เปิดงานวิจัยทุน รวพ.ปรับแนวคิด ผลิตภัณฑ์ดินปั้นเดิมๆ ราคาถูก เป็นงานหัตถกรรมคอลเลกชั่นแบบมีสไตล์ ขายโรงแรม ภัตตาคารร้านอาหารได้ราคาดี ช่างมีรายได้เพิ่ม
บ้านเหมืองกุง อำเภอหางดง
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาสำหรับใช้ในพิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ของชาวล้านนามีอายุกว่า 200 ปี เช่น
ประเพณียี่เป็ง การถวายสังฆทาน การใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สืบทอดภูมิปัญญาแบบรุ่นสู่รุ่น
เป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้เรื่องเครื่องปั้นดินเผาของผู้สนใจและนักศึกษาสายศิลปะในปัจจุบัน
โครงการพัฒนาห่วงโซคุณค่าศิลปหัตถกรรมดินปั้นบนฐานทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
ที่ ดร.ภาสินี ศิริประภา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) เป็นหัวหน้าโครงการ กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่
(Local Enterprises=LE) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น
เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่
(องค์การมหาชน) หรือ รวพ. มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนทิศทางตลาด สู่ตลาดงานสร้างสรรค์
ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของตัวชิ้นงาน เรื่องราว และผู้สร้างมากกว่าการเป็นเพียงของใช้ทั่วไป
ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าของผู้ปั้น ทำให้ช่างมีรายได้ที่เหมาะสมกับฝีมือ
ลดการทำงานหนักเกินจำเป็น ฟื้นคืนจิตวิญญาณการสร้างสรรค์งานเครื่องปั้นดินเผาได้อีกครั้ง
ดร.ภาสินี กล่าวว่าเป้าหมายปีแรก (พ.ศ.2566-2567) คือปรับเปลี่ยนทัศนคติของช่างปั้น
จากการผลิตตามคำสั่งซื้อของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้ผลตอบแทนต่ำ สร้างกิจกรรมทดสอบตลาด
ทำให้ช่างปั้นได้พบปะ แลกเปลี่ยนกับลูกค้าที่เห็นคุณค่างานเครื่องปั้นดินเผา ยินดีจ่ายในราคาตามคุณค่าของงานและฝีมือผู้ปั้น
ทำให้เห็นโอกาส ศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดด้วยแนวคิดคน–ของ–ตลาด
ของกรอบวิจัย LE
“นอกจากปรับ Mindset ของช่างปั้นไปสู่การผลิตงานหัตถศิลป์ควบคู่กับการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบัน
ทีมวิจัยยังใช้ความรู้ทางวัสดุศาสตร์ เผาดินปั้นจากแหล่งดินเดิม ด้วยความร้อนสูง เติมทักษะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
โดยรักษาเทคนิค วิธีการผลิตที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ เมื่อนำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบจากการพัฒนาไปทดลองตลาดกับลูกค้า
จัดแสดงในงานต่างๆ พบว่าผลิตภัณฑ์ประเภทภาชนะสำหรับโต๊ะอาหาร
ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ
เกิดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่างปั้นมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเดือนละ
2,000–5,000 บาท ทั้งเป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิท้องถิ่น และ ช่างฝีมือท้องถิ่น
ต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ปัญญาครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงยกระดับตนเองจากชุมชนช่างปั้นสู่ชุมชนหัตถศิลป์”
นายวชิระ สีจันทร์ อายุ 50 ปี ช่างปั้นรุ่นที่
4 ของครอบครัว กล่าวว่าการเข้าร่วมโครงการ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีคนในชุมชนกลับมาทำงานปั้นแล้วหลายราย
ทั้งการนวดดิน ปั้นดิน การทำลวดลาย เด็กในชุมชนก็หันมาเรียนรู้ทักษะนี้ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาให้กับนักท่องเที่ยว
มั่นใจว่างานปั้นดินเผาของบ้านเหมืองกุงจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป
สำหรับการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2568–2569) ทีมวิจัยสนับสนุนให้ช่างปั้นสร้างงานที่เป็น Craft
Collection (คอลเลกชันหัตถกรรม)งานปั้นในสไตล์ของตนเอง เพื่อลูกค้ากลุ่มที่ต้องการความเฉพาะตัว
การทำให้บ้านเหมืองกุงเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญางานปั้น เพื่อให้ชุมชนรักษาภูมิปัญญาให้คงอยู่ต่อไปได้ด้วยตนเอง ควบคู่กับการสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการ
การผลิต การขาย และระบบบัญชี ตามกรอบวิจัย LE เพื่อสร้างผู้ประกอบการชุมชนในการยกระดับรายได้
เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
/////////////////////////////////////////
#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ #ดินเผาล้านนา









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น