เผยนักวิจัย NARIT ดร. สมาพร ติญญนนท์ ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) เกาะติดการระเบิดของซูเปอร์โนวา 2014C พบปริมาณฝุ่นที่เพิ่มสูงผิดปกติ
เห็นกระบวนการใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบ อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก งานวิจัยลงในวารสาร
Astrophysical Journal
ดร. สมาพร ติญญนนท์
นักวิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARITเปิดเผยว่าการสังเกตการณ์
ซูเปอร์โนวา 2014C (SN2014C) ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์
พบมวลสารจากการระเบิดยังมีปฏิกิริยากับมวลสารไฮโดรเจนที่ล้อมรอบ แม้การระเบิดซูเปอร์โนวาจะผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งทศวรรษ
ทั้งพบปริมาณฝุ่นรอบดาวฤกษ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มีมวลมากกว่าโลก 20,000 ดวง นับเป็นปริมาณฝุ่นจากซูเปอร์โนวามากที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ เพิ่มมากขึ้นกว่า
10 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่นเดิมที่วัดได้จากการศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์
ในปี 2019
การเพิ่มขึ้นของฝุ่นใน
SN2014C ที่พบครั้งนี้เกิดขึ้น ภายในเวลาประมาณ 9 ปี หลังการระเบิดของซูเปอร์โนวา
นับเป็นอัตราการเพิ่มของฝุ่นรอบซูเปอร์โนวาสูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ
ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการศึกษาปริมาณฝุ่นในช่วงหลายปีหลังการระเบิดของซูเปอร์โนวายังมีน้อย
ประกอบกับช่วงรอยต่อของกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่สังเกตการณ์ในย่านอินฟราเรด เช่น
กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ที่ปลดประจำการในปี 2020 ทำให้เกิดช่วงว่างของการสังเกตการณ์ก่อนที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์
จะเริ่มใช้ช่วงปลายปี 2021
งานวิจัยนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่ศึกษาปริมาณฝุ่นหลังการเกิดซูเปอร์โนวาในช่วงเวลา
9 ปี งานวิจัยนี้ มีการตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical
Journal
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์
เว็บบ์ เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทันสมัยที่สุด มีกระจกหลักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
6.5 เมตร โคจรอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ณ จุดลากรานจ์ที่ 2 (L2) ของวงโคจรโลกและดวงอาทิตย์ นับตั้งแต่ขึ้นสู่อวกาศ เปิดให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกยื่นขอใช้เวลากล้องได้โดยไม่จำกัดสัญชาติ
ทำให้กระบวนการขอใช้เวลา มีการแข่งขันสูงที่สุดในวงการดาราศาสตร์ ข้อเสนอโครงการของ
ดร. สมาพร ติญญนนท์ ได้รับคัดเลือกให้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฯ
ดังกล่าวติดตามศึกษาซูเปอร์โนวา 2014C และเป็นนักวิจัยไทยคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย
(Principal Investigator) ในโครงการที่ใช้กล้องอันทรงพลังนี้
ซูเปอร์โนวา 2014C (หรือ SN2014C) มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากซูเปอร์โนวาทั่วไป
เนื่องจากดาวฤกษ์ต้นกำเนิดมีฮีเลียมจำนวนมาก มีไฮโดรเจนน้อย มวลสารระหว่างดวงดาวที่ห้อมล้อมดาวฤกษ์กลับอุดมไปด้วยไฮโดรเจน
ซึ่งปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ช่วงก่อนการระเบิด เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา
คลื่นกระแทกจากการระเบิดได้ปะทะกับมวลสารโดยรอบ ส่งผลให้ติดตามศึกษาปรากฏการณ์ได้ต่อเนื่องยาวนานหลายปี
การเฝ้าติดตามธาตุหนักที่อาจเพิ่มขึ้นในมวลสารรอบดาวฤกษ์ภายหลังการระเบิด จะช่วยให้เข้าใจว่าดาวฤกษ์ปลดปล่อยธาตุหนักที่ผลิตขึ้นภายในออกไปสู่เอกภพได้อย่างไร
ทั้งนี้ เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัย
เชื้อเพลิงในแกนกลางจะหมดลง ไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวดาวเองได้
ดาวฤกษ์จึงยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ระเบิดออกเป็นซูเปอร์โนวา ปรากฏการณ์ที่ทรงพลังที่สุดในเอกภพ
ซึ่งจะปัดเป่ามวลสารจากปฏิกิริยาฟิวชั่นภายในใจกลางของดาวออกไปสู่มวลสารระหว่างดวงดาว
มวลสารเหล่านั้นจะก่อตัวไปเป็นระบบดาวฤกษ์อื่น ๆ ต่อไป หากปราศจากซูเปอร์โนวาแล้ว
ธาตุที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน
หรือแม้กระทั่งธาตุหนักอย่างเช่น เหล็ก จะรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ดังเช่นโลกของเราไม่ได้
.
#สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ #ซูเปอร์โนวา 2014C



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น