ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

18 เมษายน 2569

‘อ.เชน’เดินเครื่องห้องปลอดฝุ่นครบวงจร8 จว.เหนือฝีมือคนไทย

       “ศ.ดร.ยศชนัน-นิกร” ลงพื้นที่เชียงใหม่ เผยนวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นครบวงจร งานวิจัยคนไทย โดย มช. ราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ 3,600 บาท สั่งติดตั้งช่วยกลุ่มเปราะบาง 83 แห่ง 8 จังหวัดภาคเหนือ สู้ภัย PM 2.5

 


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น และ นายก อบจ.เชียงใหม่ เดินทางไปสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 เม.ย.69เปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้งห้องปลอดฝุ่นครบวงจรนวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางภาคเหนือสู้วิกฤต PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุน 3,600 บาทต่อห้อง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าสถานการณ์นี้รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที  รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน ระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด  ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยของ  ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.วิภู รุโจปการ ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือระบบความดันบวก (Positive Pressure) เครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้อง ติดตั้งในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อแก้ปัญหาได้จริงและยั่งยืนในพื้นที่

ระยะยาว จะนำ deep tech (เทคโนโลยีเชิงลึก) สืบค้นต้นตอปัญหาฝุ่น พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พัฒนาร่วมกับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า ให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ เฟสแรก จะขยายผลห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ




ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเองในขณะที่มีกลุ่มควันปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ พบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งเป็นระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง

 





คณะได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ  

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวระหว่างการประชุมว่า เชียงใหม่มีศักยภาพการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่นห้องความดันบวก มุ้งกันฝุ่น นวัตกรรม DIY ราคาถูกเพื่อคนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย ทั้งขอให้สถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางช่วยชุมชนได้ทันที  

นอกจากนี้ยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. ดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนประเด็นทางกฎหมาย ภาครัฐจะผลักดันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนโดยให้เร็วที่สุด แต่ระหว่างดำเนินการ ทุกหน่วยงานเริ่มลงมือด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีได้ทันที

ด้านนายนิกร กล่าวว่า พม. จะบูรณาการร่วมกับกระทรวง อว. นำนวัตกรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัย จัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ลงพื้นที่ห่างไกล จะขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ

..

#ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร  #เครื่องฟอกอากาศDIY  # IoT วัดฝุ่น

 


17 เมษายน 2569

ปั่นจักรยานขายเห็ด:ความยั่งยืนของครัวเรือนภาคเกษตร

 


         นวัตกรรมจากนักวิจัยแม่โจ้ สู้วิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพพุ่งสูง ชวนป้ออุ๊ย แม่อุ๊ย ชุมชนสารภี เชียงใหม่ เพาะเห็ดโคนน้อย ได้ผลแล้วแบ่งใส่ถุง ขี่จักรยานเร่ขายตามบ้าน ตลาด  เป็นวิถีพึ่งพาตนเอง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเติบโตยั่งยืน

 



น่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่(บพท.) ชวนทำความรู้จักอาชีพหนึ่งในชุมชนอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ทำง่าย ต้นทุนต่ำ ขอเพียงแรงกาย พลังใจ และจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์คู่ใจก็เริ่มต้นได้ทันทีด้วยการปั่นจักรยานขายเห็ดโคนน้อย ซึ่งเป็นการรวมตัวของ “ป้ออุ๊ย แม่อุ๊ย” หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่อยากหารายได้เสริม ปั่นจักรยานหรือขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปเก็บเห็ดโคนน้อยสดจากโรงเรือนเพาะเลี้ยงของผู้ประกอบการชุมชนหรือครัวเรือนเพาะเลี้ยงในราคาส่งประมาณ 100 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ พ่วงกับรถตระเวนขายตามบ้านและตลาดชุมชน สร้างกำไรส่วนต่าง 20-30 บาทต่อกิโลกรัม




แก๊งปั่นจักรยานเหล่านี้ คือ ผู้กระจายสินค้า (Distributor) รายย่อยที่เป็นข้อต่อใหม่ ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ผลผลิตของโครงการสร้างศูนย์สร้างงานและกระจายรายได้ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากผ่านธุรกิจการเพาะเห็ดโคนน้อย ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น สร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ปีงบประมาณ 2567 โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.)


“โมเดลแก๊งปั่นจักรยานเป็นการดึงจุดแข็งของพื้นที่ ที่เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท พื้นที่ราบ เดินทางสะดวก มีตลาดชุมชนรองรับ ความสัมพันธ์ของชุมชนไปมาหาสู่กันเป็นปกติอยู่แล้ว มาช่วยกระจายสินค้าเข้าถึงครัวเรือนได้ง่ายขึ้น แทบไม่ต้องเสียต้นทุนด้านพลังงานเลย” ดร.วุฒิพงษ์ ฉั่วตระกูล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้าโครงการฯ กล่าว

คณะวิจัยวิจัยยังพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อำเภอสารภี และอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในชุมชน ด้วยการจ้างงานผู้สูงอายุและเยาวชน ทำก้อนเชื้อเห็ด ส่งเสริมการเพาะเห็ดในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย  ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชน พัฒนา ยกระดับเป็นนักนวัตกรรมและผู้ประกอบการชุมชนท้องถิ่น เพิ่มขีดความสามารถการผลิตแม่เชื้อและก้อนเชื้อ ที่ช่วยให้เกษตรกรและครัวเรือนผู้เพาะเลี้ยงมีแหล่งจัดหาก้อนเห็ดราคาถูก เพิ่มปริมาณการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรภายในท้องถิ่น ช่วยลดต้นทุนและภาระหนี้สินอย่างเป็นระบบ




ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวว่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้มองเห็นความสำคัญของการส่งเสริมธุรกิจชุมชนและการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง การเพาะเห็ดโคนน้อยซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นคือ ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในยุคข้าวยากหมากแพง ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้จริง เนื่องจากเห็ดโคนน้อยเพาะเลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย เก็บผลผลิตได้ไวภายใน 7 วัน  สอดคล้องกับ นายสรพงษ์ ฟองมี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนบ้านหนองแฝก อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ นวัตกรผู้ประกอบการชุมชน ที่ระบุว่า พื้นที่เพียงแค่ 2 ตารางเมตรรอบบ้านก็เพาะเห็ดโคนน้อยได้ถึง 200-300 ก้อน ทำให้ครัวเรือนมีรายได้จากการเพาะเห็ดขายประมาณ 150-200 บาทต่อรอบการผลิต ชาวบ้านสามารถเพาะไว้บริโภคเองโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอก หรือจะต่อยอดเพาะขายเพื่อสร้างเป็นรายได้เสริมให้ครอบครัวก็ได้



ภาพของป๊ออุ๊ย แม่อุ๊ยที่เพาะ-เก็บ-ปั่นจักรยานขายเห็ดโคนน้อยในชุมชนอำเภอสารภี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการหารายได้เสริมยามว่าง แต่เป็นภาพสะท้อนของห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจการเพาะเห็ดโคนน้อยของชุมชน เป็นโอกาสการสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นนวัตกรรมแห่งการพึ่งพาตนเอง ปลดล็อกศักยภาพของชุมชนให้บริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น เปลี่ยนให้เป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งเพื่อรับมือและก้าวผ่านสถานการณ์โลกที่ผันผวนในปัจจุบันได้อย่างมั่นคง

 

#ความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

 


12 เมษายน 2569

รู้ผลผ่าซากพะยูนหัวขาด รมว.สุชาติสั่งล่าตัวการ

 รมว.สุชาติ สั่งหาผู้กระทำผิดพะยูนถูกตัดหัว ผลชันสูตรชี้ตายจากการป่วยเรื้อรัง ไม่ได้ถูกล่า  แจงโทษค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่า ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ จำคุก 3 - 15 ปี หรือปรับสูงสุด1.5ล้านบาท

จากกรณีพบซากพะยูน ไม่มีส่วนหัว เพศผู้ อยู่ในระยะโตเต็มวัย ยาวประมาณ 2.20 เมตร (ไม่รวมหัว) หนักประมาณ 120 กิโลกรัม พบเพรียงทั่วตัว บริเวณอกด้านขวาพบรอยบาดจากวัตถุมีคม หางมีเชือกแบบเกลียวมัดเป็นเงื่อนผูกไว้กับหินใต้น้ำที่ บริเวณเกาะยาวน้อย จ.พังงา เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569  

 


ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แถลงถึงผลการชันสูตรซากพะยูน จากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน โดย สพ.ญ. ธารินรัตน์ จึงธีรพานิช และ สพ.ญ. นรมน ทารักษา ดังนี้

-ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ระดับผอมถึงปกติ (BCS 2.5-3/5)

-รอยตัดที่หัวเกิดจากของมีคม ไม่ใช่สาเหตุการตาย เพราะมีขอบแผลเรียบ ขอบคม คาดว่าตัดหลังจากตายไม่เกิน 24 ชั่วโมง

-กระเพาะอาหารมีน้ำเป็นหลัก พบหญ้าเพียงเล็กน้อย สะท้อนถึงภาวะอดอาหารเป็นเวลานาน

-พบการยึดติดของสำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ คาดว่ามีภาวะลำไส้อักเสบรุนแรงเรื้อรัง

-ไม่พบฟองอากาศในทางเดินหายใจ หรือร่องรอยการสำลักน้ำ จึงไม่ใช่ตายจากการการจมน้ำเพราะติดเครื่องมือประมง

-ถุงน้ำดี มีน้ำดีสีเหลือง บ่งชี้ภาวะป่วยเรื้อรัง และคาดว่าตายมาแล้วมากกว่า 3 วันก่อนได้รับแจ้ง (ประมาณวันที่ 6 เมษายน 2569)

 


จากผลการผ่าชันสูตรทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า พะยูนตัวดังกล่าวตายจากภาวะป่วยเรื้อรังและอ่อนแอ ไม่ได้ตายจากการติดเครื่องมือประมง หรือการล่าแต่อย่างใด และจากการวิเคราะห์ทิศทางกระแสน้ำในปัจจุบันกับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าแนวโน้มกระแสน้ำไหลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ จึงคาดว่าซากพะยูนน่าจะถูกพัดมาจากทางอ่าวพังงาฝั่งตะวันออกถึงจังหวัดกระบี่

 

การตัดหัวพะยูนถือเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 12  ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 3 - 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000 บาท - 1,500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึง มาตรา 17 หากผู้ใดมีสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 29 หากผู้ใดค้าสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าดังกล่าว หรือผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 - 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000 บาท - 1,500,000 บาท

 

นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งรัดติดตามการดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน พร้อมย้ำว่าต้องกำจัดค่านิยมผิดๆ เรื่องการสะสมซากสัตว์ป่าให้หมดไป การกระทำครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด หากประชาชนมีเบาะแสในเรื่องดังกล่าว หรือพบสัตว์ทะเลหายากบาดเจ็บหรือเกยตื้น สามารถแจ้งเจ้าหน้า ที่ในพื้นที่ หรือสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร.1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

#ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


11 เมษายน 2569

เฉิดฉายพื้นที่ปล่อยแสงโชว์งานศิลปินรุ่นใหม่มทร.ธัญบุรี

 เฉิดฉายพื้นที่ปล่อยแสงของศิลปินรุ่นใหม่ มทร.ธัญบุรี ชวนส่องไอเดียศิลปนิพนธ์สุดจึ้งก่อนลงสนามจริง




หลักสูตรทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ภายใต้ชื่อ “เฉิดฉาย”โดยนักศึกษาสาขาทัศนศิลป์ ชั้นปีที่ 4 เพื่อนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ก่อนสำเร็จการศึกษา เป็นพื้นที่แสดงออกถึงทักษะทางวิชาการและวิชาชีพที่สะท้อนผ่านผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสม


            ศ.เกียรติคุณ ดร.ชุติมา สัจจานันท์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตประธานในพิธีเปิดกล่าวว่าผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการ แสดงถึงความมุ่งมั่น ความอดทน และการเติบโตทางความคิดของผู้สร้างสรรค์ที่เปลี่ยนนามธรรมของประสบการณ์ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ได้สื่อถึงความสวยงาม ในเชิงทัศนศิลป์เท่านั้น ประสบการณ์จากการทำศิลปนิพนธ์ครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพที่สร้างประโยชน์ต่อวงการศิลปะและสังคมสืบไป


        นางสาวศิรภัสสร มูลสม เจ้าของผลงานสื่อผสม
Protect the Heart กล่าวว่าเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวการปกป้องตัวตนจากสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่ซับซ้อน ใช้เทคนิคการซ้อนทับเป็นชั้น (Layer) สื่อถึงกลไกการป้องกันตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขณะที่ตัวตนภายในยังคงความบริสุทธิ์ไว้เช่นเดิม สะท้อนมุมมองทางจิตวิทยาและสังคมผ่านงานศิลปะที่แตกต่างและมีชั้นเชิง



ส่วนผลงานด้านจิตรกรรม นางสาวประวีณา เลขนอก กล่าวว่าใต้ร่มเงา ใช้เทคนิคสีอะคริลิกบนผ้าใบ ถ่ายทอดภาพในอุดมคติของธรรมชาติและสัตว์ป่าที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูล บรรยากาศเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และความสงบสุข เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืนในธรรมชาติ


อาจารย์ ยงยุทธ สกุลชาตรี ผู้ควบคุมศิลปนิพนธ์ เผยว่า การจัดนิทรรศการศิลปนิพนธ์ มีความหมายเชิงบริบททางสังคม  คือกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะที่เกิดจากตัวศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ต้องนำเสนอสู่การรับรู้ของสังคม ทั้งแนวคิดและเทคนิควิธีการในการรังสรรค์งานศิลปะแต่ละชิ้นผลงาน รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบของผู้เรียนที่จะต้องสื่อสารในมุมมองของความมีสุนทรีย์ ให้กับสังคม เป็นเสมือนการสะท้อนความจริง ความงาม ความหมายของสิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะของสังคม เพื่อการตื่นรู้และสร้างจิตสำนึกร่วมกันของชุมชนและสังคม ตลอดจนถึงประเทศและสังคมโลก

 

 


10 เมษายน 2569

นาโนเทคโชว์นวัตกรรมลดความร้อนแก้วิกฤติพลังงาน

          นาโนเทคเผยเทคโนโลยี สารเคลื่อนนาโนเคลือบภายนอกอาคาร ลดความร้อน พื้นผิวอาคาร3-4องศา  เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ฟิล์มบาง  จนถึงน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น ลดใช้ไฟ-เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสะอาด รับมือสภาพอากาศร้อนจัด


          ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว ผอ.กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน (HMNP) นาโนเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เทคโนโลยีเคลือบนาโน (Nanocoating) จากกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโนของนาโนเทค ช่วยลดภาระระบบไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีปัญหาต้นทุนเชื้อเพลิงผันผวน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายพลังงานของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          หัวใจของนวัตกรรม คือลดความต้องการใช้พลังงาน (Energy Demand) โดยตรง ด้วยสีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อน ออกแบบให้สะท้อนรังสีอาทิตย์สูง คายความร้อนสู่ภายนอกได้ดี ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวและอุณหภูมิภายในอาคารลดลง ลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ ทดสอบพบว่าลดอุณหภูมิพื้นผิวอาคารได้สูงสุด 3-4 องศาเซลเซียส เทียบกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด ลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศได้สูงสุด 15% เทคโนโลยีนี้เหมาะกับอาคารที่มีภาระการทำความเย็นสูง ในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย “ดร.พิศิษฐ์กล่าว

ผอ.กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและกระบวนการนาโน กล่าวว่า อีกนวัตกรรมที่กำลังผลักดันคือ เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ (Perovskite Solar Cells) หรือเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุสารกึ่งตัวนำโครงสร้างเพอรอฟสไกต์ดูดกลืนแสง เทคโนโลยีนี้เทียบกับโซลาร์เซลล์ซิลิกอนแบบดั้งเดิม คือใช้วัสดุน้อยกว่า ผลิตได้ด้วยกระบวนการอุณหภูมิต่ำกว่า น้ำหนักเบา มีสมบัติกึ่งโปร่งแสงออกแบบให้เป็นแผ่นโค้งงอ ใช้งานได้บนพื้นผิวที่หลากหลาย เป็นโอกาสใหม่ในการต่อยอดใช้ประโยชน์




นาโนเทคยังพัฒนาน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น (Anti-Dust Nano Coating for Solar Panels) ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในสภาวะใช้งานจริง มีค่าการส่องผ่านแสงสูง เคลือบได้โดยตรงบนผิวแผงไม่ต้องเตรียมพื้นผิวล่วงหน้า ล้างหรือขัดออกได้โดยไม่ทำลายพื้นผิวหรือกระทบต่อเงื่อนไขการรับประกันของผู้ผลิตแผง การทดสอบพบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 3-30% ขึ้นอยู่กับระดับการสะสมของฝุ่นและสภาพแวดล้อม ในสภาวะใช้งานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยราว 5% ลดต้นทุนการทำความสะอาดและใช้น้ำในระบบโซลาร์ฟาร์มอย่างมีนัย

ทีมวิจัยมีโครงการนำร่อง Nanocoating Solutions for Energy-Resilient Government Infrastructure หรือนาโนโค้ตติ้งโซลูชันเพื่อโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่พร้อมถ่ายทอดและพร้อมทดสอบภาคสนามในหน่วยงานที่มีการใช้พลังงานสูง ได้แก่ สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร น้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์จะทำหน้าที่เป็นฐานเทคโนโลยีสำหรับระบบผลิตไฟฟ้ารุ่นใหม่ในอนาคต โดยสารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นเริ่มทดสอบภาคสนามรวมถึงการใช้งานจริงแล้ว ส่วนสีและสารเคลือบลดความร้อนอยู่ระหว่างการขยายผลสู่ระดับนำร่อง การทดสอบภาคสนามระยะยาว ซึ่งนวัตกรรมทั้งคู่อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนผลิตเชิงพาณิชย์” ดร.พิศิษฐ์เผย

 





ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญอากาศร้อนจัด ต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาโนเทคพร้อมนำผลงานวิจัยที่พร้อมใช้มาต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบัน นาโนเทคเน้นการพัฒนางานวิจัยในกลุ่ม Water and Environment Solutions ครอบคลุมการจัดการน้ำ คุณภาพอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

สารเคลือบป้องกันการเกาะฝุ่นสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท นาโน โค๊ตติ้ง เทค จำกัด ดีปเทคสตาร์ทอัปภายใต้ สวทช. แล้ว คาดว่า หากติดตั้งในระดับ 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยภายในปี 2030 หรือประมาณ 2.5 กิกะวัตต์ จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้ราว 197.1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 700-800 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 90,000 ตันต่อปี ขณะที่สีและสารเคลือบลดความร้อนจะช่วยลดภาระการใช้พลังงานของอาคารตั้งแต่ต้นทาง

 

 

 #สารเคลือบลดความร้อนภายนอก  #ซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์

 

 


ยศชนันเปิด8ยุทธศาสตร์ตั้งเป้าชนะ Tech War

 อ.เชน” ตั้งเป้าไทยต้องชนะ Tech War! ประกาศ 8 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาชาติด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เทค เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ ชู “เวลเนส” ไทยเบอร์ 1 โลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เปิดพื้นที่ให้นักคิด นักปฏิบัติขนงานวิจัยสร้างไอเดียธุรกิจ พลิกโฉมมหาวิทยาลัย TCAS เท่าเทียม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว.เมื่อวันที่ 10เม.ย.69 มี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว.เข้าร่วมรับฟัง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า แผนปฏิบัติการมี 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา เพื่อให้กระทรวง อว. เดินหน้าอย่างมั่นคง เป็นกระดูกสันหลังอีกชิ้นให้กับประเทศ ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง  ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์  2.พัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

 


3. วางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่  4. ขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”   5.ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว

 

6. ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero   7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ  8.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง

 


รมว.อว. กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศในประเทศ 2 เรื่อง คือ 1.การศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน  2.รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย เลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก มีเป้าหมายวางรากฐานสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

 

อว.จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่นักคิด นักปฏิบัติมาเจอกัน สร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา เชื่อว่างานวิจัยดีๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย และจะจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว.โดยหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ทั้งจะทำให้เกิดระบบนิเวศในจังหวัดต่างๆ ดึงคนเก่งจากทั่วประเทศมาทำงานร่วมกัน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 


รมว.อว. อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 2 จะพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ ใช้wellness(สุขภาพ) เป็นตัวนำ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมถึง AI และเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ

 

ยุทธศาสตร์ที่ 7 ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล อว.จะทำ 2 โครงการ 1.Open Thailand หรือ Open Data และ 2.Zero Corruption MHESI ACT/ No COI เปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อความโปร่งใสในการบริหารงาน   ยุทธศาสตร์ที่ 8 พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก ทำให้ TCAS(ระบบการคัดเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย) เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบจบได้งาน การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ(นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ,) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก AI for All การสนับสนุนอาจารย์/ นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน   

 


เราต้องชนะ Tech War โดยไม่ต้องลุยเองคนเดียว เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. จะเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

# Innovation Ecosystem  # Wellness Thailand  # AI for ALL

 

 


08 เมษายน 2569

ม.มหานครร่วม Lumentum พัฒนาคนป้อนโฟโตนิกส์

ซีอีโอ Lumentum ยักษ์เทคโนโลยีจากซิลิคอนวัลเลย์ MOUกับ สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร สร้างกำลังคนทักษะสูงและห้องแล็บอัจฉริยะ  วางรากฐานอุตสาหกรรม "โฟโตนิกส์" หวังดันไทยเป็น ผู้ออกแบบชิป ระดับโลก ไม่ใช่แค่รับจ้างผลิต!

 


ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ ระหว่าง 3 บริษัท Lumentum (ลูเมนตั้ม)ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์โฟโตนิกส์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร จัดขึ้นที่ อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี) เมื่อวันที่ 8 เม.ย.69

นายไมเคิล เฮอร์ลิสตัน ประธานบริษัทและกรรมการผู้จัดการ Lumentum ล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสู่การสร้างประสบการณ์จริงผ่านโครงการอุตสาหกรรมและการฝึกงาน (Internship) เพื่อให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเลเซอร์และอุปกรณ์แสงขั้นสูงที่ใช้งานจริงในอุตสาหกรรมระดับสากล  ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ระดับโลก มีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่

ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผอ.อาวุโส และ Chief of Staff (COS) Lumentum - NSTC กล่าวว่า กรอบการดำเนินงานของความร่วมมือนี้ คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบบูรณาการ จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรทางวิชาการทั้งระดับปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) เฉพาะทางด้านโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเตรียม Workforce Training ให้พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการคนเก่งเข้าไปเติมเต็มในระบบเศรษฐกิจ



ศ.ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช ) กล่าวว่า ศูนย์ TMEC จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Microelectronics และการวิจัยประยุกต์เพื่อเชื่อมโยงภาคนโยบายเข้ากับภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือกับ Lumentum จะยกระดับให้ไทยขยับจากผู้รับจ้างประกอบเป็นผู้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมต้นน้ำ หัวใจของยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศในยุค Digital Economy

รศ.ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครกล่าวว่าในฐานะหน่วยงานศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (MUT-NSTC) เราพร้อมนำองค์ความรู้มาต่อยอดสู่การทำ Applied Research และการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัย (Lab Enhancement) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตจริงของโลก


ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม Made in Thailand ให้อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของโลกอย่างภาคภูมิใจ การร่วมกับ Lumentum เป็นฟันเฟืองในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกระทรวง อว. เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากการเป็นเพียงฐานการผลิตขั้นปลาย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและกำลังคนระดับสูงในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของโลก  หัวใจของนโยบายคือสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ยั่งยืน ด้วยกลไก เชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยกระทรวง อว. มุ่งปฏิรูปการพัฒนากำลังคนสาขาโฟโตนิกส์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงผ่านโปรแกรมการผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูง และการ Upskill/Reskill แรงงานในระบบ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI และ Cloud Infrastructure

          ก่อนหน้านี้ วันที่ 1ต.ค.68 เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้หารือกับนายไมเคิล เฮอร์ลิสตัน ประธานบริษัท ลูเมนตั้มเสนอแผนขยายกำลังการผลิต การจัดตั้งศูนย์วิจัยและออกแบบชิปแห่งใหม่ในกลุ่มชิปประเภทโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นชิประดับสูงที่ใช้ในการส่งสัญญาณด้วยแสง ส่วนประกอบสำคัญของหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง รองรับการเติบโตของตลาดโลกที่ต้องการนวัตกรรมการผลิตชิปที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี AI ไฟเบอร์ออปติก และดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันตลาดชิปโฟโตนิกส์มีมูลค่ากว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 5 ปี เนื่องจากโฟโตนิกส์เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ลูเมนตั้ม ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพื่อตั้งฐานการประกอบและทดสอบชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 ตั้งอยู่ที่เขตอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี มูลค่าลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 6,000 คน ในจำนวนนี้มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์กว่า 700 คน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมชิปโฟโตนิกส์

 

#ยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์


06 เมษายน 2569

โครงงานสหกิจฯ มทร.ธัญบุรีคว้ารางวัลดีเด่นปั้นคอนเทนต์เพิ่มผู้ติดตาม

 สหกิจศึกษา มทร.ธัญบุรี ปั้นคอนเทนต์วิดีโอเพิ่มผู้ติดตาม–การมองเห็น สร้างผลลัพธ์จริงให้ธุรกิจออนไลน์  คว้ารางวัลชนะเลิศสหกิจศึกษาดีเด่น




รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่านางสาวอรกช มุ่งหมาย นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ได้ปฏิบัติสหกิจศึกษา ณ บริษัท สลีปปี้ แคท คอร์ปอเรท จำกัด เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้ทางวิชาการ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือการพัฒนาโครงงานการพัฒนาคอนเทนต์วิดีโอเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ติดตามและการมองเห็นบนโซเชียลมีเดียของบริษัท สลีปปี้ แคท คอร์ปอเรท จำกัด โดยนำเสนอEducate Content หรือคอนเทนต์ให้ความรู้ที่สอดแทรกความบันเทิง (Edutainment) เข้าสู่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok, Reels และ Shorts เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคจากการรับสื่อที่มุ่งเน้นการขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) ในระยะยาว

นางสาวอรกช เจ้าของผลงาน รางวัลชนะเลิศสหกิจศึกษาดีเด่น ประเภทสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และการจัดการ กล่าวว่า เธอได้บริหารจัดการงานในฐานะ Content Creator อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกำหนดอัตลักษณ์แบรนด์ใหม่ (Re-Branding Identity) การจัดโทนภาพ การวางกลยุทธ์การเล่าเรื่อง (Storytelling) ผลลัพธ์ภายในเวลา 4 เดือน สร้างการเติบโตของฐานผู้ชมบน Instagram ได้สูงสุดถึง 6.07% เพิ่มจำนวนผู้ติดตามใหม่รวมทุกแพลตฟอร์มได้ 2.71% ทำสถิติการเข้าถึง การรับชมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

อาจารย์ตปากร พุธเกส อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน กล่าวว่าการส่งเสริมสหกิจศึกษายุคนี้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ เปลี่ยนงานประจำให้เป็นโครงงานที่มีเป้าหมายชัดเจน ดึงศักยภาพเฉพาะตัวของนักศึกษาออกมาใช้แก้ปัญหาจริง โครงงานนี้พิสูจน์ว่าการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงบนสื่อยุคใหม่ ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานการตลาดที่ยั่งยืนผ่านการสร้างจดจำให้กับผู้บริโภค

 

#มทร.ธัญบุรี

02 เมษายน 2569

‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’พานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

 สร้างสรรค์สอดรับประเพณี มทร.ธัญบุรี เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์ เสร็จงานประดับสวนแล้วย่อยสลายบำรุงดินได้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ปุ๋ยสวยงามกับพานรับน้ำลดโลกร้อน  โดย ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรนวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี นำขยะเหลือทิ้งจากกล่องพัสดุมาแปรรูปเป็นงานประติมากรรมจิ๋วใช้เป็นปุ๋ยได้จริง สร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ผศ.วินัย กล่าวว่าปัญหาขยะจากกล่องกระดาษพัสดุมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการขนส่งสินค้าออนไลน์ จึงคิดนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ ด้วยกระบวนการทางศิลปะและเทคโนโลยีทางคหกรรมศาสตร์ เกิดเป็น ปุ๋ยสวยงาม โดยนำเศษกระดาษปั่นละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ ปั้นขึ้นรูปเป็นแมลง สัตว์ตัวเล็ก และดอกไม้ นำมาประดับตกแต่งในพานรับน้ำเทศกาลสงกรานต์




การผลิต นำกล่องกระดาษมาปั่นรวมกับปุ๋ยอินทรีย์จนละเอียด ผสมด้วยกาวและครีมทาผิวเพิ่มความยืดหยุ่นและการยึดเกาะ ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ที่อ่อนช้อยประณีตได้ตามต้องการ เมื่อแห้ง จะกลายเป็นของตกแต่งที่ทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติทางชีวภาพในการเป็นสารอาหารให้แก่พืชเมื่อสัมผัสกับน้ำ ยกระดับปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดาเป็นงานศิลปะที่สวยงาม มีระดับ

การจัดทำพานรับน้ำลดโลกร้อน เลือกใช้พรรณไม้ตามความเหมาะสมของภาชนะ จัดวางระดับสูงต่ำด้วยดิน มอส เปลือกไม้ และก้อนหิน จำลองทัศนียภาพทางธรรมชาติ แล้วนำปุ๋ยสวยงาม ที่ปั้นไว้ จัดวางเป็นองค์ประกอบสุดท้าย พานรับน้ำสำหรับใช้ในพิธีรดน้ำดำหัวตามประเพณีไทย ยังนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันทีหลังจบเทศกาล


จุดเด่นของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ การย่อยสลายที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใช้นำพานรับน้ำนี้ไปตั้งประดับตกแต่งภายในบ้านหรือสวนได้ต่อ เมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ตัวปุ๋ยสวยงามที่เป็นรูปสัตว์หรือดอกไม้จะค่อย ๆ ละลายซึมลงสู่ชั้นดิน ส่งต่อธาตุอาหารไปยังต้นไม้โดยตรง ไม่เกิดขยะทิ้งหลังเทศกาล เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมโดยเปลี่ยนวัสดุไร้ค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ

 

#ปุ๋ยสวยงาม