มจธ. บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
(มจธ.) รายงานว่า เดือนสิงหาคม 2569 ทีมนักวิจัยมจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมจาก
University of Wisconsin–Madison ไปศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่ฟาร์มโคนมจังหวัดสุโขทัย
เชียงใหม่ และสกลนคร ซึ่งมีความแตกต่างกัน เพื่อนำองค์ความรู้ปรับให้เข้ากับบริบทของไทย
แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม
การรับฟังปัญหาพบว่า เกษตรกรมีภาระหลายด้านสะสม
ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน บางพื้นที่เช่นฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตเพียง
9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนกระทบต่อผลผลิต
หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้
ปัญหาเหล่านี้ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ จึงเกิดแนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ใช้องค์ความรู้
ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม
การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม”
เพื่อเปลี่ยนเกณฑ์การสนับสนุนทุกฟาร์มแบบเดียวกัน ให้เป็นไปตามความจำเป็นจริง ใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานการประเมิน
เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี การติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง
โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่เข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด
แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำเปิดให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
โครงการได้ขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5
– 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจประมาณ
684 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาว่า“ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เพราะเกษตรกรจำนวนมากอายุ
50–60 ปี
ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด
ศ. ดร.เชาวลิต
ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หัวหน้าโครงการ
กล่าวว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ประกอบกับเป้าหมายผลตอบแทนที่คำนวณไว้หากได้ผลจริง จะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพ
ศ. ดร.เชาวลิต กล่าวว่าประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนม
2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 1 ล้านตัน
แม้ความต้องการสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับประสบปัญหารายได้ เพราะผลิตได้ไม่พอ ไทยจึงต้องนำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาตลาดโลก
การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
โครงการได้นำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง
ที่ สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ด้วยการปรับสูตรอาหารโค ใช้วัตถุดิบในพื้นที่
ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน
ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้น 37%
แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดจะเพิ่มผลผลิตและรายได้ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค
อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการนำเข้า
และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม โครงการยังได้ใช้ชุดตรวจ
Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ผลการอบรมพบผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95%
เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร
การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม
กว่า 60 ปีที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่เคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย
ให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกร เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ วางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย
และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503
และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม
ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก
ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม
พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9
แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี
แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม”
กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี
2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568
หรือลดลงราว 30% จำนวนโคนมลดจาก
774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า
96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด
และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต
_.jpg)






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น