ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มจธ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มจธ. แสดงบทความทั้งหมด

11 มิถุนายน 2569

ร่มเก็บฝนไอเดียดักน้ำฟ้าของเด็กวิศวะมจธ.

 เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดียร่มเก็บน้ำฝน กางและหุบเองโดยอัตโนมัติ แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

โจทย์ฝนตกมาก แต่น้ำไม่พอใช้เป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) พัฒนาต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา ทีมออกแบบอุปกรณ์ลักษณะคล้ายร่ม หรือดอกไม้ กางออกเพื่อรับน้ำเมื่อฝนตก หุบเก็บเมื่อฝนหยุด ช่วยลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน เปลี่ยนน้ำฝนที่ไหลทิ้งให้เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง มี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม



สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่สูงมีฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่การขาดแคลนน้ำยังเป็นปัญหาหลักของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนไหลผ่านที่ลาดชันลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกรับน้ำฝน เมื่อฝนหยุด ความชื้นลดลง ร่มจะหุบกลับโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ ฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ ต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุน 7,972 บาทต่อชุด การคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ประเมินว่าเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย  


“ต้นแบบที่เห็น ไม่ได้ออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา ปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายอยู่ที่การทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงไม่ดี เชือกพันกับแกนหมุน ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรง หนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ ปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดมุ่งหมายของโครงงาน คือการออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่ติดตั้งเพิ่มได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากต่อยอดไปใช้งานจริง ระบบนี้จะเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนพลังงาน ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ฤดูกาลมีความไม่แน่นอน


นายภูรินท์ กล่าวว่าโครงงานนี้ทำให้เห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขาง พิจารณาเฉพาะโครงสร้างไม่ได้ ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ ข้อจำกัดของพื้นที่ เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนลมแรงบนพื้นที่สูงก็ใช้งานไม่ได้ แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ได้แก่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า ปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น ออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน ทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม การเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกล การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่าคุณค่าของงานนี้อยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาจากโจทย์ของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ นำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้ สะท้อนว่า การเรียนวิศวกรรมเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

#

 


03 มิถุนายน 2569

มจธ.พัฒนาเพอรอฟสไกท์แทนโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าไม่ง้อแดด

มจธ.เผยวิจัยล่าสุด พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์ ปรับพื้นผิววัสดุให้ยืดหยุด แก้ตำหนิ ผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่ง้อแสงแดด ไม่จำเป็นต้องอยู่บนหลังคา ติดบนผิวโค้งอุปกรณ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT ก็ได้

 

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แจ้งว่า ผศ. ดร.นพพร รุจิสัมพันธ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Interface & Surface Characterization หรือ ISC คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. เจ้าของผลงานนวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น: การปรับสภาพผิวแบบสองมิติเพื่อประสิทธิภาพและความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์ ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award ปี 2569


เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ เป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่ที่ทั่วโลกสนใจ น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น ผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น ใช้ได้กว้างกว่าโซลาร์เซลล์ซิลิคอนแบบเดิม  ไม่มีข้อจำกัดที่ต้องใช้งานบนหลังคาหรือพื้นที่ราบเหมือนโซลาร์เซลล์เดิม แต่ติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลาย จัดทรงที่ต้องการได้ เช่น กระจกอาคาร ผนัง พื้นผิวโค้งของยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT หรืออุปกรณ์สวมใส่ในอนาคต ทั้งไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเฉพาะจากแสงแดดเท่านั้น แต่ผลิต ได้จากการรับแสงภายในอาคาร แสงจากหลอดไฟ LED  เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานต่อเนื่อง เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ

หลักการทำงานของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ คือการเปลี่ยน พลังงานแสง ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ผ่านวัสดุพิเศษที่เรียก เพอรอฟสไกท์ เมื่อแสงตกกระทบบนชั้นวัสดุจะดูดซับพลังงานและสร้างประจุไฟฟ้า จากนั้นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ซ้อนเป็นชั้น ๆ คล้ายขนมชั้น จะแยกและลำเลียงประจุไฟฟ้าไปขั้วไฟฟ้า ส่งออกมาเป็นกระแสไฟฟ้านำไปใช้งานได้ ชั้นเพอรอฟสไกท์เป็นแกนกลางดูดซับแสง ส่วนชั้นวัสดุอื่น ๆ ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าให้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ


ผศ. ดร.นพพร กล่าวว่า หัวใจของงานวิจัยอยู่ที่เทคนิคการปรับสภาพผิวแบบสองมิติ หรือ Surface Passivation แก้ปัญหาตำหนิเล็ก ๆ บนพื้นผิววัสดุระดับจุลภาค เพราะอาจทำให้ประจุไฟฟ้าสูญเสียระหว่างทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพ ความทนทานของเซลล์ลดลง เปรียบเสมือนการซ่อมถนนระดับนาโน เพื่อให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ราบรื่นขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน ทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น เสถียรขึ้น มีโอกาสต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต


ปัจจุบันทีมวิจัย มจธ. พัฒนาประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกท์ขึ้นมาแตะระดับ 21% ถือว่าเข้าใกล้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกที่ก้าวหน้าถึง 26–27% จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี งานวิจัยนี้ยังไม่ถึงขั้นผลิตเชิงพาณิชย์ได้ อยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 หรือขั้นการวัดและทดสอบในห้องปฏิบัติการ อันเป็นก้าวสำคัญก่อนไปสู่ขั้นการทดสอบใช้งานจริงและขยายผลเชิงอุตสาหกรรม


ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยับจากผู้ซื้อเทคโนโลยีเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งจะเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน ลดความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกในระยะยาว


“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำวิจัยให้ได้รับรางวัลหรือได้รับการตีพิมพ์ แต่คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่พัฒนาได้เอง เทคโนโลยีนี้ยังต่อยอดไปใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ หรือเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่” ผศ. ดร.นพพร กล่าว

#

#วิจัยแห่งชาติ   #เซลล์แสงอาทิตย์


21 พฤษภาคม 2569

เปิดOsscentric Medical Sandboxนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่โลก

 มจธ.–รามาธิบดี เปิดOsscentric Medical Sandbox ดันนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก  สร้างกลไกกลางเชื่อมงานวิจัย แพทย์ อุตสาหกรรม ให้ทำงานเป็นทีม ลดการนำเข้า สร้างความมั่นคงเทคโนฯการแพทย์

 



รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) หรือ CTO OsseoLabs เปิดเผยว่า Osscentric Medical Sandbox เป็ยพื้นที่นวัตกรรมกลาง เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกันด้วยเครื่องมือ ระบบควบคุมคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย ผลักดันงานวิจัยให้ใช้งานจริง โดยพัฒนา 3 เทคโนโลยี ได้แก่ AI และ 3D Printing สำหรับออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลให้พอดีกับสรีระผู้ป่วย Digital Surgical Simulation หรือระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง เพื่อช่วยแพทย์วางแผน ฝึกซ้อมเคสซับซ้อน และ Advanced Biomaterials หรือวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี ช่วยลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด

Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox เป็นกิจการความร่วมมือระหว่างบริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off(กิจการแยกส่วน) ของมจธ. ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และพันธมิตร ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) หรือ TILSNA เป็นพื้นที่กลางเชื่อมงานวิจัยในห้องแล็บกับการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ให้นักวิจัย วิศวกร และแพทย์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medical Devices) สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การทำต้นแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการใช้งานจริง

ประเทศไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มโลหะมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี หากพัฒนาสำเร็จจะลดการนำเข้าต่อยอดสู่การส่งออก สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข ขณะนี้โครงการเริ่มใช้งานแล้วหลายโรงพยาบาล อาทิ รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี และโรงพยาบาลอื่น ๆ กับโรคหลอดเลือด มะเร็งช่องปาก และความผิดปกติของขากรรไกร ทั้งได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์ เป้าหมายระยะยาวคือสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน ผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

ศ. นพ.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Osscentric Medical Sandbox เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมแบบ Innovation Sandbox ครบวงจร เกิดการทดสอบ ต่อยอดเทคโนโลยีที่มีการใช้งานจริงในโรงพยาบาล เป็นขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์  เป็น Translational Facility ลดช่องว่างระหว่างแนวคิดหรืองานวิจัยกับการนำไปใช้จริงกับผู้ป่วยอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ต่อยอดเชิงพาณิชย์ ก้าวสู่ระดับสากล

ดร. นพ.กรกช เกษประเสริฐ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ หัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ 1 ชิ้นต้องผ่านข้อบังคับและขั้นตอนจำนวนมาก ใช้เวลานานกว่าจะถึงการใช้งานจริง แต่ Osscentric Medical Sandbox ช่วยย่นกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้นักวิจัย นักพัฒนา บริษัทนำผลงานจากห้องแล็บเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกได้เร็วขึ้น มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชนร่วมกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐาน ความปลอดภัยระดับสูงสุด “ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฝังในร่างกายผู้ป่วย เดิมใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เมื่อมี Sandbox อาจลดเหลือ 6 ปี เพราะมีระบบมาตรฐาน ผู้เชี่ยวชาญดูแล ทั้งยังได้ข้อมูลการทดสอบ นำไปใช้ยื่นขอ อย. หรือสิทธิบัตรได้เร็วขึ้น” ดร.กรกช กล่าว

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หัวใจของโครงการนี้คือนำไปใช้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย โดยความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพจากหลายภาคส่วน เป็นปัจจัยผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา คาดว่าจะเป็นหมุดหมายในการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย สู่การเป็น Medical Innovation Hub ด้านการรักษาเฉพาะบุคคล ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน


Osscentric Medical Sandbox ตั้งอยู่ที่อาคาร SM One ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการราว 5,000 รายต่อวัน มีความพร้อมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยที่หลากหลาย การรวมตัวของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยชั้นนำ เอื้อต่อการพัฒนา ทดสอบ และผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์สู่การใช้งานจริง เป็นคลัสเตอร์ทางการแพทย์ที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ    

# OsscentricMedicalSandbox

 


12 พฤษภาคม 2569

อัปเกรดเรือหางยาวเป็นE-Boatลดมลพิษในคลอง

 โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำนำร่องกรุงเทพฯ สู่Net Zero

เสียงเรือหางยาวดังสนั่น กลิ่นควันดีเซลลอยฟุ้ง แรงกระเพื่อมของน้ำซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของชุมชนคลองบางมด เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ( มจธ. )ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปเป็นเรือไฟฟ้า หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง รองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง ต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ



เป็นจุดเริ่มของต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกับการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero วาระสำคัญของโลกและประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน



“จากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าเป็นเรือไฟฟ้า จะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า นำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาว พัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาด 8-10 ที่นั่ง ใช้งานได้จริง ให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด ไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเมื่อก่อน” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ช่วงแรกของการพัฒนา ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. ช่วยออกแบบพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า ให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งาน จนเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร พัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. เป็นการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. สนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า สร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในอนาคต

รศ. ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งการลดต้นทุน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนพลังงานได้ 60-70% แม้จะช่วงเริ่มต้นมีภาระค่าแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะคืนทุนได้ภายใน3 ปี ช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษอากาศในชุมชน

มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้การดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปเป็นเรือไฟฟ้า การดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจ รศ. ดร.ชวิน กล่าวว่า ศูนย์นี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่จะเป็นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน ต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน การให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ หวังว่าจะเป็นต้นแบบสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ ขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

ความคืบหน้าอีกมิติ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในโครงการการร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ กล่าวว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และพบว่าการเดินทาง เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น


“โครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง เขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง เขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป


กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมิที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น


#มจธ.# E-Boat

 


31 มีนาคม 2569

SmartLivaตรวจรู้ผลตับใน7วินาทีฝีมือเด็ก มจธ.

 2 นักศึกษาวิศวฯคอมพิวเตอร์+FIBO มจธ.คิดนวัตกรรม SmartLiva แปลงผลอัลตร้าซาวด์เป็นภาพสี  ใช้ AI ตรวจค่าตับ รู้ผลเนื้อเยื่อ ไขมันพอก พยาธิ์ใบไม้ ตับแข็งใน 7 วินาที ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าปกติ 77%


        รายงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) เปิดเผยว่านักศึกษา 2 คนจากทีมห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ.  นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และ นางสาวชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) คิดค้นนวัตกรรม SmartLiva ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการจำแนกพยาธิสภาพ และประเมินภาวะพังผืดรวมถึงไขมันสะสมในตับ




SmartLiva ทำงานโดยอัปเกรดภาพอัลตราซาวด์ขาวดำธรรมดา อัปโหลดผ่านเว็บได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต ระบบจะปรับภาพให้ชัด คัดเฉพาะบริเวณเนื้อตับที่ต้องวิเคราะห์ ทำให้ภาพดูเข้าใจง่ายขึ้น ด้วยการไฮไลต์เป็นสี (เช่น ตับเป็นสีแดง ไขมันเป็นสีเหลือง) เพื่อเห็นความผิดปกติได้ทันที AI จะประเมิน 3 เรื่องพร้อมกัน คือ ระดับพังผืด/ความแข็งของตับ (F0–F4), ตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อ เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งตับ ตรวจหาพยาธิใบไม้ตับ  ทั้งประมวล วิเคราะห์ สรุปผลออกเป็นรายงานพร้อมภาพประกอบและคำอธิบายที่คนทั่วไปเข้าใจได้ 

การทดสอบ SmartLiva เป็นที่น่าพอใจมาก วิเคราะห์ผลได้ค่อนข้างแม่นยำ ประเมินระยะตับแข็งแม่นยำถึง 92% ตรวจเนื้อเยื่อผิดปกติได้ 87% ตรวจพยาธิใบไม้ตับได้ 84% ใช้เวลาประมวลผลทั้งหมดเพียง 7 วินาที จากเดิมที่ใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง 

“นวัตกรรมนี้ช่วยลดช่องว่างการวินิจฉัยโรคตับระยะเริ่มต้น ที่ตรวจพบได้ยาก คลาดเคลื่อนสูงได้ ใช้เป็นผู้ช่วยการวินิจฉัยโรคได้เป็นอย่างดี” วาวากล่าว 

SmartLiva ทำให้ต้นทุนการตรวจโรคตับลดลงถึง 77% จากค่าตรวจหลักพัน เหลือเพียง 200–300 บาท ช่วยผู้ป่วยไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายหนักเหมือนที่ผ่านมา ใช้ง่ายผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ แพทย์ในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ไม่มีเครื่องไฟโบรสแกน(เครื่องตรวจพังผืดและไขมันสะสมในตับ) ช่วยคัดกรองผู้ป่วยโรคตับระยะเริ่มต้นได้เร็ว แม่นยำขึ้น

 SmartLiva ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับอุดมศึกษา I-New Gen Award 2026 สาขา กลุ่มที่ 2: สุขภาพและการแพทย์ ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)



ทั้งสองเตรียมยกระดับ SmartLiva ให้เป็น Explainable AI (XAI) อธิบายรายละเอียดแต่ละขั้นตอนการวินิจฉัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมระบบ HepaSage ผู้ช่วยอัจฉริยะที่สรุปผลออกเป็นรายงานที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ และจะพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพา ใช้ได้ในคลินิกหรือพื้นที่ที่เครื่องมือมีจำกัด ต่อยอดความสามารถของ AI ไปสู่โรคอื่นๆ ที่ต้องแข่งกับเวลา เช่น การตรวจลิ่มเลือดในสมองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อให้รู้ผลได้เร็ว รักษาได้ทันท่วงที ลดภาวะพิการและเสียชีวิต

สถานการณ์โรคตับในประเทศไทยพบว่าประชากรกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประเทศ เผชิญกับภาวะไขมันพอกตับ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างรุนแรง พบผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 3 ของประชากรในภูมิภาค ปัญหาเหล่านี้หากปล่อยไว้ จะทำให้ตับเป็นพังผืด ตับแข็ง กลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

 

#ไขมันพอกตับ  #พยาธิใบไม้ตับ  #SmartLiv

 


02 มีนาคม 2569

ปั้นดินพลิกชีวิต! หลักสูตรเซรามิก มจธ.ปลุกพลังคนพิการ

 ปั้นดินพลิกชีวิต! หลักสูตรเซรามิก มจธ.ปลุกพลังคนพิการ 

สู่เส้นทางแห่งคุณค่าพร้อมพึ่งพาตัวเอง



จากคนพิการที่เคยไม่กล้าออกจากบ้าน ก้าวออกมาสู่ผู้สร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผามือรางวัล เปิดประตูสู่อาชีพที่ยั่งยืนด้วยสองมือและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ตอกย้ำศักยภาพที่ซ่อนเร้น ที่รอเพียงโอกาสให้ได้แสดงออก นี่คือเรื่องราวของ ลักษณ์ สุขเภรี หรือ พี่ตุ่ม ที่กล้าก้าวออกมาจากบ้าน เพื่อเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพ รุ่นที่ 12 ในหลักสูตรงานปั้นและงานเซรามิก ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หลักสูตรที่ไม่ใช่แค่มอบทักษะงานฝีมือ แต่เติมเต็มหัวใจของคนพิการให้เจอกับความภาคภูมิใจและกลับมาพึ่งพาตัวเองได้อีกครั้ง



พี่ตุ่มเล่าว่าเป็นคนพิการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากจังหวัดสุโขทัย เห็นโครงการนี้แบบบังเอิญจากเฟซบุ๊ก จึงตัดสินใจสมัครแต่ในใจเต็มไปด้วยความกังวล เพราะไม่ได้ออกจากบ้านมานาน แถมไม่มีพื้นฐานงานปั้นหรืองานศิลปะเลย คนพิการอย่างเราจะทำได้จริงเหรอ เป็นคำถามแรกขึ้นมาในหัวเลย แต่โชคดีที่วันนั้นเราไม่ยอมแพ้ กลายเป็นการตัดสินใจที่พาเรามาเจอจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของชีวิตอย่างในตอนนี้


พี่ตุ่มเริ่มฝึกจากพื้นฐานอย่างการขีดเส้น ซึ่งยอมรับตรง ๆ ว่าเบื่อ ก่อนจะได้ลองปั้นดินน้ำมัน มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อได้จับดินเหนียวของจริง พอได้ลงมือปั้นเอง โดยเฉพาะตอนใช้แป้นหมุน ความหลงใหลก็เหมือนถูกเปิดสวิตช์ขึ้นมาทันที จากคนที่ไม่มั่นใจกลายเป็นคนที่ทุ่มสุดตัวให้กับงานปั้นจนบางครั้งลืมเวลากินข้าว เพราะตั้งใจปั้นให้เสร็จ และถึงขั้นยอมสละวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มานั่งทำงานต่อเพื่อให้ชิ้นงานสำเร็จตามที่ตั้งใจ


อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่พาพี่ตุ่มไปสู่ความสำเร็จในชีวิต คือการตัดสินใจส่งผลงานประติมากรรมรูปหมู ปาก จู๋ ที่เธอปั้นขึ้นด้วยมือของตัวเองเข้าประกวดในโครงการสำหรับคนพิการ ภายใต้แนวคิดใจเราเท่ากัน จนคว้าตำแหน่งตัวแทนระดับภูมิภาค รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเงินสนับสนุนอีก 12,000 บาท ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทำให้เธอรู้สึกตกใจและภาคภูมิใจอย่างที่สุด

"ตอนแรกไม่คิดเลยว่าจะทำได้ แต่พอได้จับดิน ได้เห็นการขึ้นรูปด้วยมือเรา เหมือนเราได้เจอโลกอีกใบ รางวัลที่ได้มาจึงมีค่ามากกว่าเงิน และเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าคนอย่างเราก็มีความสามารถ สร้างอาชีพเลี้ยงตัวเองได้จริง ๆ คือความภูมิใจที่ประเมินค่าไม่ได้เลย" พี่ตุ่มถ่ายทอดความรู้สึกในใจถึงความสำเร็จที่ได้รับ


จากทักษะและความมั่นใจที่ได้รับ พี่ตุ่มวางแผนที่จะกลับไปตั้งต้นธุรกิจเล็กๆ โดยจะปั้นกระถางต้นไม้ และตุ๊กตาปากหมูตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นผลงานสร้างชื่อของเธอ เพื่อวางขายให้กับนักท่องเที่ยวในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นอกจากนั้นเธอยังมีความตั้งใจที่จะกลับมาเป็นพี่เลี้ยง เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนพิการในโครงการรุ่นที่ 2 ต่อไปด้วย



เบื้องหลังความสำเร็จของผู้เข้าร่วมหลักสูตรในโครงการฯ คือปรัชญาการสอนที่ลึกซึ้ง หลักสูตรนี้ไม่ใช่แค่ชั้นเรียนสอนทักษะอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้คนพิการเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นArt Therapy หรือศิลปะบำบัดเพื่อดูแลหัวใจ ช่วยให้คนพิการที่เข้าร่วมโครงการได้หยุดพักจากความทุกข์ทางกายและใจไว้ชั่วคราว เป้าหมายเชิงกลยุทธ์คือการช่วยให้แต่ละคนค้นพบลายมือเฉพาะตัว เพื่อให้ผลงานโดดเด่นและแข่งขันกับเซรามิกที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมได้ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้สอนที่ต้องปรับหลักสูตรตลอด 6 เดือนให้เข้ากับคนพิการประเภทต่างๆ

ผศ.บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าโครงการฝ่ายแผนงานและบริการวิชาการ โครงการร่วมบริหารหลักสูตรฯ (มีเดีย) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. อาจารย์ผู้ดูแลหลักสูตรฯ ได้อธิบายถึงปรัชญาเบื้องหลังการฝึกอบรมครั้งนี้ว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การสอนปั้นดิน แต่คือการใช้ศิลปะบำบัดเพื่อปลด ล็อกหัวใจของคนพิการ หลายคนเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีความมั่นใจ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาจดจ่อกับดินในมือจนลืมความเจ็บปวดทางกายไปชั่วขณะ นั่นคือจุดที่ศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขาได้เปล่งประกายออกมา



นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โครงการยังได้วางรากฐานทางธุรกิจให้กับผู้เข้าร่วม ด้วยการจัดตั้งแบรนด์ออนไลน์ของตนเองในชื่อ เพี้ยนเซรามิก มีสมาชิกทั้งสิ้น 10 คน ซึ่งเป็นเหมือนการตั้งบริษัท /ตั้งกลุ่มธุรกิจ ให้คนพิการได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นรอบด้าน ตั้งแต่การตลาด การถ่ายรูปสินค้า ไปจนถึงการตั้งราคาขายตามความซับซ้อนและเวลาที่ใช้สร้างผลงาน นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกองทุนที่นำรายได้ส่วนหนึ่งมาต่อยอดธุรกิจในอนาคต เช่น การลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก และค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับการไปออกร้านขายของ



เรื่องราวความสำเร็จของพี่ตุ่มและโครงการฯ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการมอบโอกาสและการสนับสนุนที่ถูกต้อง สามารถปลดล็อกศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของคนพิการได้ เพื่อสร้างโอกาสและจุดประกายความหวังให้กับคนพิการคนอื่นๆ ในสังคมต่อไปในอนาคต



หลักสูตรงานปั้นและงานเซรามิกนี้ เป็นหลักสูตรที่ มจธ. จัดทำขึ้นสำหรับคนพิการ ภายใต้โครงการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพ รุ่นที่ 12 และถือเป็นปีแรกที่จัดขึ้น โดยในปี 2568 นี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการเคหะแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 35 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนพิการได้ฝึกฝนทักษะและสร้างรายได้ผ่านงานฝีมือ สามารถนำไปประกอบอาชีพอิสระได้

 

#Art Therapy  #เพี้ยนเซรามิก