นักวิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ แจงชัดๆเทียบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ระบุเหตุธรณีสะเทือน ยังอยู่ในกรอบผันผวนตามธรรมชาติ แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ แทนความตระหนก
รศ. ดร.ภาสกร
ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า
ข้อมูลจาก
U.S. Geological Survey (USGS) สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกมีเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่
7.0 ถึง 7.9 รวม 11 เหตุการณ์ ไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2469 โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป เฉลี่ยปีละราว 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่า
8 ปีละครั้ง กล่าวคือจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ ยังอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นการเกิดซ้ำประจำ
เกือบทั้งหมดเกิดบริเวณรอยต่อแผ่นธรณีภาค ไม่ได้สะเปะสะปะทั่วทั้งโลก
เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่เป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้า
ๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน
ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน
รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว
ส่วนการที่รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้น
เนื่องจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร
เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ USGS ระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว
20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน
ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัยจึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่ถึงจำนวนครั้งจะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย
ก็มิใช่ไม่มีอันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ได้ขึ้นกับขนาดความรุนแรงอย่างเดียว
ยังขึ้นกับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน
และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง
แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้
หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกที่อยู่ไกลออกไป
แม้ประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลัก แต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน
การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ
โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย
ที่อาจขยายคลื่นไหวสะเทือนจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้ จึงต้องมีเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ
โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดความตื่นตระหนก
“ในส่วนวิชาการ โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ
จำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุและแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง
ๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง
เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ
เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะลดความตื่นตระหนก มีความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ”
รศ. ดร.ภาสกร





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น