ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

30 มิถุนายน 2569

ไบโอเทคโชว์โรงเรือนอัจฉริยะปลูกสั่งได้สารสำคัญสูง

ไบโอเทคโชว์โรงเรือนอัจฉริยะ Plant Factory  ชูนวัตกรรม ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง ปลดล็อกสมุนไพรเกรดพรีเมียม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับสากล พร้อมเดินหน้าบริการภาคเอกชนเต็มรูปแบบ

 




ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี  เปิดบ้านโรงงานผลิตพืชแนวตั้งและโรงเรือนอัจฉริยะ NSTDA x Press Interviews: นวัตกรรม Plant Factory โรงเรือนอัจฉริยะ ยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจมูลค่าสูง

 


ผศ. ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผอ.ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค ได้พัฒนาระบบโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory ปลูกพืชในโรงเรือนอัจฉริยะแบบปิด ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ สร้างนิยามใหม่ให้กับวงการสมุนไพรไทยว่า ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูงผลิตสมุนไพรเกรดพรีเมียม ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยา อาหารฟังก์ชัน และเครื่องสำอางชั้นสูง แก้ไขปัญหาความไม่สม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญในการเก็บเกี่ยว ความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนักจากสภาพแวดล้อมที่ยากจะควบคุม

 


ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่าPlant Factory เป็นการผสานเทคโนโลยีชีวภาพกับวิศวกรรมการเกษตรอัจฉริยะ โดยนักวิจัยจะควบคุมปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ ช่วงคลื่นและความเข้มของแสงจากหลอด LED อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลาย รวมถึงระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช มากกว่าการปลูกในธรรมชาติหลายเท่าตัว ช่วยกระตุ้นหรือสั่งการ ให้พืชผลิต สะสมสารสำคัญเป้าหมายที่สูงกว่าปกติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาล

 




ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการคัดเลือกสายพันธุ์ ค้นหาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงหลายชนิด ได้แก่ บัวบก ฟ้าทะลายโจร ตำแยแมว กะเพรา เคล (คะน้าใบหยิก) คะน้าฮ่องกง ผักสลัดหลากหลายชนิด และมะเขือเทศเชอรี่หลากสายพันธุ์ รวมทั้งพืชอาหารเชิงฟังก์ชัน เช่น ไมโครกรีน เป็นต้น ไบโอเทคยังมีความพร้อมงานวิจัยต้นน้ำ อาทิ การวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อขยายพันธุ์สายต้นที่ให้สารสำคัญสูง การคัดเลือกพืชในสภาวะวิกฤติ ส่งมอบให้แก่ภาคเอกชนนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำได้

 

“ไบโอเทค ไม่ได้ทำ Plant Factory เพื่อขายแข่งในตลาด จุดยืนของเราคือการเป็น 'Technology Partner' เพื่อนคู่คิด ช่วยผู้ประกอบการออกแบบระบบ วิจัยเบื้องต้น สร้างฐานความรู้ ร่วมทางไปจนถึงวันที่เอกชนผลิตพืชสมุนไพรขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจ” ดร.ประเดิม หัวหน้ากล่าว

ผู้ประกอบการที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการ ติดต่อได้ที่ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 02-564-6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th  ทั้งนี้ การเปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมระบบการผลิต สัมผัสเทคโนโลยีควบคุมสภาวะแวดล้อม  กระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยเทียบเท่าระดับสากล  เพื่อกระตุ้นการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น แก่ผู้ประกอบการในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนกระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)

 




ข่าวแจ้งว่า ทิศทางของไบโอเทคในปัจจุบัน มีความพร้อมขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนในฐานะเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยี ด้วย3 บริการหลัก ได้แก่ (1) การถ่ายทอดเทคโนโลยี สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำโมเดลไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ (2) การเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค การออกแบบวิศวกรรมโรงเรือน การคำนวณสเปกเทคโนโลยีแสง สูตรอาหารที่จำเพาะต่อพืช  (3) การร่วมวิจัย เพื่อร่วมประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนและร่วมสร้างฐานองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 

 #สมุนไพรไทย  #โรงเรือนอัจฉริยะแบบปิด

 

 


28 มิถุนายน 2569

ซื้อ1 แถม 1 เที่ยวสวนนงนุชตลอดกรกฎาคม 69

 สวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวเที่ยวสุขใจ คุ้มที่สุด! โปรฯ กลับมาแล้วซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1 ตลอดเดือนกรกฎาคม 69 เด็กฟรี ผู้สูงอายุฟรี ผู้พิการฟรี วันเกิดฟรี


         สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนคนไทยออกมาเติมเต็มความสุขกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าเที่ยวได้ทั้งครอบครัวในราคาสุดคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางแบบ Walk-in 

 





นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังมอบสิทธิพิเศษตลอดปี ได้แก่ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวันเมื่อเดินทางมากับครอบครัว ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันตลอดปี และผู้ที่มาเที่ยวตรงกับวันเกิดสามารถเข้าชมฟรี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

 




บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยารวบรวมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยกว่า 60 สวน พันธุ์ไม้จากทั่วโลกมากกว่า 18,000 ชนิด เมืองไดโนเสาร์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว เมืองอียิปต์ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ แวะพักผ่อนที่คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวนสัมผัสความงดงามของภูมิทัศน์ระดับโลก นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

 



27 มิถุนายน 2569

ผ้าใยกล้วยจากของไร้ค่าสู่สินค้าขึ้นชื่อสร้างรายได้เพิ่ม 113%

 วิสาหกิจกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ปทุมธานี บ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี ปรับปรุงเส้นใยกล้วยให้ได้มาตรฐาน สมาชิกมีรายได้เพิ่มจาก 9,000เป็น 19,200 บาทต่อเดือน



          ผ้าเส้นใยกล้วย เป็นสินค้าประจำจังหวัดปทุมธานีอย่างหนึ่ง สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตหลายชุมชน  วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ที่ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ผลิตผ้าใยกล้วยบัวหลวง ทำจากเส้นด้ายกาบกล้วยที่อ่อนนุ่มคล้ายผ้าขนสัตว์ ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัด  สมาชิก ที่มีอยู่20 คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 19,200 บาทต่อคนต่อเดือน 


รศ. ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี)  หัวหน้าโครงการชุดประสานงานและบริหารจัดการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)  หรือ รวพ. กล่าวว่าจังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ปลูกกล้วยมากกว่า 3 หมื่นไร่ มีต้นกล้วยที่ต้องจัดการหลังการเก็บเกี่ยวปีละกว่าสามหมื่นตัน  จึงร่วมกับจังหวัดปทุมธานีนำต้นกล้วยมาผลิตเป็นเส้นใยขายให้กับกลุ่มที่สนใจ โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นรายหนึ่งที่สนใจ

โครงการมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ  โดยให้ความรู้การทอผ้าด้วยกี่กระตุก การทอลวดลาย และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของตลาด ช่วยแก้ปัญหาการลอกและดึงเส้นใยกล้วย ใช้เครื่องแยกเส้นใยเชิงกลกึ่งอัตโนมัติ พัฒนาโดย ผศ.ดร.มานพ แย้มแฟง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบรี เพื่อผลิตเส้นใยธรรมชาติจากกาบกล้วยให้ได้ขนาดสม่ำเสมอ  มีคุณภาพ สะอาดสูง อย่างรวดเร็ว พอกับความต้องการของอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งผลให้ผ้าเส้นใยกล้วยของกลุ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและนอกจังหวัด  และพัฒนาตนเองเป็นนวัตกรชุมชน ที่มีทักษะการรับ-ปรับ-ใช้ เทคโนโลยี และถ่ายทอดให้สมาชิกในกลุ่ม รวมถึงผู้สนใจรายอื่น ๆ ทำให้เต้นกล้วยที่เป็นวัสดุเหลือใช้ เป็นของมีมูลค่าเกิดการซื้อขายกันจริงๆ

 




นางบุญนภา บัวหลวง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน และ นวัตกรชุมชนระดับ 4 กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยมีทั้งผ้าทอประจำจังหวัด ผ้ามัดหมี่ กระเป๋า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตลอดสายพานอาชีพ ทั้งคนทอผ้า คนตัดเย็บผลิตภัณฑ์ คนตัดต้นกล้วยและจัดเตรียมวัตถุดิบ คนปั่นและจัดเตรียมเส้นด้าย  รวม 50 คน  มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 113 เปอร์เซ็นต์  (จาก 9,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 19,920 บาท) ทั้งช่วยกำจัดต้นกลัวยหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้อีกด้วย  

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)  กล่าวว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน คือตัวอย่างที่ดีการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยธุรกิจชุมชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของชุมชน (Local Growth Engine) เกิดการกระจายรายได้อย่างแท้จริง จ้างงานจริงใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองได้

จากการทำงานกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ภายใต้แพลตฟอร์ม Local Enterprises (LE)  พบว่าธุรกิจชุมชนจะจ้างงานในพื้นที่เฉลี่ย 10 ครัวเรือน ตอนนี้มีธุรกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่าสองหมื่นกลุ่ม ในระยะต่อไปจะเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อกำหนดบทบาทของภาครัฐกับชุมชนที่เหมาะสม ขยายผลไปสู่ SMEs ทั่วประเทศ   ทำให้ธุรกิจชุมชนเล็ก ๆ แบบวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวันที่ เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน ที่ รับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวนและไม่แน่นอนได้

//////////////////////////////////////////////////




จากกรุงเทพฯ สู่ลอนดอน: นักศึกษาแพทย์ไทยเปิดโลกการดูแลผู้ป่วยที่หลากหลาย

 ปัจจุบัน บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยเพียงในบริบทของประเทศตนเองอีกต่อไป แต่ต้องพร้อมรับมือกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ การมีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมนานาชาติจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับแพทย์รุ่นใหม่ 

สำหรับ “คุณสโรชา คานีโยว” นักศึกษาแพทย์ชาวไทย การศึกษาด้านการแพทย์ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นโอกาสในการเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยผ่านประสบการณ์จากหลากหลายประเทศและระบบสาธารณสุขทั่วโลก

หลังสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University International College) คุณสโรชาเลือกศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (St. George’s University: SGU) ด้วยความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากระบบการแพทย์ที่หลากหลาย และพัฒนาความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยจากบริบทที่แตกต่างกัน ตลอดการศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (MD) ของ SGU โดยได้ใช้เวลาเรียนในหลายประเทศ ตั้งแต่การศึกษาช่วงเตรียมความพร้อมทางการแพทย์ที่เมืองนิวคาสเซิลอะพอนไทน์ สหราชอาณาจักร การเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานที่ประเทศเกรเนดา ไปจนถึงการฝึกปฏิบัติทางคลินิกทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่คุณสโรชาได้รับจากการเรียนแพทย์ในต่างประเทศ คือ การตระหนักว่าการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากบุคลากรคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพด้านสุขภาพ

ระหว่างการฝึกปฏิบัติทางคลินิกที่โรงพยาบาล North Middlesex University Hospital ภายใต้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Health Service: NHS) คุณสโรชาได้เห็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างแพทย์ พยาบาล แพทย์เฉพาะทาง และบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันวางแผนและตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วย

การได้เรียนรู้และฝึกงานในหลายประเทศยังช่วยให้คุณสโรชาเข้าใจว่า การรักษาที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในตัวตน ความเชื่อ และบริบทชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

จากประสบการณ์ที่ได้พบผู้ป่วยจากหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภูมิหลังทางสังคม คุณสโรชาพบว่าไม่มีแนวทางการดูแลรักษาใดที่สามารถใช้ได้กับทุกคน

แต่ละคนมีมุมมอง ความเชื่อ และความคาดหวังต่อการรักษาที่แตกต่างกัน” คุณสโรชากล่าว “หน้าที่ของแพทย์จึงไม่ใช่เพียงการวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาเท่านั้น แต่ต้องรับฟัง ทำความเข้าใจ และร่วมวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน”

จากประสบการณ์ที่ได้รับ คุณสโรชามองว่าทักษะด้านการสื่อสาร การปรับตัว และความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม จะกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญของแพทย์ในอนาคต เนื่องจากระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังดูแลประชากรที่มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบัน คุณสโรชากำลังเตรียมตัวเข้าสู่การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน (Residency) สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (Obstetrics and Gynecology) ในสหรัฐอเมริกา โดยมองว่าประสบการณ์การศึกษาในระดับนานาชาติได้ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะทางวิชาชีพและแนวคิดในการดูแลผู้ป่วย

สำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อด้านการแพทย์ คุณสโรชาแนะนำให้เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ได้เรียนรู้และเติบโตนอกเหนือจากกรอบความคุ้นเคยเดิม

การได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้เราได้ฝึกการปรับตัว ได้พบมุมมองใหม่ ๆ และเข้าใจระบบสาธารณสุขในหลากหลายรูปแบบ” คุณสโรชากล่าว “เส้นทางการเป็นแพทย์อาจยาวนานและท้าทาย แต่หากเรามีวินัย เปิดใจเรียนรู้ และใช้ทุกโอกาสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประสบการณ์เหล่านั้นจะช่วยให้เราเติบโตทั้งในฐานะแพทย์และในฐานะคนคนหนึ่ง”

ประสบการณ์การเรียนรู้ในสหราชอาณาจักร เกรเนดา และสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความรู้ทางการแพทย์ให้แก่คุณสโรชา แต่ยังหล่อหลอมให้เป็นแพทย์ที่พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยความเข้าใจในความหลากหลายของผู้คนและสังคม ซึ่งเป็นทักษะที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นในปัจจุบัน

#

 


26 มิถุนายน 2569

มจธ.บางขุนเทียนปั้นนวัตกรรมอาหารไทยด้วยฟรีซดราย

 มจธ.บางขุนเทียน พลิกโฉมอาหารไทยด้วยเทคโนโลยี Freeze Drying แกงคั่ว หลนปู เมนูเด็ดร้านดัง ทำเป็นอาหารอบแห้งเติมน้ำได้คุณภาพใกล้เคียงของสดทั้งรูป รส กลิ่นสี เนื้อสัมผัส ช่วย SME ไทย สู่ตลาดโลก

สุทธิพจน์ แก้วบุญเรือง หน่วยวิศวกรรมและโรงงานต้นแบบ (EPP) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) (Pilot Plant Development and Training Institute: PDTI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บางขุนเทียน กล่าวว่าได้นำเทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง หรือ Freeze Drying (ฟรีซดรายอิง) ที่ช่วยคงคุณภาพอาหารให้ใกล้เคียงของสดมากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ รสชาติ กลิ่น สี เนื้อสัมผัส มาต่อยอดกับเมนูอาหารไทย เช่น แกงคั่วเนื้อปูและหลนปูจากร้านครัวลุงแถม ร้านอาหารทะเลชื่อดัง บนถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล  ให้เป็นสินค้าพร้อมจำหน่ายในรูปของฝากหรือสินค้าส่งออก ที่คงรสชาติใกล้เคียงกับการรับประทานที่ร้าน ช่วยถนอมอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษาในอุณหภูมิปกติได้นานถึง 1-2 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็นหรือแช่แข็ง น้ำหนักเบา สะดวกต่อการขนส่งไปต่างประเทศ 

 


สุทธิพจน์  กล่าวว่าถึงการต่อยอดอาหารไทยเป็นผลิตภัณฑ์ฟรีซดูรายของร้านครัวลุงแถมว่าหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19  ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เข้าร่วมฝึกอบรม เยี่ยมชมผลงานของ สรบ. มจธ.บางขุนเทียน เเละนำเมนูเด่นของร้านมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried โดยปรึกษากับ มจธ. ตั้งแต่ปี 2564 ทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบทุกขั้นตอน จนยกระดับการผลิต หรือ Up-scale ไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน อย. และ GMP ขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันครัวลุงแถมสร้างโรงงานผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried บริเวณด้านข้างร้าน สำหรับการผลิตเพื่อส่งออกและรับผลิต OEM ให้กับแบรนด์อื่น เชื่อมต่อทางธุรกิจและร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ  โดยผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried ที่ มจธ.ร่วมพัฒนามี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มน้ำจิ้มน้ำพริก เช่น น้ำจิ้มกะปิ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกปูไข่ กลุ่มแกง ได้แก่ หลนเนื้อปู และแกงคั่วเนื้อปูหน่อไม้

 




จุดเด่นของเทคโนโลยีการอบแห้งแบบแช่แข็ง หรือ Freeze Drying คือ การคงคุณภาพอาหารให้ใกล้เคียงของสดมากที่สุด ทั้งรูปลักษณ์ รสชาติ กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส รักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ 90-98% เนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ใช้ความร้อนสูง อุณหภูมิจะไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส จึงช่วยลดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญในอาหาร กระบวนการเริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ไปแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำประมาณ -30 องศาเซลเซียส จากนั้นใช้สภาวะความดันต่ำดึงความชื้นออกในรูปแบบของการระเหิด ทำให้อาหารแห้งโดยไม่เสียรูปทรง และคงคุณภาพได้ดีกว่าวิธีอบแห้งรูปแบบอื่น

 

เทคโนโลยีนี้ยังเหมาะกับการแปรรูปอาหารไทยที่มีความซับซ้อน หรือวัตถุดิบพื้นบ้านให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียม สะดวกต่อการบริโภค คืนรูปได้ง่าย พร้อมรับประทาน เช่น น้ำพริกที่เพียงเติมน้ำอุณหภูมิปกติ แกงที่เติมน้ำร้อนแล้วรับประทานได้ หรือเมนูอย่างส้มตำและต้มยำกุ้งแบบแห้ง ที่คืนรูปได้ภายใน 5 นาที โดยคงความกรอบของเส้นมะละกอ ความเด้งของกุ้งได้ใกล้เคียงอาหารปรุงสด

 

สุทธิพจน์ เปิดเผยด้วยว่า ได้ร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ประกอบการ เช่น แปรรูปตั๊กแตนเป็นโปรตีนผงชงดื่มหลากหลายรสชาติ เพื่อลดข้อจำกัดด้านกลิ่น ช่วยให้ผู้บริโภคยอมรับได้ง่าย รวมถึงการพัฒนาแกงคั่วปูและหลนปูแบบฟรีซดรายร่วมกับครัวลุงแถม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษา การช่วยเขียนขอทุนและเตรียมการ Pitching เพื่อจัดหาแหล่งทุนสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือฝึกอบรมบุคลากร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนาม ให้คำแนะนำด้านการลงทุน การตลาด การจดสิทธิบัตร การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่น อย., GMP, HACCP และ ISO/PICS เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีศักยภาพในการขยายตลาดไปต่างประเทศได้

 

นอกจากนี้ สรบ.ยังแปรรูปวัตถุดิบทีเลี้ยงเอง สาหร่ายสไปรูลิน่าที่บริโภคสดค่อนข้างยาก ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย เช่น แปรรูปเป็นเจลลี่หรือหมึกกรุบ โดยเติมรสผลไม้เพื่อกลบคาวและกลิ่นเหม็นเขียว ทำให้เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นสาหร่ายรับประทานได้ เป็นการสร้างโอกาสทั้งตลาดในประเทศ ตลาดส่งออกและช่องทางใหม่ๆ กับสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่เน่าเสียง่าย 

 




เทคโนโลยีการอบแห้ง (Drying Technology) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป นอกฟรีซดราย ยังมีเทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Drying)  โดยการพ่นวัตถุดิบให้เป็นฝอย แล้วใช้ลมร้อนเข้าช่วย ทำให้วัตถุดิบแห้งระหว่างกระบวนการ ตกลงมาเป็นผง มักใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการแปรรูปต่อ เช่น นมอัดเม็ด มะพร้าวอัดเม็ด หรือเครื่องดื่มชนิดผงชงดื่ม และเทคโนโลยีการอบแห้งแบบลมร้อน (Air Drying) เป็นการอบแห้งที่ใช้อุณหภูมิไล่ความชื้นออกไป เทคโนโลยีการอบแห้งแบบลมร้อน แบบสุญญากาศ (Vacuum Drying)  เป็นการใช้ระบบสุญญากาศ (Vacuum) ในกระบวนการอบแห้งแบบลมร้อน เพื่อช่วยการระเหยความชื้นได้ เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการลักษณะเฉพาะ เช่น กล้วยตาก หรือกล้วยอบ อย่างไรก็ตาม การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการขอทดลองใช้ของ สรบ.เครื่องฟรีซดรายได้รับความสนใจ ใช้บริการจากผู้ประกอบการมากกว่าเทคโนโลยีการอบแห้งแบบอื่นๆ

 

เทคโนโลยี Freeze Drying ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของการแปรรูปแบบเดิม เปลี่ยนจากสินค้าทั่วไปให้กลายเป็นสินค้าเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งช่วยเปลี่ยนจากคนที่มีไอเดียแต่ทำไม่เป็น หรือมีปัญหาแต่แก้ไม่ได้ ให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่พึ่งพาตัวเองได้สุทธิพจน์ กล่าว

 

สรบ. มีบทบาทช่วยการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้ใช้เทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจ แบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาไอเดีย การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค การแก้ปัญหากระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ไปจนถึงการผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น กรณียาดมที่ประสบปัญหาในกระบวนการผลิต ทีมวิจัยได้ช่วยปรับปรุงมาตรฐานการผลิตใหม่ แก้ปัญหาการปนเปื้อนกลับมาผลิตได้ หรือกรณีมีปัญหาการใช้งานเครื่องฟรีซดราย ก็ได้เข้าไปช่วยประสานความเข้าใจระหว่างโรงงานกับเจ้าของธุรกิจ แนะนำการใช้งานจนเดินเครื่องได้ตามปกติ

 

 

 

 


25 มิถุนายน 2569

เชิดชูนักประดิษฐ์-นักวิจัยไทยคว้ารางวัล7เวทีโลก

เชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลนานาชาติกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีทั่วโลก ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 69 ย้ำชัด “คนสำเร็จคือคนไม่หยุดพัฒนา”


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) มอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ (Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony) ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจ ยกระดับศักยภาพนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยสู่การยอมรับในระดับสากล ที่ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กทม.เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอแสดงความยินดี ชื่นชมในความสำเร็จของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยทุกท่าน เส้นทางสู่ความสำเร็จในระดับสากลนั้นไม่มีคำว่าบังเอิญ หลายท่านเคยผ่านความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ต้องเผชิญกับอุปสรรคมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ทุกคนมาถึงจุดนี้ได้คือการไม่เคยล้มเลิก การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้างานหรือความบกพร่องทางเทคนิค ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เรากลับมาสร้างสรรค์ผลงานที่มีมาตรฐาน เป็นผลงานที่จับต้องได้จริง จนได้รับการยอมรับจากกรรมการในเวทีระดับนานาชาติ


“การได้รับรางวัลจากต่างประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้เราก็จริง แต่คงไม่มีอะไรน่าภูมิใจและมีความสุขไปกว่าการนำรางวัลและความสำเร็จนั้นกลับมาให้คนไทยด้วยกันได้เห็นและร่วมยินดี วันนี้ทุกท่านคือตัวแทนของประเทศไทยที่ก้าวไปทำหน้าที่เพื่อสร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว



ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดและนิทรรศการนานาชาติ เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมผลงาน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับเจ้าของผลงานโดยตรง 


ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติสำคัญ รวมกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีสำคัญทั่วโลก อาทิเช่น

- รางวัล INOVA 1st Runner ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของงาน พร้อมเหรียญทอง 18 รางวัล จากเวที "The 49th Inova – International Invention Show”  (INOVA2025)  ณ ประเทศโครเอเชีย

- รางวัล เหรียญทอง 9 รางวัล เหรียญเงิน 8  รางวัล เหรียญทองแดง 20 รางวัล   จากเวที Taiwan Innotech Expo 2025 (TIE 2025) ณ เมืองไทเป ไต้หวัน

- รางวัลเหรียญทอง 8 รางวัล เหรียญเงิน 5 รางวัล และเหรียญทองแดง 7 รางวัล จากเวที “ The International Trade Fair -Ideas, Inventions and new Products  (IENA 2025) ณ ประเทศเยอรมนี

- รางวัลสูงสุดของงาน Global Innovation Excellence Award รางวัล Platinum Award 1 รางวัล รางวัลเหรียญทอง 27 รางวัล เหรียญเงิน 15  รางวัล เหรียญทองแดง 10 รางวัล  จากเวที “2025 Kaohsiung International Invention and Design Expo” (KIDE 2025) ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน

- รางวัล เหรียญทอง 4 รางวัล เหรียญเงิน 13  รางวัล เหรียญทองแดง 7 รางวัล  จากเวที “The 5th Asia Exhibition of Innovations  and Inventions Hong Kong” (AEII)  ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

- รางวัลสูงสุด Grand Prize 3 รางวัล เหรียญทอง 54 รางวัล เหรียญเงิน 51 รางวัล และเหรียญทองแดง 58 รางวัล จากเวที “ Seoul International Invention Fair 2025” (SIIF 2025) ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

- รางวัลสูงสุด The Best Foreign Innovation Award รางวัล Platinum Award 2 รางวัล และเหรียญทอง 24 รางวัล จากเวที "The 19th International Invention and Innovation Show (INTARG2026)" ณ ประเทศโปแลนด์



ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2568 - 2569 นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยได้รางวัลรวมกว่า 400 ผลงาน จาก 7 เวทีการประกวดระดับนานาชาติ ครอบคลุมเวทีในทวีปเอเชียและยุโรป ได้รับรางวัลสูงสุดของงานประกวดต่าง ๆ เช่น รางวัล Grand Prize, Platinum Award และ The Best Foreign Innovation Award ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพและมาตรฐานนวัตกรรมของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งนี้ วช.ส่งเสริม สนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยอย่างต่อเนื่อง ผลักดันผลงานวิจัย นวัตกรรมสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติ เพิ่มโอกาสการสร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ ส่งเสริมการนำผลงานไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคม การส่งเสริมนักประดิษฐ์สู่เวทีนานาชาติกว่า 10 ปีที่ผ่านมา วช. ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ที่เป็นประจักษ์อย่างชัดเจน 




ผู้สนใจเข้าร่วมงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร 


#มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569









24 มิถุนายน 2569

‘ยศชนัน’ ให้สวทช. ปั้น New Growth Engine

 ยศชนัน รมว.อว. นั่งหัวโต๊ะประชุม กวทช. ชุดใหม่นัดแรก มอบบทบาท สวทช. เป็นพี่เลี้ยงอุตสาหกรรมไทย เชื่อม NIA เชื่อมบัญชีนวัตกรรมเต็มรูปแบบ ดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมสร้างอีโคซิสเต็ม Open Innovation ดันเศรษฐกิจฐานราก

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(กวทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกภายหลังได้รับการแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ว่าได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศด้วย เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ยึดหลักการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineer) จากภาพความสำเร็จที่ต้องการ กำหนดเป้าหมาย 2 มิติ คือ 1.การวิจัยและพัฒนา และ 2.การศึกษา โดยให้ สวทช. เป็นกลไกกลางโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อทุกภาคส่วน

“การขับเคลื่อนประเทศด้วยงบประมาณของ สวทช. อย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ จำเป็นต้อง Matching กับทุกอุตสาหกรรม โดย สวทช. จะเปลี่ยนเป็นพี่เลี้ยงในงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยเติมเต็มการ Reskill & Upskill ให้กับอุตสาหกรรมเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่เป็นคู่แข่งกับเอกชน แต่จะสนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ให้เอกชนนำไปต่อยอดสู่ระดับ Mass Scale ได้เอง” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

รมว.อว. กล่าวอีกว่าต้องการให้ทำงานโดยการบูรณาการภาครัฐ ปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ อว. ทำงานร่วมกันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น สวทช. และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA )ควรจับมือกันทำงานเรื่องบัญชีนวัตกรรมไทย NIA เป็นผู้ประสานงานจัดการ สวทช. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือที่จำเป็น เพื่อให้สตาร์ทอัปและ SMEs เข้าถึงโอกาสได้ง่ายขึ้น แลกะควรดึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้ามีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น เพื่อสร้าง Open Innovation ที่แท้จริง 


#เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่  # New Growth Engine

 


23 มิถุนายน 2569

KMITL EXPO 2026 เปิดลงทะเบียน Workshop แล้ว!

 KMITL EXPO 2026 เปิดลงทะเบียน Workshop แล้ว!ชวนน้อง ๆ สัมผัสนวัตกรรมแห่งอนาคต จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง พร้อมรับ E-Certificate

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เชิญชวนน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ครั้งสำคัญในงาน KMITL EXPO 2026 From Lab To Life #ลาดกระบังนิทรรศน์2569 ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สจล. ภายในงานเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้และทดลองจริงผ่านกิจกรรม Workshop สุดพิเศษจากคณะและหน่วยงานต่าง ๆ ของ สจล. ที่จะพาผู้เข้าร่วมก้าวเข้าสู่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมสัมผัสแนวคิด From Lab To Life การนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในอนาคต  

 

กิจกรรม Workshop ไฮไลต์ภายในงาน มีให้เลือกหลากหลายตามความสนใจ เริ่มจากกลุ่ม Deep Tech และนวัตกรรมล้ำสมัย ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตผ่านกิจกรรม Stripe Heater by Laser-Induced Graphene การสร้างแผ่นความร้อนจากกราฟีนด้วยเทคนิคเลเซอร์ และ Projection Mapping Design of 3D Object ที่สอนการออกแบบและฉายภาพลงบนวัตถุสามมิติ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานมัลติมีเดียที่ผสานทั้งเทคโนโลยีและศิลปะเข้าด้วยกัน

กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพและทันตแพทยศาสตร์จะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ผ่านกิจกรรม Blood Lab Experience: ABO Typing and Blood Smear ที่เปิดโอกาสให้ทดลองตรวจกรุ๊ปเลือด ABO และศึกษาตัวอย่างเม็ดเลือดด้วยกล้องจุลทรรศน์ Hack Your Smile เจาะรหัสลับรอยยิ้ม 3 มิติ ที่แนะนำการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบรอยยิ้มและวางแผนการรักษาทางทันตกรรม รวมถึง Dentistry in a Nutshell ที่พาไปรู้จักภาพรวมของการเรียนและเส้นทางสู่วิชาชีพทันตแพทย์

 


กลุ่มศิลปะ การออกแบบ และครีเอทีฟ มี Workshop ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสารผ่านภาพและงานสร้างสรรค์ อาทิ 108 Studio Photography สอนเทคนิคการจัดแสงและถ่ายภาพบุคคลในสตูดิโอ Pose ให้สุด ไม่หยุดคิด ที่เจาะลึกการจัดท่าทางและการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย และ Collage Portrait ที่ชวนสร้างสรรค์ผลงานภาพตัดแปะด้วยเทคนิคคอลลาจซึ่งได้รับความนิยมในงานศิลปะและการออกแบบร่วมสมัย

กิจกรรม Workshop ทั้งหมดคือการเน้นประสบการณ์แบบ Hands-on Experience ที่ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การทดลองในห้องแล็บทางการแพทย์ การสร้างนวัตกรรมจากกราฟีน ไปจนถึงการออกแบบรอยยิ้มและสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะและสื่อดิจิทัล สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่ช่วยให้ค้นพบความถนัดและแรงบันดาลใจในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม


ลงทะเบียนล่วงหน้าวันนี้!

ผู้เข้าร่วม Workshop จะได้รับ E-Certificate ในวันงาน เพื่อรับรองประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรม

สามารถลงทะเบียนได้ทั้งแบบมาเดี่ยวและมาเป็นกลุ่ม

#มาเดี่ยวลงทะเบียนได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th

#มากลุ่มลงทะเบียนได้ที่ https://events.kmitl.ac.th/en/events/14

 

#ลาดกระบังนิทรรศน์2569

 


ไทยร่วมชี้ทิศทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรมอาเซียน

 ไทยร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือ วทน.อาเซียน ในเวที COSTI-89 ที่นครหลวงเวียงจันทน์  สปป.ลาว ชู AI–เทคโนโลยีอวกาศ–นวัตกรรม ขับเคลื่อนภูมิภาคสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ครั้งที่ 89 (The 89th Meeting of the ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation: COSTI-89) ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่า ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แผนปฏิบัติการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ค.ศ. 2026–2035 (APASTI 2026–2035) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของภูมิภาคในระยะ 10 ปีข้างหน้า

 


ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ เข้าร่วม โดยได้ร่วมติดตามความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือด้าน วทน. ของอาเซียน ตลอดจนหารือแนวทางการเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ASEAN Science, Technology and Innovation Fund (ASTIF) Call 2026 ภายใต้หัวข้อ “ASEAN Grand Challenge: AI-Enabled Competitive and Resilient Region”

 

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า ทิศทางการดำเนินงานตามแผน APASTI 2026–2035 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของภูมิภาคในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ เทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้อวกาศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลอวกาศเพื่อรับมือความท้าทายร่วมกันของภูมิภาค การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในด้านสุขภาพ อวกาศ พลังงาน และวัสดุขั้นสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานถ่ายทอดเทคโนโลยีของอาเซียน

 


ประเทศไทยได้รายงานผลการดำเนินงานความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2568–2569 ในฐานะผู้ประสานงานประเทศ (Country Coordinator) โดยไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดประชุม ASEAN–ROK STI Cooperation Forum 2026 และ ASEAN–ROK Retreat Meeting ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมกว่า 200 คน

 

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวอีกว่า นักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้รับรางวัล ASEAN–ROK STI Award สาขา ASEAN–ROK STI Pioneer จากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สะท้อนถึงศักยภาพและความเป็นเลิศของนักวิจัยไทยในเวทีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับภูมิภาค

 


ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (COSTI) ครั้งที่ 90 มีกำหนดจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยประเทศไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้าน วทน. เพื่อยกระดับศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน.