ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

30 สิงหาคม 2569

‘ยศชนัน’ ไปครม.สงขลา ดัน อว. ลุยWar Roomสู้ภัยน้ำ-ชุบชีวิตกุ้งไทย 5 จังหวัดใต้

 ยศชนัน นำ 2 รมต. เยือนสงขลาก่อน ครม.สัญจร  ให้ มทร.ศรีวิชัย ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การปฏิบัติ ใช้เป็นศูนย์เตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ เผยแผนแก้ปัญหาน้ำซ้ำซากตั้งแต่เหนือจรดใต้- พัฒนาคุณภาพชีวิต 5 จังหวัดใต้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมหารือวิกฤตกุ้งไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางไปจังหวัดสงขลา ปฏิบัติราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จัดขึ้นวันที่ 31 ส.ค. และ 1 ก.ย. นี้  โดยเข้าเยี่ยมชม ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แห่งที่ 2 สำหรับเฝ้าระวังน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มอุทกภัย ภัยแล้ง ส่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ให้ชุมชน ติดตามระดับความเค็มในทะเลสาบสงขลา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบทะเลสาบกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาอิรวดี สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ในทะเลสาบสงขลาเพียงแห่งเดียวในไทย และเป็น 1 ใน 5 แหล่งน้ำจืดของโลก

ในเวลาต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการน้ำภาคใต้ระหว่างหน่วยงาน อว. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รับฟังข้อเสนอแนะ การบริหารจัดการภัยพิบัติจากพื้นที่ มอบนโยบายโดยกล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคใต้ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งที่อยู่อาศัย ถนนหนทางต้องสอดรับกับบริบททางงบประมาณของประเทศ กระทรวง อว. จะเข้ามาเสริมด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ช่วยจัดลำดับความสำคัญและประเมินรูปแบบเมืองที่เหมาะสม  การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งเมืองอาจเป็นไปได้ยาก จึงต้องแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของชุมชนและการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้  การรับมือภาวะฉุกเฉินจะพึ่งพากำลังทหารเพียงอย่างเดียวตลอดไปไม่ได้ ต้องสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน พื้นที่สงขลาถือเป็นต้นแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านการจัดการน้ำให้เป็นภาพต่อที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้

 


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า ระบบแจ้งเตือนภัยต้องมีความพอดี ไม่ให้ประชาชนเกิดความเคยชินจนเพิกเฉยเมื่อเกิดเหตุจริง และชื่นชมระบบฐานข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่มีประสิทธิภาพในการระบุตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงร่วมกับทิศทางการไหลของน้ำ เป้าหมายต่อจากนี้คือบูรณาการการทำงานร่วมกันตลอดทั้งปี เพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากการตั้งรับปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว เป็นการสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

 


จากนั้นได้พูดคุยกับตัวแทนสมาคมกุ้งไทย ซึ่งเสนอการปรับปรุงอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ อุตสาหกรรมกุ้งของไทยเผชิญปัญหาเรื่องโรคกุ้ง โดย ศ.ดร.ยศชนัน รับข้อเสนอการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนการเพาะเลี้ยง โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมจะสนับสนุน และพร้อมดำเนินการแล้ว ทั้งได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินงานมาแล้วระยะหนึ่งร่วมกับไบโอเทค สวทช., มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล

การปฏิบัติราชการก่อนการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ คณะของ ศ.ดร.ยศชนัน นายจุลพันธ์ และนายนิกร ยังมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารหน่วยงานทั้งสามกระทรวง เข้าร่วม

 


ทูตฟิลิปปินส์ปลูกต้นไม้ไทยที่สวนนงนุชพัทยา

  จากมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว เอกอัครราชทูต ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา



เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา16.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะให้การต้อนรับ นางมิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรไทย ในโอกาสร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ และร่วมส่งต่อมรดกสีเขียวให้แก่ประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

 



กิจกรรมจัดขึ้น ณ สวนรุกขชาติ บริเวณเชิงเขาบันไดกฤษ สวนนงนุชพัทยา โดยเอกอัครราชทูตได้ปลูก “ต้นเลือดใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทยให้เติบโตและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสวนรุกขชาติแห่งนี้

 



นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยามีแนวคิดพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและหายากจากทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของพันธุ์ไม้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้“ต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้อาจเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายเป็นทั้งมรดกทางธรรมชาติและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เติบโตอยู่บนแผ่นดินไทย”

 


ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้รับอนุญาตจาก กรมป่าไม้ ให้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่กว่า 43 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนรุกขชาติอย่างสมบูรณ์ โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพื้นที่ การรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ ตลอดจนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องการร่วมปลูกต้นไม้ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการ “ปลูกมิตรภาพให้หยั่งรากบนแผ่นดินไทย” และร่วมสร้างมรดกทางธรรมชาติที่จะเติบโตและคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณไม้




7 INSPIRATIONSคว้าTHAILAND MORAL AWARDS สื่อสร้างสรรค์คนพิการ

 ยินดีกับ7 INSPIRATIONS  ผศ.ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025

รายงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แจ้งว่าการประกาศผลการคัดเลือกรางวัล Thailand Moral Awards ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ปรากฏ โครงการ7 INSPIRATIONS นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในฐานะเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม มีพฤติกรรมควรค่าแก่การยกย่องและขยายผลพฤติกรรมความดีสู่ประชาชน รวมถึงสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทุกชวงวัย ได้รับรู้ เขาใจ เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดี ในวงกว้าง 

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 แก่ ผศ.ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะหัวหน้าโครงการ7 INSPIRATIONS นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการ พร้อมด้วยผู้กำกับนายชนาธิป พิสุทธิ์เสรีวงศ์ มหาบัณฑิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ สาขาการออกแบบสื่อดิจิทัลและการภาพยนตร์ และผู้ช่วยผู้กำกับ นายปกรณ์ พบพรรัตกุลปกรณ์

โดย7INSPIRATIONS เผยแพร่เรื่องราว ศักยภาพของคนพิการ สร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ดีในสังคม ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ติดตามผลงานย้อนหลังได้ที่ YouTube: 7 INSPIRATIONS และ Facebook : 7 INSPIRATIONS และจะเผยแพร่อีก 7 เรื่องราวคนพิการต้นแบบทุกวันเสาร์ เวลา 11.00-11.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในเดือนตุลาคมนี้

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานศูนย์คุณธรรมฯและ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมฯ ร่วมแสดงความยินดี ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 

THAILAND MORAL AWARDS เป็นรางวัลระดับประเทศ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ บุคคล ชุมชนและองค์กร รวมถึงสื่อส่งเสริมคุณธรรม ที่มีผลงานด้านคุณธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย  มีรางวัล 3 ประเภท  ได้แก่ 1.สื่อสร้างสรรค์คุณธรรม  จาก 8 สาขา คือ  สาขาละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสาขาสื่อดิจิทัล   2.ประเภทบุคคลที่มีพฤติกรรมด้านคุณธรรมควรค่าแก่การยกย่องที่เหมาะสม ชัดเจน และแสดงออกถึงวิถีวัฒนธรรม 3.ประเภทชุมชนและองค์กรที่ส่งเสริมพฤติกรรมด้านคุณธรรมภายในชุมชน องค์กรที่เหมาะสม ชัดเจน

 


29 สิงหาคม 2569

‘แสงซินโครตรอน-นาโนเทค’ล้างพิษสารหนูน้ำกกเชียงราย

 ยศชนัน มอบนวัตกรรมวิจัยไทยสางวิกฤตสารหนูแม่น้ำกก ชูเทคโนโลยี ซินโครตรอน-นาโนเทค-AquaNano  ล้างสารพิษ 100% คืนน้ำประปาสะอาดสู่ชุมชน ย้ำในระยะยาวต้องแก้ที่ต้นเหตุผู้ปล่อย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายธนรัช จงสุทธานามณี สส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ไปติดตามการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกก ที่ศาลาประชาคมเมืองจิม ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2569

กระทรวง อว.นำเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและนาโนเทค มาวิจัย สร้างระบบกรองบำบัดน้ำปนเปื้อนสารหนูสำเร็จ หลังจากเป็นปัญหาเรื้อรังกระทบต่อสุขภาพ ความเชื่อมั่น วิถีชีวิตชาวเชียงรายมายาวนาน  โดยเปลี่ยนน้ำดิบแม่น้ำกกให้เป็นน้ำประปาและน้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย 100% ด้วยต้นทุนไม่แพง ทำได้ในระดับท้องถิ่น และการประปาชุมชนทั่วประเทศนำไปใช้งานได้ทันที

นวัตกรรมกรองน้ำบำบัดสารหนู อว. มี 2 ระบบ 1. ระบบบำบัด ลดการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักในแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและนาโนเทคโนโลยี กรอง 3 ชั้น (ทราย-แอนทราไซต์, Activated Carbon และเรซิน HAIX-Fe) ดักจับสารหนูได้ 100% โดยเรซิน สามารถล้างฟื้นฟูสภาพ กลับมาใช้ซ้ำได้นาน 4–5 ปี ลดต้นทุนได้  2. AquaNano เครื่องผลิตและกรองน้ำดื่ม นวัตกรรมระดับนาโนเทคโนโลยี พร้อมระบบติดตามคุณภาพน้ำ ใช้ผลิตน้ำดื่มสะอาดปลอดภัยแก่ชุมชน

กระทรวง อว. ได้ส่งมอบระบบกรองน้ำให้แก่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ บ้านฟาร์มสัมพันธกิจ หมู่ที่ 6 ต.ริมกก อ.เมือง มอบระบบบำบัดและลดการปนเปื้อนสารหนูฯ และเครื่อง AquaNano ,บ้านเมืองงิม ต.ริมกก อ.เมือง มอบระบบแม่แบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนู ,บ้านริมกก ต.ริมกก อ.เมือง มอบระบบแม่แบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนู เพื่อติดตั้งแก้ไขปัญหา

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกก เป็นเรื่องที่นิ่งนอนใจไม่ได้ แม้การแก้ไขที่ดีที่สุด คือทำให้ไม่ปนเปื้อนตั้งแต่ต้นน้ำ แต่ระหว่างที่ยังจัดการไม่ได้ ประชาชนต้องมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคทุกวัน จึงนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และเทคโนโลยี แก้ความเดือดร้อนให้ประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบกรองที่เข้าถึงง่าย ต้นทุนไม่แพง ประปาหมู่บ้านจับต้องได้ เพื่อให้ทุกพื้นที่ ทุกหน่วยงานท้องถิ่น นำไปแก้ปัญหาได้ทันที เทคโนโลยีทั้งหมดนี้นักวิจัยไทยคิดเองทำเอง ใช้วัตถุดิบในบ้านเราเป็นหลัก นอกจากลดต้นทุนและพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ยังเปลี่ยนวิกฤตสารหนูเป็นโอกาส ทำให้ได้นวัตกรรมแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ พร้อมส่งออกไปขายคนทั่วโลกในอนาคต

 

 


จี้ท้องถิ่นทั่วประเทศมุ่ง Net Zeroจัดทัวร์คาร์บอนต่ำ

 อบก. หนุนท้องถิ่นลดก๊าซเรือนกระจก มุ่ง Net Zero จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทย มอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน


นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดเผยระหว่างพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City แก่จังหวัดและเทศบาลที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569ว่า อบก.ได้สนับสนุนให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชน โดยจัดทำครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่


เทศบาลเมืองชุมแสง จ.นครสวรรค์,เทศบาลเมืองแม่เหียะ จ.เชียงใหม่,เทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จ.เชียงใหม่,เทศบาลตำบลหนองควาย จ.เชียงใหม่,เทศบาลตำบลแม่สาย จ.เชียงราย, เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จ.ลำพูน,เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี,เทศบาลตำบลดีลัง จ.ลพบุรี,เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จ.ระยอง,เทศบาลเมืองบางกะดี จ,ปทุมธานี,เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จ. พระนครศรีอยุธยา,เทศบาลตำบลหลักเมือง จ.ราชบุรี, เทศบาลตำบลพระแท่น จ.กาญจนบุรี,เทศบาลตำบลวัดประดู่ จ.สุราษฎร์ธานี,,เทศบาลตำบลวิชิต จ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ อบก. ได้จัดประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในท้องถิ่นทั่วประเทศ สร้างการรับรู้ ความตระหนักรู้ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว สร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก.ให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับรู้เรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

 


โอกาสเดียวกันได้มอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” เงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวด ประเภทต่าง ๆ รวม 10 ทีม จากการประกวด 141 คลิปทั่วประเทศ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน โล่ประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 40,000 บาท  รองชนะเลิศ อันดับที่ 1  ทีม มาดิวัยรุ่น โล่ประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2  ทีม สร้างสรรค์สุข โล่ประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb, ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีมเถาวัลย์พันขา โล่ประกาศเกียรติคุณเงินรางวัล 5,000 บาท   รางวัล Popular Vote 3 รางวัล  อันดับ 1  ทีม Carbon Free Day โล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท อันดับ 2 ทีม Children_s Dreams โล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท อันดับ 3 ทีม EcoX โล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท

ผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก.https://www.youtube.com/playlist?list=PLDdE4QindTPw

 

 




28 สิงหาคม 2569

วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ

 “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” สวนนงนุชพัทยามอบความสุข คนเกิดเดือนกันยายนเที่ยวฟรี



สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวไทยออกมาสร้างความทรงจำร่วมกันในเดือนแห่งความสุข จัดโปรโมชั่นพิเศษ “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” มอบสิทธิ์ เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี สำหรับคนไทยที่เกิดในเดือนกันยายน พร้อมสิทธิพิเศษ เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 




โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิดแก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู ก็สามารถรับบัตรผ่านประตูฟรี  สิทธิพิเศษอื่นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร(ที่เดินทางมากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข

 





อีกหนึ่งประสบการณ์สำหรับครอบครัวคือ พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีอายุหลายร้อยปี ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

 

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัย ทั้งสวนสวยมากกว่า 60 สวน รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกกว่า 18,000 ชนิด หุบเขาไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว ล่าสุดสร้างเมืองอียิปต์ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวน พร้อมชม “นงนุชโชว์” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบเติมเต็มหนึ่งวันของครอบครัวให้มีทั้งธรรมชาติ ความสนุก การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยอยู่ในสถานที่เดียวกัน  เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.  รายละเอียดเพิ่มเติม: www.nongnoochpattaya.com

 



ทปอ.ประชุมยกระดับอุดมศึกษาไทยที่ สจล.

 สจล. เปิดเวที ทปอ. แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เปิดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ผนึกกำลังยกระดับอุดมศึกษาไทย สร้างอนาคตการศึกษาสู่ความยั่งยืน



          การประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4/2569 ร่วมกับการประชุมสามัญสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศไทย (สออ.ประเทศไทย) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม โดย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วม

 

การประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือ กำหนดแนวทางดำเนินงานหลายมิติ ได้แก่ พิจารณาผลการสัมมนา CUPT Strategic Retreat 2026 และกรอบการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ของ ทปอ. ผลการจัดงาน Thai University Presidential Forum 2026 การเลือกตั้งนายกสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย การติดตามผลการดำเนินงานตามโครงสร้างของ ทปอ. พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ หารือข้อมูลเกี่ยวกับ German Academic Exchange Service (DAAD) และโอกาสความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและเยอรมนี พิจารณาข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของนักศึกษา พิจารณาเชิงรุกในการดูแลสุขภาวะ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของนิสิตนักศึกษา สร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการเครือข่ายอุดมศึกษา ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน แต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ รับรองรายงานการประชุม ขับเคลื่อนภารกิจตามโครงสร้าง ทปอ. ให้เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

 

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวต้อนรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประชุม โดยระบุว่า การอุดมศึกษาวันนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนโดยสถาบันใดสถาบันหนึ่งได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและพลังของเครือข่ายมหาวิทยาลัยในการร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างการเปลี่ยนแปลง สจล. มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่จะยกระดับการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

 


27 สิงหาคม 2569

ดันนครศรีโมเดลชูจุลินทรีย์เสก’ปูขาว’รอด80% พลิกชีวิตเกษตรกรรายได้สะพัด!

 เปลี่ยนบ่อกุ้งร้างเป็นบ่อทอง! บพท. ชู “นครศรีโมเดล” พลิกนากุ้งร้าง 44,000 ไร่สู่ฟาร์มปูขาว เพิ่มรายได้จากศูนย์ สู่ 60,000 บาทให้เกษตรกร


ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และคณะวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวถึงโครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากฯ เพื่อฟื้นฟูนากุ้งทิ้งร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว เพิ่มอัตราการรอดตายให้สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วยทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว

 

การดำเนินโครงการเป็นการพัฒนาชุดความรู้ การผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ และชุดความรู้การผลิตปูขาวขนาดตลาด เพื่อปรับปรุงการผลิตปูขาวที่นำไปใช้ได้จริง นำชุดความรู้ ใช้อนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ให้เป็นลูกพันธุ์ปูขาวขนาด 5 เซนติเมตร ซึ่งจะนำไปเลี้ยงต่อให้ได้ปูขาวตามขนาดที่ตลาดต้องการ โดยการจัดการ 4 ปัจจัย ได้แก่ การป้องกันศัตรูของปู การกำหนดความหนาแน่น การจัดการอาหาร และการดูแลคุณภาพน้ำในบ่อ การพัฒนาจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสำหรับบำบัดของเสียสะสมในการเตรียมบ่อและจากอาหารสด เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำและดินในบ่อเลี้ยง

 


“ที่ผ่านเป็นการปล่อยให้ธรรมชาติเลี้ยง ขึ้นกับดวง หัวใจของนวัตกรรมอยู่ที่การจัดการอย่างเป็นระบบ การทำความเข้าใจนิเวศและชีววิทยาของปู การอนุบาลลูกปู การจัดการอาหาร ความหนาแน่น การป้องกันศัตรู และการดูแลคุณภาพน้ำ เมื่อควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ การเลี้ยงปูก็เปลี่ยนจากพึ่งพาโชค เป็นธุรกิจที่คำนวณต้นทุน คาดการณ์ผลตอบแทน บริหารความเสี่ยง และจัดการตลาดได้ คณะวิจัยยังพัฒนาระบบคำนวณต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงและวางแผนการผลิตได้แม่นยำ" ดร.กิตติชนม์ กล่าว และว่าหัวใจของโครงการคือการสร้างครูจากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ แทนการให้นักวิจัยเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว ชุมชนเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เปิดโอกาสให้เกษตรกรต้นแบบสร้างรายได้จากการผลิตลูกพันธุ์ปูควบคู่กับการเลี้ยงปูเชิงพาณิชย์ ภายในเวลา 5 เดือน เกษตรกรแม่ข่ายมีรายได้จากการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่เฉลี่ย 38,000-39,000 บาทต่อไร่ และมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายปูขนาดตลาด เกิดห่วงโซ่ธุรกิจใหม่ช่วยกระจายรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน

 




การปรับกระบวนการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยง 14 ราย เพิ่มอัตราการรอดของปูขาวจากที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 60 – 80 โดยลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่รอดเพิ่มเป็นร้อยละ 65 ขนาดที่ตลาดต้องการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 เกษตรกรใช้เทคโนโลยีนี้ได้เต็มประสิทธิภาพจะผลิตปูขาวขนาดตลาดได้ถึง 220 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการเลี้ยง (3 เดือน) หากเลี้ยง 2 รอบต่อปี จะสร้างรายได้ปีละมากกว่า 60,000 บาทต่อไร่

 

นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือโชค นวัตกรชุมชนซึ่งเคยเป็นเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงกุ้งจนต้องปล่อยบ่อร้าง กล่าวว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิม ได้ผลผลิตเพียง 100-200 กิโลกรัมต่อปี จากพื้นที่ 12 ไร่ มีรายได้หลักพันบาทต่อสัปดาห์ แต่เมื่อนำมาตรฐานการเลี้ยงของทีมวิจัยมาใช้ อัตราการรอดของลูกปูเพิ่มจากร้อยละ 5-10 เป็นร้อยละ 60 ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

รายงานระบุว่า ความสำเร็จของงานวิจัย ได้แก่การพลิกฟื้นนากุ้งร้างให้กลับมาสร้างรายได้  เกิดระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ช่วยชุมชนขยายผลได้ด้วยตนเอง ในปี 2568 โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ 16 ราย เป็นผู้ผลิตลูกพันธุ์ปูและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอีก 104 ราย รวม 120 ครัวเรือน



 

ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เคยเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีบ่อกุ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ จากปัญหาโรคระบาด ต้นทุนการเลี้ยงที่สูง ภาระหนี้สิน เกษตรกรจำนวนมากละทิ้งพื้นที่ทำกิน บางส่วนหันมาเลี้ยงปูขาว ซึ่งมีความต้องการในประเทศถึง 12,100 ตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 8,395 ตัน ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยการเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือนาเปิด อาศัยธรรมชาติ มีอัตรารอดของลูกปูเพียงร้อยละ 20 ได้ผลผลิตต่ำ ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน และไม่พอตอบสนองความต้องการของตลาด

 



โครงการปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises)บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.