน7วินาทีฝีมือเด็ก มจธ.

 2 นักศึกษาวิศวฯคอมพิวเตอร์+FIBO มจธ.คิดนวัตกรรม SmartLiva แปลงผลอัลตร้าซาวด์เป็นภาพสี  ใช้ AI ตรวจค่าตับ รู้ผลเนื้อเยื่อ ไขมันพอก พยาธิ์ใบไม้ ตับแข็งใน 7 วินาที ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าปกติ 77%


        รายงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) เปิดเผยว่านักศึกษา 2 คนจากทีมห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ.  นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และ นางสาวชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) คิดค้นนวัตกรรม SmartLiva ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการจำแนกพยาธิสภาพ และประเมินภาวะพังผืดรวมถึงไขมันสะสมในตับ




SmartLiva ทำงานโดยอัปเกรดภาพอัลตราซาวด์ขาวดำธรรมดา อัปโหลดผ่านเว็บได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต ระบบจะปรับภาพให้ชัด คัดเฉพาะบริเวณเนื้อตับที่ต้องวิเคราะห์ ทำให้ภาพดูเข้าใจง่ายขึ้น ด้วยการไฮไลต์เป็นสี (เช่น ตับเป็นสีแดง ไขมันเป็นสีเหลือง) เพื่อเห็นความผิดปกติได้ทันที AI จะประเมิน 3 เรื่องพร้อมกัน คือ ระดับพังผืด/ความแข็งของตับ (F0–F4), ตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อ เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งตับ ตรวจหาพยาธิใบไม้ตับ  ทั้งประมวล วิเคราะห์ สรุปผลออกเป็นรายงานพร้อมภาพประกอบและคำอธิบายที่คนทั่วไปเข้าใจได้ 

การทดสอบ SmartLiva เป็นที่น่าพอใจมาก วิเคราะห์ผลได้ค่อนข้างแม่นยำ ประเมินระยะตับแข็งแม่นยำถึง 92% ตรวจเนื้อเยื่อผิดปกติได้ 87% ตรวจพยาธิใบไม้ตับได้ 84% ใช้เวลาประมวลผลทั้งหมดเพียง 7 วินาที จากเดิมที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง 

นวัตกรรมนี้ช่วยลดช่องว่างการวินิจฉัยโรคตับระยะเริ่มต้น ที่ตรวจพบได้ยาก คลาดเคลื่อนสูงได้ ใช้เป็นผู้ช่วยการวินิจฉัยโรคได้เป็นอย่างดีวาวากล่าว 

SmartLiva ทำให้ต้นทุนการตรวจโรคตับลดลงถึง 77% จากค่าตรวจหลักพัน เหลือเพียง 200–300 บาท ช่วยผู้ป่วยไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายหนักเหมือนที่ผ่านมา ใช้ง่ายผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ แพทย์ในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ไม่มีเครื่องไฟโบรสแกน(เครื่องตรวจพังผืดและไขมันสะสมในตับ) ช่วยคัดกรองผู้ป่วยโรคตับระยะเริ่มต้นได้เร็ว แม่นยำขึ้น

 SmartLiva ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับอุดมศึกษา I-New Gen Award 2026 สาขา กลุ่มที่ 2: สุขภาพและการแพทย์ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)



ทั้งสองเตรียมยกระดับ SmartLiva ให้เป็น Explainable AI (XAI) อธิบายรายละเอียดแต่ละขั้นตอนการวินิจฉัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมระบบ HepaSage ผู้ช่วยอัจฉริยะที่สรุปผลออกเป็นรายงานที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ และจะพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพา ใช้ได้ในคลินิกหรือพื้นที่ที่เครื่องมือมีจำกัด ต่อยอดความสามารถของ AI ไปสู่โรคอื่นๆ ที่ต้องแข่งกับเวลา เช่น การตรวจลิ่มเลือดในสมองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อให้รู้ผลได้เร็ว รักษาได้ทันท่วงที ลดภาวะพิการและเสียชีวิต

สถานการณ์โรคตับในประเทศไทยพบว่าประชากรกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ เผชิญกับภาวะไขมันพอกตับ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างรุนแรง พบผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 3 ของประชากรในภูมิภาค ปัญหาเหล่านี้หากปล่อยไว้ จะทำให้ตับเป็นพังผืด ตับแข็ง กลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

 

#ไขมันพอกตับ  #พยาธิใบไม้ตับ  #SmartLiv

 


30 มีนาคม 2569

SRI Alert;ศรีเตือนภัยระดมงานวิจัยใช้เซ็นเซอร์มีชีวิตแจ้งเหตุ

 สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย) เสริมระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศ รับมือธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า


ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) แถลงข่าวเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)และประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย ในวาระครบ 1 ปี เหตุแผ่นดินไหว ที่ส่งผลเสียหายถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569


ผอ.สกสว. กล่าวว่ากองทุน ววน. สนับสนุนการพัฒนา SRI Alert เป็นแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้รับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม เสริมการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ งานวันนี้ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านภัยพิบัติหลายมิติ ทั้งพื้นที่ วิศวกรรมโครงสร้าง น้ำ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ การมีส่วนร่วมของชุมชน มาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

SRI Alert เป็นการรวมตัวของมหาวิทยาลัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติ โดย กองทุน ววน. สกสว. วช. และ PMU ในระยะแรก มหาวิทยาลัยที่รวมตัวกันทำวิจัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ






ผศ. ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวว่าSRI Alert เป็นเพลตฟอร์มกลางหน่วยงานที่ดูแลประชาชน เช่น เทศบาล จังหวัด หรือหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน บริษัท ฯลฯ ที่มีระบบการติดต่อกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรืออื่น ๆ เพื่อรับข้อมูลการเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตน ไม่ได้เปิดให้ประชาชนแต่ละคนรับข้อมูลโดยตรง แต่หน่วยงานติดต่อ สกสว. เพื่อเชื่อมระบบได้ฟรี และแจ้งเตือนคนของตัวเองได้แบบเรียลไทม์

ผศ. ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล ยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 เป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบวิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ ด้วยข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี 3 มิติ พัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ ได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลก พัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต

ศ. ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นำเสนอการได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data สนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐ เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ ทุกโมดูลเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ

ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หัวหน้าโครงการแพลตฟอร์ม Traffy Fondue กล่าวถึงการทำงานของแพลตฟอร์ม เป็นการเปลี่ยนบทบาทประชาชนเป็นเซนเซอร์ที่มีชีวิต ในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็นCitizen Touchpointเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน อิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก

อนึ่ง หน่วยงานที่ร่วมแสดงเจตนารมณ์ในครั้งนี้ แสดงถึงพลังความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมประมง องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย กรุงเทพมหานคร มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติในประเทศไทยฯ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองบ้านเป็ด จังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) สภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

# SRIAlertศรีเตือนภัย


ม.ทักษิณ-ญี่ปุ่นยกน้ำพุร้อนพัทลุง-ตรังเทียบออนเซนโลก

 มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับ Kyushu Environmental Evaluation Association (KEEA) และ The University of Kitakyushu ประเทศญี่ปุ่น ตั้งศูนย์นานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมทางน้ำยกระดับน้ำพุร้อนพัทลุง-ตรังสู่มาตรฐานออนเซ็นระดับโลก


รศ. ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ จัดพิธีลงนามความร่วมมือ กับ Prof. Dr. Takayuki Shimaok ประธาน สมาคมประเมินสิ่งแวดล้อม Kyushu Environmental Evaluation Association (KEEA)  ในด้านการวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ การยกระดับมาตรฐานการจัดการน้ำพุร้อนตามแนวทางสากล การประชุมวิชาการนานาชาติด้านออนเซ็นครั้งแรกในภาคใต้และการเสวนาออนเซ็นในภาคใต้ของไทย: โอกาส ความเป็นไปได้ และทิศทางในอนาคต สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและแหล่งสร้างรายได้ให้ชุมชน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง

การศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทักษิณร่วมกับโครงการพัทลุง: การวิจัยและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจน สร้างโอกาสทางสังคม สนับสนุนโดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ในพื้นที่แหล่งน้ำพุร้อนในภาคใต้ 3 แห่ง ได้แก่ น้ำพุร้อนเขาชัยสน น้ำพุร้อนโหล๊ะจังกระ จังหวัดพัทลุง น้ำพุร้อนเค็มควนสระ จังหวัดตรัง ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำพุร้อนทั้ง 3 แห่งมีคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีที่โดดเด่น มีคุณสมบัติการแช่เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของร่างกาย บรรเทาความเครียด อาการผื่นแพ้ผิวหนัง บางแหล่งมีค่าดัชนีคุณภาพน้ำ Oishi-water Index ระดับสูง ใกล้เคียงมาตรฐานน้ำพุร้อนและน้ำแร่ของประเทศญี่ปุ่น เหมาะจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ




ความร่วมมือครั้งนี้ มีการจัดตั้งศูนย์ International Center on Water Environment in Regional Development (ICWERD) ที่คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ บริการวิชาการ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมน้ำ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายจากฐานข้อมูลและเครื่องมือวิชาการที่ทันสมัย

รศ. ดร.ณฐพงศ์ กล่าวว่าความร่วมมือกับหน่วยงานวิชาการระดับนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และจำแนกประเภทออนเซ็นตามมาตรฐานสากล จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนวัตกรรม สนับสนุนการกำหนดนโยบาย แนวทางการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม

 

#น้ำพุร้อนสู่ออนเซ็น


เปิดตัวSenior360นวัตกรรมติดตามผู้สูงอายุในอาคารป้องกันล้ม-ติดเตียง

 โชว์ต้นแบบ Senior 360  นวัตกรรมติดตามผู้สูงอายุในอาคาร  ผลงานนักวิจัย มธ. ใช้ AI  วิเคราะห์พฤติกรรม ลดความเสี่ยง ป้องกันก่อนล้ม ติดเตียง ลดการใช้กล้องวงจรปิด และรักษาความเป็นส่วนตัว ดูแลพร้อมกันได้หลายคน

รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผอ.สำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผลงานนวัตกรรมที่รองรับสังคมสูงวัยได้แก่ Senior 360 ระบบติดตามดูแลผู้สูงอายุภายในอาคาร พัฒนาโดยผศ.ดร.ธีรยุทธ โหรานนท์  จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   


ผศ.ดร.ธีรยุทธ ประธานคลัสเตอร์วิจัยดิจิทัล ของ RUN กล่าวว่า Senior 360 เป็นนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร  ใช้เทคโนโลยีการระบุตำแหน่งภายในอาคาร ร่วมกับการวิเคราะห์พฤติกรรมด้วย AI หรือ Human Activity Prediction ติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ระบุตำแหน่งภายในอาคารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ดูแลเฝ้าระวังป้องกันเหตุได้แบบเชิงรุก ไม่ต้องใช้กล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว


ระบบการระบุตำแหน่งภายในอาคารประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน  คือ  โหนด (Node) ติดตั้งตามฝ้าเพดานหรือผนังอาคาร ทำหน้าที่รับและระบุสัญญาณจากแท็ก (Tag) ซึ่งเป็นอุปกรณ์พกพาติดตัวผู้สูงอายุ เช่น สายรัดข้อมือ (Wristband) สร้อยคอ หรือนาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) ส่งสัญญาณไปยังโหนด จึงทราบพิกัดที่ชัดเจนว่าผู้สูงอายุอยู่จุดใด  ระบบนี้ลดข้อจำกัดของ GPS ที่ต้องรับสัญญานจากดาวเทียม ระบุตำแหน่งภายในอาคารได้ไม่แม่น

Senior 360 ยังวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI เพื่อทำนายการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุ (Human Activity Prediction) แตกต่างจาก Smart Watch ทั่วไปที่เน้นเรื่องกีฬา แต่ Senior 360 เน้นที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น  ติดตามการนอน การประเมินสภาวะเสื่อม  โดยวิเคราะห์ลักษณะการเดิน เช่น เดินกระตุก สะดุด หรือเดินช้าลง ประเมินความเสี่ยงก่อนจะล้มจริง มีรายงานผลดิจิทัลสรุปกิจกรรมเป็นรายวันเพื่อให้แพทย์หรือผู้ดูแลทราบว่าผู้สูงอายุทำกิจกรรมตามแผนการรักษาได้เพียงใด

“จุดเด่นคือ  ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ลดความจำเป็นในการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องส่วนตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล  หรือดูแลผู้สูงอายุได้จำนวนมากขึ้น   มีการแจ้งเตือนและทำรายงานอัตโนมัติ  เพื่อการป้องกัน เป้าหมายคือ การรักษาผู้สูงอายุให้อยู่ในสภาวะแข็งแรง ดูแลตัวเองได้นานที่สุด ป้องกันไม่ให้เข้าสู่ภาวะติดเตียง ลดภาระค่าใช้จ่าย ทรัพยากรการดูแลได้ ต้นทุนต่ำ ถูกกว่าการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทีมวิจัยพัฒนาฮาร์ดแวร์เองบางส่วน  ล่าสุดผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล นำไปทดลองใช้จริงในสถานพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ   นำผลมาปรับให้ตรงความต้องการของผู้ใช้งานจริง”   ผศ.ดร.ธีรยุทธ  

 

#Senior360ติดตามพฤติกรรมผู้สูงอายุ


26 มีนาคม 2569

ทิศทางArtemis จากงาน Ignition Event 2026

          GISTDA รายงานจาก Ignition Event 2026 ความคืบหน้าารกิจ Artemis ตั้งเป้าหมายท้าทาย จะผลักดันภารกิจหวลคืนดวงจันทร์ให้สำเร็จปี ค.ศ. 2028 ก่อนกำหนดเดิม 2 ปี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ. GISTDA ก็ไปร่วมงาน






          สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รายงานความคืบหน้าภารกิจ Artemis จากงาน Ignition Event 2026  วันที่ 24 มีนาคม 2569 (ตามเวลาของสหรัฐอเมริกา) ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งวงการอวกาศทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะการแถลงวิสัยทัศน์ แจ้งความคืบหน้าของโครงการสำรวจดวงจันทร์อาร์เทมิส(Artemis) โดยจาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman)  ผอ.องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA)

รายงานแจ้งว่า Isaacman เน้นย้ำว่าการลดความซับซ้อนของกระบวนการราชการ เพื่อให้การทำงานรวดเร็ว คล่องตัวมากขึ้น พุ่งเป้าที่ผลลัพธ์ คือการส่งมนุษย์อวกาศกลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2030 NASA ตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่ท้าทายกว่า โดยจะผลักดันภารกิจให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2028 แผนการดำเนินงานได้ปรับเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อการเรียนรู้และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม  มีลำดับเวลาดังนี้

 Artemis III (ค.ศ. 2027) จะทดสอบระบบยานและอุปกรณ์ต่างๆ ในบริเวณวงโคจรรอบดวงจันทร์ (On-orbit testing) เพื่อยืนยันความพร้อมขั้นสูงสุด

Artemis IV (ค.ศ. 2028) ภารกิจประวัติศาสตร์ ยานอวกาศพร้อมนักบินอวกาศจะทำการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ

เมื่อภารกิจการลงจอดสำเร็จ ลำดับต่อไป NASA ตั้งเป้าที่จะส่งนักบินอวกาศไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อเริ่มโครงการก่อสร้างฐานบนดวงจันทร์ (Moon Base) อย่างเต็มรูปแบบ แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 เฟส ได้แก่

1.ทดสอบระบบ (System Testing) เตรียมความพร้อมภารกิจระยะยาว โดยเฉพาะการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบไอโซโทปรังสี (Radioisotope Thermoelectric Generator - RTG) เพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่เสถียร

2.เตรียมการก่อนอยู่อาศัย (Pre-habitat) นำส่งและทดสอบรถสำรวจแบบมีระบบปรับความดัน (Pressurized Rover) ซึ่งพัฒนาโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น (JAXA)

3.ภารกิจคาร์โกและที่อยู่อาศัย (Cargo & Habitat) ปฏิบัติภารกิจขนส่งเพื่อติดตั้งHabitat หรือโมดูลที่อยู่อาศัยบนดวงจันทร์ พัฒนาโดยองค์การอวกาศอิตาลี (ASI)

.







ข้อสังเกต จากการเร่งเครื่องแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์ ส่งผลให้โครงการสร้างสถานีอวกาศรอบดวงจันทร์ (Lunar Gateway) ต้องเลื่อนออกไป โดยจะเริ่มสร้างหลังจากที่ติดตั้งฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์เสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับพื้นที่บริเวณวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit - LEO) NASA ได้กำหนดยุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเต็มรูปแบบ เปิดทางให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในพื้นที่วงโคจรต่ำได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพสูงสุด การวิจัยวิทยาศาสตร์ NASA ให้น้ำหนักกับ 3 เสาหลัก ได้แก่

1.เดินหน้าโครงการวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ให้ต่อเนื่อง

2.ร่วมกับพันธมิตรรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของทั้งสองภาคส่วน

3.แสวงหาความร่วมมืออื่นๆ กับองค์กรและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก

ประกาศที่สร้างความตื่นเต้นในงานนี้คือ ภารกิจ Space Reactor-1 Freedom (SR-1 Freedom) โปรเจกต์การพัฒนายานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม ที่จะใช้เป็นยานพาหนะเป้าหมายสำหรับการเดินทางมุ่งสู่ ดาวอังคาร (Mars) ในอนาคต พร้อมกันนี้ NASA ได้ประกาศให้ภาคเอกชนด้านการบินและอวกาศ (Aerospace) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของ NASA ได้มากขึ้น

.         การเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ของ NASA ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการสำรวจอวกาศอย่างแท้จริง ทาง GISTDA ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Artemis และจะติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด รายงานความก้าวหน้า วิเคราะห์โอกาสและแนวทางการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในโครงการอวกาศระดับโลกเหล่านี้ให้ทุกท่านได้รับทราบในระยะต่อไป





ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พร้อมด้วยทีมงานจากประเทศไทย ได้เข้าร่วมรับฟังการกำหนดทิศทางใหม่โครงการ Artemis ด้วย


25 มีนาคม 2569

ก้าวประวัติศาสตร์ไทยร่วมนาซ่า โปรเจกต์’Artemis’

 ก้าวประวัติศาสตร์ชาติไทย! GISTDA ผนึก 40 องค์กร ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ "Artemis" ลุยสำรวจดวงจันทร์ ดาวอังคาร

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program  ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานเปิด ณ ห้อง Infinity Ballroom 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569

การสัมมนาครั้งนี้  มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย สถาบันการศึกษาชั้นนำกว่า 40 แห่ง เพื่อวางรากฐาน กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์อวกาศไทย เตรียมความพร้อมการเจรจาความร่วมมือกับNASA



ประเทศไทยได้ ลงนามในข้อตกลง Artemis Accords เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ทำให้ไทยได้หารืออย่างเป็นทางการกับสหรัฐฯ เรื่องการสำรวจดวงจันทร์ ล่าสุด ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.GISTDA ได้เดินทางไปสำนักงานใหญ่ NASA หารือระดับทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ NASA  ในวันที่ 24-25 มีนาคม

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA ผอ.สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่าการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง หาแนวทางที่เหมาะสมว่าประเทศไทยจะมีบทบาทใดในโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติ ผลการระดมความคิดเห็นด้านเทคนิคจะนำไปจัดทำสมุดปกขาว หรือข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบการเจรจาจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ในโครงการ Artemis กับตัวแทนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NASA)   


 

โฆษก GISTDA กล่าวอีกว่า การสร้างเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่มุ่งให้เกิดขึ้นจริง ในจังหวะที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo ด้วยเป้าหมายการสร้างเศรษฐกิจบนดวงจันทร์ (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคาร

การจะบรรลุเป้าหมาย ต้องยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดด ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ จนถึงนวัตกรรมการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ ชีววิทยา คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก เป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์

โฆษก GISTDA  กล่าวด้วยว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี ธงชาติไทย และการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอน ก้าวต่อไปของ GISTDA และเครือข่ายพันธมิตรทั้ง 40 องค์กร คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และยืนยันให้ประชาคมโลกเห็นว่า "ศักยภาพของคนไทย ก้าวไกลไปถึงดวงจันทร์"

          ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอวกาศโลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ มาสู่ยุคNew Space Economy หรือ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม ให้บริการรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด

 

#ศักยภาพคนไทยก้าวไกลถึงดวงจันทร์  # Artemis Accords

 


24 มีนาคม 2569

โชว์ความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทยคว้ารางวัลเพียบ

 แถลงความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย กวาดรางวัลจากเวที  The 51st International Exhibition of Inventions Geneva  จุดพลังนวัตกรรมสู่สาก



ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แถลงเมื่อวันที่ 23 มี.ค.69 ว่านักประดิษฐ์ไทยที่เข้าร่วมประกวดเวที The 51st International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประเทศไทยได้นำผลงานเข้าร่วมมากกว่า 130 รายการ จาก 55 หน่วยงาน ได้รางวัลเหรียญทองเกียรติยศ 9 ผลงาน เหรียญทอง 33 ผลงาน เหรียญเงิน 43 ผลงาน เหรียญทองแดง 35 ผลงาน รางวัลพิเศษจากหน่วยงาน/องค์กรนานาชาติต่างๆ อีกจำนวนมาก ในงานเดียวกันมีสิ่งประดิษฐ์จากจาก 30 ประเทศ กว่า 1,000 รายการ เข้าร่วม การได้รับรางวัลของนักประดิษฐ์ไทย เป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ เพราะเวทีเจนีวาเป็นการจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกที่เก่าแก่ได้รับการยอมรับอย่างสูง สร้างโอกาสขยายผลเชิงพาณิชย์ให้กับสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทยได้

งานเดียวกันมีการเสวนาPower of Innovation: จากงานวิจัยสู่นวัตกรรมเวทีโลก นักประดิษฐ์และนักวิจัยเจ้าของผลงานรางวัลเหรียญทองเกียรติยศและรางวัลพิเศษจากองค์กรนานาชาติได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของงานวิจัย การฝ่าฟันอุปสรรค ไปจนถึงการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเวทีระดับนานาชาติ โดยนักประดิษฐ์นักวิจัยในประเด็นต่างๆ ดังนี้







นวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำและพลังงานอย่างยั่งยืน  

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลพัฒน์ นิลอุบล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  ผลงาน: ระบบกักเก็บน้ำฝนใต้ดิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

- นายกฤตติวิทย์ คงประดิษฐ์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ผลงาน: “แท่นยึดตัดเสาคอนกรีต”

 

นวัตกรรมเพื่อเกษตรและโภชนาการแห่งอนาคต โดย

- นายอาทิตย์ ประทุมพวง บริษัท ซัสเทน อินโนเทค จำกัด  ผลงาน: เกษตรพรีเนอร์ (ประเทศไทย): ผู้นำเกษตรนวัตกรรม สร้างธุรกิจจากฟาร์มสู่ตลาดโลก

- นายจิรพนธ์ เส็งหนองแบน บริษัท สมาร์ทเมดกรุ๊ป 2019 จำกัด  ผลงาน: Moment of Motherhood: ซุปฟังก์ชัน เสริมการให้นมและฟื้นฟูหลังคลอด

- นายพัศพงศ์ ชมเชย บริษัท อินโนโซลเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดผลงาน: บลูซอลท์พลัส: นวัตกรรมเกลือโซเดียมต่ำ ช่วยกระตุ้นการรับรู้รสชาติ และเสริมโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs

 

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและความงามแห่งอนาคต โดย  - เภสัชกรหญิง พุทธิมน ศรีบนฟ้า บริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด  ผลงาน: “ACTIVEIN™: นาโนเจลระบบนำส่งอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพและความคงตัวของสารออกฤทธิ์”

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัญจพร วงศ์วิทยากูล สมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย ผลงาน: เทคโนโลยีลิพิดนาโนของเจนิสทีน เพื่อฟื้นฟูผิวชั้นลึก

 

 

 

# The 51st International Exhibition of Inventions Geneva

 


ชู18บริษัทรับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026

 BUSINESS+  ม.หอการค้าไทย จัดThailand Top Company Awards 2026เชิดชูองค์กรธุรกิจไทยต้นแบบแห่งความสำเร็จ


นิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานมอบรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ให้กับองค์กรธุรกิจไทยที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการธุรกิจ เป็นแรงบันดาลใจด้านแนวคิด กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้แก่องค์กรอื่น ๆ เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดThrive on Resilience: การปรับตัวเพื่ออยู่รอดและสร้างการเติบโต โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความสามารถขององค์กรธุรกิจในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จากการเรียนรู้ การพัฒนา การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน


มีองค์กรที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 18 รางวัล ประกอบด้วยรางวัลประเภทอุตสาหกรรม 7 รางวัล รางวัลความเป็นเลิศ 11 รางวัล ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ร่วมปาฐกถาพิเศษ ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและบทบาทขององค์กรธุรกิจไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรชั้นนำจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง จัดขึ้น ที่ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 23มีนาคม 2569



รองศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูทีซีซี วิทยบริการ จำกัด กล่าวว่า การคัดเลือกองค์กรที่ได้รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 พิจารณาจากข้อมูลและตัวชี้วัดทางธุรกิจหลายมิติ ทั้งผลประกอบการ ศักยภาพในการแข่งขัน กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม แนวทางการบริหารจัดการองค์กรที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การพิจารณารางวัลสะท้อนศักยภาพ ความแข็งแกร่งขององค์กรธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง ในปี 2569  

การมอบรางวัล Thailand Top Company Awards 2026 ให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีบทบาทสร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม เป็นอีกหนึ่งเวทีสะท้อนศักยภาพขององค์กรธุรกิจไทยที่พัฒนา ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจให้ทัดเทียมกับองค์กรชั้นนำในระดับสากล เป็นต้นแบบให้กับภาคธุรกิจไทยในการนำแนวคิดด้านนวัตกรรม การบริหารจัดการ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปปรับใช้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”  

 


รายชื่อองค์กรที่ได้รับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2026”  ได้แก่

ประเภทอุตสาหกรรม

1. อุตสาหกรรมการเงิน บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

2. อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

3. อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์  J&T Express

4. อุตสาหกรรมจัดจำหน่าย บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด

5. อุตสาหกรรมประกันชีวิต  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

6. อุตสาหกรรมประกันวินาศภัย  บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

7. อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

 

ประเภทความเป็นเลิศ

8. Best Bank for RMB Foreign Exchange Trading ได้แก่ Bank of China (Thai) Public Company Limited

9. Best Customer Experience Award  บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด

10. Best Financial Services of the Year  บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด

11. Best Innovative Technology Award  บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด

12. Fast-Growing Company Award  อีซี่มันนี่

13. Most Admired Brand Award บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

14. Most Trusted Brand Award โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ

15. Outstanding Award  บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)

16. Top Innovative Company Award บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

17. RISING STAR มี 2 รางวัล ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) 18. บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด



นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีที่่ผ่านมา ประสบกับภัยวิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและเศรษฐกิจเป็นอันมาก ภัยทางเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไปตามภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากสองฝั่งอำนาจ และความขัดแย้งของพื้นที่ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอน ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เหนือความคาดเดาของภาคธุรกิจ  จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารองค์กรต่างๆ จะต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  หวังว่า Thailand Top Company Awards 2026 จะเป็นรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ ให้องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เสริมสร้างความมุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในการบริหารจัดการธุรกิจให้เจริญงอกงามยั่งยืน อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษกิจไทยต่อไปในอนาคต   

 

# Thailand Top Company Awards 2026