ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

30 กันยายน 2569

สจล.-SCGCเปลี่ยนทุ่นลอยน้ำเป็นแพกู้ภัย

 สจล. ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ นำนวัตกรรม “ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง” ประยุกต์เป็นแพกู้ภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือและเข้าถึงผู้ประสบอุทกภัยชุมชนริมคลองประเวศบุรีรมย์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) นำนวัตกรรมที่ใช้ในโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ SCGC Floating Solar Solutions Flooding Modulation มาประยุกต์เป็น “ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง” เพื่อเข้าถึงและลำเลียงสิ่งของจำเป็นให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในชุมชนริมคลองประเวศบุรีรมย์ เขตลาดกระบัง อาทิ ชุมชนหัวตะเข้ และชุมชนวัดพลมนีย์   เมื่อเร็ว ๆ นี้

 


ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูงของ SCGC มีโครงสร้างแบบ Modular ประกอบง่าย รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เคลื่อนย้ายสะดวก แข็งแรง ทนทาน รับแรงลมและคลื่นได้เป็นอย่างดี รับน้ำหนักได้ 150 กิโลกรัม ต่อตร.ม. เพื่อลำเลียงสิ่งของและเดินทางทางน้ำ เพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงชุมชนริมคลองในสถานการณ์อุทกภัย

 


รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. พร้อมด้วย นายพรชัย แสงรุ่งศรี ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม i2P (Ideas to Products) Center, เอสซีจี เคมิคอลส์ ผู้บริหาร บุคลากร และอาสาสมัครร่วมใช้นวัตกรรมทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง นำน้ำดื่ม อาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไปส่งมอบแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

 

ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์

 

• SOS ฉุกเฉิน สจล. โทร. 02-329-8008

• LINE OA : @kmitldf

• แจ้งสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ: https://sos.kmitl.ac.th?utm_source=chatgpt.com  โดยระบุความต้องการ เช่น “น้ำท่วมต้องการที่พักฉุกเฉิน”

• จุดรับบริจาค: หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.

 

ติดตามระดับน้ำแบบ Real Time ผ่านแดชบอร์ดของ สจล. รวมถึงติดตามสภาพการจราจรและสถานการณ์น้ำท่วมขังโดยรอบพื้นที่ผ่านภาพจากกล้อง CCTV บน YooNee App เพื่อประกอบการวางแผนการเดินทางและการเข้าถึงพื้นที่  Real Time   https://services.opre.kmitl.ac.th/dashboard/waterlevel/?utm_source=chatgpt.com

 

 


29 กันยายน 2569

มจธ. +เครือข่ายปั้น AI-เทคโนโลยี Upskill คนพิการสู่มืออาชีพกว่า 370 ชีวิต

 มจธ. ผนึกพลังเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา Upskill-Reskill คนพิการ สู่สถานประกอบการ และสร้างอาชีพกว่า 370 คน ผ่านโครงการขยายผลโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ.

รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานปิด “โครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. HigherEd for PWD (พ.ศ. 2568 - 2569)” ทีอาคารวิจัยและนวัตกรรมกระบวนการชีวภาพ มจธ. บางขุนเทียน ว่า มจธ. ได้ร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 35 (7) เป็นเจ้าภาพการสนับสนุนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพคนพิการ การฝึกอบรมผู้จัดการโครงการ และผู้อำนวยความสะดวกและประสานงานการฝึกของโครงการในลักษณะ Train the Trainer ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานของ มจธ. ในการฝึกอาชีพให้กับคนพิการ ทั้งการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร การคัดเลือกและสรรหาคนพิการ การจัดการฝึกอบรมคนพิการ การประเมินผล การจับคู่ (Matching) คนพิการกับสถานประกอบการหรือการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งทำหน้าที่ติดตาม ประเมินผลโครงการที่มอบให้สถาบันการศึกษาเครือข่ายดำเนินงาน  

การดำเนินโครงการนี้ เป็นรุ่นที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมอบรมและฝึกงาน 370 คน ปีนี้จัดฝึกอบรม 12 หลักสูตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่ 1 ที่มี 4 หลักสูตร เป็นอาชีพในสถานประกอบการ 2 หลักสูตร และอาชีพอิสระ 10 หลักสูตร  ให้สอดคล้องกับพื้นที่และศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ

รศ. ดร.สุวิทย์ กล่าวอีกว่าการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะทางวิชาการและทักษะความรู้ทางอาชีพให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตลาด ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 แทนการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา 34 เพิ่มโอกาสการจ้างงานคนพิการเข้าสู่สถานประกอบการอย่างมั่นคงและยั่งยืนสอดคล้องกับมาตรา 33

อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  โครงการฯ ได้เปิดเว็บไซต์ www.ableyou.org เป็นแพลตฟอร์มรับข้อมูลความต้องการจากนายจ้าง สรรหาคนพิการที่เหมาะสมเพื่อ Upskill และ Reskill ส่งต่อเข้าตลาดแรงงาน ในกิจกรรม Career Connect ให้คนพิการเรียนและทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว มีรายได้ที่เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน บูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้เกิดทักษะทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน การมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หลักสูตรที่จัดอบรมได้แก่ 1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมจธ. 20 คน 2. หลักสูตรการฝึกการซ่อมบำรุง และดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า   โดย มจธ. (ความร่วมมือใน จ.สระแก้ว) 20 คน 3. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ ประเภทวิสาหกิจชุมชน โดยมจธ. 20 คน 4. หลักสูตรการฝึกอบรมด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ โดยมจธ.ราชบุรี  20 คน

5. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัล เพื่อคนพิการ สร้างงาน สร้างอาชีพ โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 50 คน 6. หลัก สูตรการประกอบอาหารไทยเพื่อประกอบอาชีพ โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (วิทยาเขตสุพรรณบุรี) 30 คน 7. โครงการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพของคนพิการในจังหวัดขอนแก่น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 80 คน 8. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)  20 คน 9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี) 30 คน

10. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะคนพิการสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  30 คน 11. หลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 20 คน  12. หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรีสำหรับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี  30 คน

ดร.อรกัญญาณี เลี้ยงอิสสระ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มจธ. กล่าวว่ามีคนพิการที่เรียนจบหลักสูตร 100% และคนพิการที่มีงานทำทันทีหลังเรียนจบในอัตรา 81.62% มีรายได้ทั้งประเภทรายวันและรายเดือน วันละ 330-340 บาท และ เงินเดือน 10,000-12,000 บาทต่อเดือน มีคนพิการบางส่วนที่นำไปประกอบอาชีพอิสระ หรืออาชีพเสริม อาทิ นักแสดง งานกราฟิก การผลิตหุ่นฟิกเกอร์ งานค้าขาย งานรับจ้าง งานประกอบอาหาร และการผลิต/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน มีการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอีกด้วย

มจธ. ได้ดำเนินกิจกรรม พัฒนาทักษะทางอาชีพให้คนพิการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557

 

 


28 กันยายน 2569

DPU x BRU เปิดทางนักศึกษาสู่โลกอีสปอร์ต สร้างทักษะจริง–อาชีพจริง

 DPU จับมือ BRU พัฒนาบุคลากรวงการอีสปอร์ตไทย นำประสบการณ์จากตัวจริงในอุตสาหกรรมร่วมสร้างหลักสูตร ปลดล็อกศักยภาพนักศึกษาสู่ Future Workforce 3 คณะ/วิทยาลัยหลัก ผลิตคนคุณภาพสู่เวทีโลก สร้างเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืน เชื่อมภาคการศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรม สร้างโอกาสได้งานทำหลังจบการศึกษา

คุณอธิภัทร เกตุทัต ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ และสายงานเครือข่ายสัมพันธ์และแนะแนวการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และ นายโชติชนก ชิดชอบ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต จำกัด (BRU) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่23 กันยายน 2569

นายอธิภัทร กล่าวว่า ความร่วมมือกับ BRU ดำเนินงานกับ 3 คณะและวิทยาลัย ได้แก่ คณะนิเทศศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี   4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. Co-creation ร่วมกันพัฒนาเกม การผลิตคอนเทนต์ ออกแบบตัวละคร (Character Design) หรือรับโจทย์จาก BRU ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สินค้า (Merchandise)  2. Event Experience ให้นักศึกษาร่วมจัดกิจกรรมแข่งขันอีสปอร์ต กิจกรรมเกี่ยวกับเกม และการถ่ายทอดสด 3. Resource Sharing การแบ่งปันทรัพยากรและความรู้ ทั้งการนำองค์ความรู้จากผู้นำในอุตสาหกรรมและระดับสากลมาร่วมพัฒนาหลักสูตรให้แข็งแกร่ง การเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักกีฬามืออาชีพ หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ มาถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้กับนักศึกษา 4. Workforce Preparation เตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน ส่งนักศึกษาฝึกฝนทักษะกับ BRU เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมเกมและ Digital Entertainment ได้ทันทีหลังจากสำเร็จการศึกษา

 

นายโชติชนก กล่าวว่าความร่วมมือกับ DPU เกิดจาก ประทับใจผลงานของนักศึกษา DPU อาทิ การพัฒนาเกม ฟิกเกอร์ และอาร์ตทอย ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และการสนับสนุนจากคณาจารย์ ความร่วมมือกับ DPU เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมทักษะ และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ จากศักยภาพของนักศึกษาที่มีความพร้อมทั้งความคิดสร้างสรรค์ และเครื่องมือการเรียนรู้  BRU จะพัฒนาความรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัย เป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์ในโลกการทำงานจริงกับนักศึกษา 4 แกนหลัก ได้แก่ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาสร้างสรรค์ประสบการณ์ร่วมกับ BRU, การรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน, การพัฒนาต่อยอดชิ้นงานสู่อุตสาหกรรม และการจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อผลักดันบุคลากรทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านไปสู่เวทีโลก

 


อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว มีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้น ตลาดมีความต้องการบุคลากรในด้านนี้ตลอดเวลา BRU มุ่งหวังจะสร้างเส้นทางอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่บุคลากร เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ต้องใช้ทักษะความสามารถที่ครอบคลุม ทั้งการบริหารจัดการทีม งานโปรดักชัน การตลาด การหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะพัฒนา ต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้หลากหลาย” นายโชติชนก กล่าว

 

 


‘โดรนกู้ภัย’ ฝ่าวิกฤตท่วมเคหะร่มเกล้าส่งอาหารถึงจุดเรือเข้าไม่ถึง

ยศชนัน นำทีมกู้ภัยร่มไทร ส่ง “อาสาโดรนกู้ภัย” ลำเลียงเสบียงอาหาร-สิ่งของจำเป็น ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้าในจุดที่เรือเข้าไม่ถึง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร และพล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ(สอป.) เดินทางไปชุมชนการเคหะร่มเกล้า ถนนร่มเกล้า ซอย 24 เขตลาดกระบัง พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมหนัก เมื่อบ่ายวันที่ 28 ก.ย. 2569 โดยนำ ครัวกลางจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และทีม “อาสาโดรนกู้ภัยน้ำท่วม” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และ สอป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ 10 นาย เข้าปฏิบัติภารกิจ

 




การลงพื้นที่ช่วยเหลือครั้งนี้ ได้ระดมยุทโธปกรณ์โดรน 6 ลำ เป็นโดรนกู้ภัยและสำรวจขนาดเล็ก 4 ลำ ติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูลภาพและเรดาร์ (ISR) ใช้บินสำรวจ ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างฉับไว โดรนกู้ภัยและขนส่งขนาดใหญ่อีก 2 ลำ สำหรับลำเลียงอาหารและถุงยังชีพ มีขีดความสามารถยกน้ำหนักสูงสุด 80 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์ตาข่ายหิ้วยกและเครื่องปั่นไฟเพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง  โดยทีมงานได้ใช้แสดงการบินนำถุงยังชีพและอาหารหย่อนลงจุดรวมตัวของผู้ประสบภัย ใช้สลิงความยาว 20 เมตรหย่อนลงมา ช่วยส่งความช่วยเหลือในจุดพื้นที่ซึ่งเรือเข้าไม่ถึงได้

 

ศูนย์ปฏิบัติการและโรงครัวยตั้งอยู่ที่ปากซอยรามคำแหง 192 (เขตมีนบุรี) มีฐานปฏิบัติการหลักที่ร่มเกล้า 2 พร้อมทีมรถขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีแผนย้ายโรงครัวไปตั้งที่วัดปากบึง ห่างจากพื้นที่เป้าหมาย 1.5 กิโลเมตร เพื่อขนส่งอาหารได้เร็วขึ้น


27 กันยายน 2569

รู้เสี่ยงโรคไตใน 5 นาทีนาโนเทคกระจายชุดตรวจไทย 3,000 ร้านยา

 จากห้องแล็บสู่ร้านยา! นาโนเทค สวทช. ผนึก อรินแคร์ ดัน “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน 3,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับบริษัท อรินแคร์ จำกัด ผู้พัฒนา Digital Pharmacy Platform ขยายผลเชิงพาณิชย์ นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต สู่ประชาชนได้ใช้ “นวัตกรรมไทยใกล้บ้าน”

 

ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพสที่ต้องป้องกันและตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่ม เครื่องมือคัดกรองที่ใช้ง่าย เข้าถึงได้ จะช่วยให้ประชาชนตระหนักและเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ผ่านผู้ประกอบการและร้านยาชุมชน จุดบริการสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยจะขยายจุดจำหน่ายชุดตรวจโรคไตให้ครอบคลุม 3,000 แห่งภายในปี 2569 ครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง “เส้นทางให้นวัตกรรมไทยไปถึงประชาชน” นอกเหนือจากการขยายตลาดผลิตภัณฑ์

 

ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผอ.ขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจ สวทช. กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเกิดจากการต่อยอดงานวิจัย “AL-Strip” โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับตรวจหาไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ ใช้ได้ด้วยตนเองทราบผลภายใน 5 นาที เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการเฝ้าระวังสุขภาพ

“แผนงาน Battle นวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ของ สวทช. ต้องการผลักดันเทคโนโลยีชุดตรวจจากงานวิจัยไปใช้จริง ร่วมกับผู้ประกอบการไทย 3 ราย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Kitnee, KidnyCheck และ RenAcc ระยะต่อไป จะให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านร้านยาชุมชนและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้นวัตกรรมอยู่ในตลาดได้ต่อเนื่อง เอื้อต่อการใช้งานจริงและการซื้อซ้ำในระยะยาว” ดร.เดือนเพ็ญกล่าว

 

นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ Co-Founder & CEO บริษัท อรินแคร์ จำกัด กล่าวว่า อรินแคร์มีระบบ Digital Pharmacy เชื่อมโยงการจัดการสินค้า เภสัชกร และเครือข่ายร้านขายยา จึงนำผลิตภัณฑ์ถึงผู้ซื้อผ่านร้านยาทั่วประเทศได้


“ความร่วมมือกับนาโนเทค คือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยไปสู่ตลาดและผู้ใช้จริง ด้วยเครือข่ายร้านยา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานการกระจายสินค้า เพื่อประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่าย อรินแคร์ตั้งเป้าจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโรคไตไปยังร้านยา 3,000 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนข้อมูลและเครื่องมือสำหรับเภสัชกรในการให้คำแนะนำแก่ประชาชน”

 

 


สจล.เปิดหอประชุมรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า1,000 ราย

 สจล. ผนึกกำลังเขตลาดกระบัง เปิดหอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ เป็นศูนย์พักพิงใหญ่ รับผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 1,000 ชีวิต พร้อมดูแลครบวงจร

รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าได้ใช้ “หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)” เป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569  รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กว่า 1,000 คน จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ที่พักชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยย้ายประชาชนจากศูนย์พักพิงตามโรงเรียนที่น้ำท่วมสูงมายัง สจล. ประมาณ 1,200 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 8 คนที่สงต่อไปยังโรงพยาบาลที่รักษาประจำ ผู้ป่วยติดเตียงอีก 23 คนที่จะเข้ามาพักที่ศูนย์พักพิง สจล. ทั้งนี้ หากผู้ป่วยติดเตียงมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จะย้ายเข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ผู้ป่วยที่พักภายในศูนย์ได้ก็จะให้พักพร้อมญาติ



สำหรับผู้มีสัตว์เลี้ยงได้จัดพื้นที่เฉพาะบริเวณด้านหน้าหอประชุม ซึ่งมีประมาณ 50 ตัว โดยนายโรเจอร์ โลหะนันทน์ ร่วมกับสำนักสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ช่วยดูแลเรื่องสวัสดิภาพและสุขอนามัยของสัตว์


ผู้ประสบภัยหรือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ติดต่อ SOS ฉุกเฉิน สจล. โทร. 02-329-8008 หรือเข้ารับความช่วยเหลือได้ที่ “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพระจอมเกล้าลาดกระบัง” ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.

ศูนย์พักพิงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ประกอบอาหารสุกใหม่บริการวันละ 3 มื้อ มื้อละ 1,000 ชุด การสนับสนุนน้ำดื่มบรรจุขวดจากสิงห์อาสา จากภาคเอกชนและกรุงเทพมหานคร

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ทำให้เกิดน้ำท่วมขังรุนแรงในกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้า ย่านลาดกระบัง บางจุดน้ำท่วมสูงถึงคอ ร้านค้าและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ ก็ประสบปัญหาสินค้าอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภคขาดแคลน จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว

 


26 กันยายน 2569

สวนนงนุชพัทยาชวนเที่ยวปิดเทอมทั้งครอบครัว

 สวนนงนุชพัทยาชวนเที่ยวปิดเทอม “สนุกทุกวัย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว” คนเกิดเดือนตุลาคมเข้าฟรีตลอดเดือน

    

“สวนนงนุชพัทยา” จังหวัดชลบุรี ชวนครอบครัวใช้เวลาร่วมกันในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวที่รวมความสนุก ธรรมชาติ การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยไว้ในสถานที่เดียว ภายใต้แนวคิด “สนุกทุกวัย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว”ตอกย้ำภาพลักษณ์ Pattaya’s Family Destination

 


นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยาต้องการให้ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว จึงจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกิดในเดือนตุลาคม รับสิทธิ์เข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พุทธคุณฟรี ตั้งแต่วันที่ 1–31 ตุลาคม 2569 ผู้ใช้สิทธิ์ต้องเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาซื้อบัตรด้วยตนเอง (Walk-in) และแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานที่ระบุวันเดือนปีเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู

 



ช่วงปิดเทอมนี้ สวนนงนุชพัทยามีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว คุณพ่อเพลิดเพลินกับสวนรถ คุณแม่เดินชมสวนสวยกว่า 60 สวน ส่วนเด็ก ๆ สนุกกับการผจญภัยในหุบเขาไดโนเสาร์ ซึ่งมีไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,800 ตัวพร้อมตะลุย“เมืองอียิปต์” เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ

 





สำหรับผู้สูงอายุ สวนนงนุชพัทยาได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้เที่ยวชมได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ทั้งทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ รถบริการนำเที่ยวภายในสวน และลิฟต์ขึ้นชมสวนลอยฟ้า ทำให้ทุกคนสามารถท่องเที่ยวและใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 



นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังคงมอบสิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับทุกคน ได้แก่ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและ(เดินทางมากับครอบครัว) รวมถึงผู้พิการ เข้าชมสวนฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้สนใจรับชมการแสดง “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ     สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

 


เปลี่ยนขยะซาร์ดีนสู่พรีเมียม! "FEELS" ผงโปรตีนโภชนาการสูงปักธงออสเตรเลีย

 RUN พันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย โชว์งานนักวิจัยแลกเปลี่ยนไทย-ออสเตรเลีย (VEP)  “FEELS” จากขยะเนื้อติดก้างซาร์ดีน สกัดได้ผงโปรตีนคุณค่าสูง ลดก๊าซคาร์บอน  เพิ่มมูลค่ามากกว่า 10 เท่า เท่าไข่ไก่ แคลเซียมสูงกว่านมสด เตรียมเจาะตลาดนอก

รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์  อาจารย์ประจำภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นักวิจัยโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย (“Thailand-AustraliaVenture Exchange Program”) หรือ “VEP” เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ FEELS ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีนว่าเป็นผงโปรตีนฟังก์ชันที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง สกัดจากส่วนเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตซูริมิ หรือเนื้อปลาบด เพื่อสุขภาพของผู้สูงวัย แก้โจทย์สิ่งแวดล้อม งานวิจัยได้ขยายกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ จดทะเบียน อย. เรียบร้อยแล้ว ได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ VEP เพื่อศึกษาโอกาสการขยายตลาดในออสเตรเลีย และสร้างความร่วมมือกับกลุ่ม Care Home รวมถึงโรงพยาบาลในต่างประเทศ



รศ.ดร.ทานตะวัน กล่าวว่างานวิจัย Feels เริ่มจากการร่วมมือกับโรงงานผลิตซูริมิจากปลาซาร์ดีน ที่กระบวนการกรองปลาจะเหลือเนื้อติดก้างบริเวณตะแกรงเครื่องจักร ที่จำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ราคาต่ำ ทีมวิจัยนำส่วนเหลือดังกล่าวมาสกัดเฉพาะ ได้เป็นผงโปรตีนคุณค่าสูง ช่วยลดขยะในระบบอุตสาหกรรม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน  เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบเดิมได้มากกว่า 10 เท่า มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการเหมาะกับผู้สูงอายุที่ให้ปริมาณ โปรตีนเทียบเท่าไข่ไก่ 1 ฟอง มีแคลเซียมสูงกว่านมสด 1 แก้ว จากผลิตภัณฑ์ 1 เสิร์ฟ หรือ 15 กรัม  มีน้ำหนักโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายดูดซึมได้ง่าย ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดเหมือนโปรตีนจากพืช และมีรสชาติ "อุมามิ" ตามธรรมชาติจากกรดอะมิโนในปลาซาร์ดีน กระตุ้นความอยากอาหารในผู้สูงวัย

 


รศ. ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office)  กล่าวว่า RUN ได้ร่วมกับเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย ((Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation, CSIRO) เปิดตัว “โครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย”  หรือโครงการ VEP เป็นโปรแกรมแลกเปลี่ยนและเร่งสปีดนวัตกรรมแบบเข้มข้นในเวลา 12 สัปดาห์ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และ SMEs ด้านเกษตรและอาหาร (Agrifood) ของไทยและออสเตรเลีย ดำเนินโครงการ 3 รอบ ในช่วงปี 2569-2570   ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เข้าถึงเครื่องมือการวิจัยระดับโลกของ CSIRO ได้รับการโค้ชแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการพร้อมทดสอบความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ในตลาดทั้งสองประเทศ ลงพื้นที่จริง ทั้งในประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยขั้นสูงให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง


ปัจจุบันโครงการ VEP  ดำเนินการเฟสแรกคือ การอบรมและ Workshop  ในประเทศไทย ศึกษาการทำตลาด เรียนรู้ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลีย จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลียในเดือนตุลาคม เพื่อสัมผัสระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลียในสถานที่จริง RUN ได้สนับสนุน  7 นักวิจัย เข้าร่วมในโครงการ VEP ประกอบด้วย ดร.ปัทมาวรรณ ชิมมา มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์  มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.เอกสิทธิ์ จงเจริญรักษ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.พิมพ์นิภา หิรัณย์สร มหาวิทยาลัยขอนแก่น  รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล มหาวิทยาลัยนเรศวร

RUN เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัย 8 แห่ง ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์, ม.ขอนแก่น, ม.เชียงใหม่, จุฬาฯ, ม.มหิดล, ม.ธรรมศาสตร์, ม.สงขลานครินทร์ และ ม.นเรศวร สร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่ยั่งยืน มุ่งผลักดันงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่มีการประเมินความของเทคโนโลยีและความพร้อมเชิงพาณิชย์

 

 

 


25 กันยายน 2569

วากิวลูกผสมพรีเมียมหนองบัวลำภูชนะเลิศเมนูเนื้อThailand Talent

 สกสว.จัดประชันเมนูเนื้อโค–เครื่องดื่มสร้างมูลค่าเชฟอ๊อฟนำทีมตัดสิน Thailand Talent Summit 2026

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประกวดและแข่งขันเนื้อโคคุณภาพ จากงานวิจัยสู่มูลค่าเพิ่ม (Research for Beef Quality Showcase) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569  ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช (PEACH) พัทยา จังหวัดชลบุรี  ชิงเงินรางวัลรวม 1.3 แสนบาท มีนักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยด้านโคเนื้อและเนื้อโคผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 5 ทีม

 

ผลการแข่งขัน โครงการเกษตรกรอัจฉริยะด้านโคเนื้อ บริษัท อลิสา วากิว บีฟ จำกัด จากจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้พัฒนาเนื้อโควากิวลูกผสมจนได้เนื้อ พรีเมียมคุณภาพสูง ที่คนไทยเข้าถึงได้ ได้รางวัลชนะเลิศเมนูตะวันตก (สเต็กเนื้อ) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เมนูไทย (ยำเนื้อ) โครงการเนื้อโคขุนพันธุ์กำแพงแสน จากสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด จังหวัดนครปฐม นำเครื่องปรุงชั้นเลิศจากท้องถิ่นต่าง ๆ มาช่วยชูรสชาติเนื้อได้รางวัลชนะเลิศเมนูไทย และรองชนะเลิศอันดับ 1 เมนูตะวันตก

 

รศ. ดร.จุฑารัตน์ เศรษฐกุล ที่ปรึกษาคณะทำงานการประกวดเนื้อโคคุณภาพฯ กล่าวว่า การแข่งขันกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนรอง คือ เนื้อสะโพกพับใน (Top Round) ซึ่งมีคุณภาพและลักษณะเนื้อสัมผัสที่ดี แต่ไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทย ผู้ผ่านการคัดเลือกที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบตัดสิน ต้องนำเนื้อโคคุณภาพจากผลงานวิจัยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยและอาหารตะวันตก ได้แก่ ยำเนื้อและสเต็กเนื้อ เพื่อแสดงศักยภาพของวัตถุดิบ คุณภาพเนื้อ รสชาติ และความสามารถในการต่อยอดสู่ตลาดร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบริการอาหาร สตรีตฟู้ด และตลาดมูลค่าสูง

 


“เชฟอ๊อฟ” ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย กรรมการตัดสิน กล่าวว่าประทับใจที่เนื้อโคไทยมาถึงจุดนี้ ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมใช้เทคนิคที่แตกต่างกันทั้งการใช้ไฟ ศาสตร์การย่างเนื้อ ภายใต้การวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงจานอาหาร นับว่าวิเศษมาก อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการวิจัยด้านอาหารสัตว์ที่ยังเป็นจุดบอดของอุตสาหกรรมเนื้อโคไทย ที่ต้นทุนสูง อาหารสัตว์ที่ดีต้องมีทั้งคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ และโปรตีน ซึ่งมีผลต่อความนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อ

 

ส่วนการแข่งขันนวัตกรรมเครื่องดื่มจากฐานงานวิจัย เงินรางวัลรวม 1.2 แสนบาท ทีมชนะเลิศได้แก่ คำหวาน 01 จากบริษัท บุญบ้านหวานใจ จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี แนวคิด ‘เมื่อเครื่องดื่ม ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม | When the drink is not just a drink ลูกอีสานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากจิตวิญญาณอย่างตั้งใจ ต่อยอดภูมิปัญญาด้วยนวัตกรรมพื้นฐานจากงานวิจัย’

 


การประกวดและแข่งขันเนื้อโคคุณภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2569 (Thailand Talent Summit 2026)