ชูนครพนมโมเดล ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน ประกาศพลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างเศรษฐกิจฐานราก-ปั้นรายได้นักศึกษาตั้งแต่ก้าวแรก
มหาวิทยาลัยนครพนมได้นำเสนอความก้าวหน้า
การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ โครงการ Wellness Hub การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่
บทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง
ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบนโยบายการสนับสนุนพัฒนานครพนม
ทุกด้าน เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ มาสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ ให้นครพนม
เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกด้านของอีสาน เชื่อมภูมิภาค อินโดจีน เป็นศูนย์กลางด้าน Wellness
Hub ของ จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูง บริเวณชายแดน เชื่อมต่อกับหลายประเทศ
ทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งจะผลักดันมหาวิทยาลัยนครพนมเป็นครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ของอีสานตอนเหนือ ใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อมโยงลอจิสติกส์ตั้งแต่ จีนตอนใต้ เวียดนาม
ลาว ไปจนถึงเมียนมา เปลี่ยนแนวคิดจากทำวิจัยในห้องแล็บ เป็น "Living
Lab" หรือใช้ทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม บูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้าง
Wellness Hub ดึงกำลังจากทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์
สาธารณสุขศาสตร์ ตลอดจนคณะวิศวกรรมศาสตร์และบริหารธุรกิจ มาร่วมกันขับเคลื่อน
"ความเป็นศูนย์กลาง
ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่เมืองหลวงเสมอไป
หากเราดึงดูดคนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น เม็ดเงินมหาศาลจะหมุนเวียนอยู่ที่นี่
นครพนมจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญา แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้บ้านเกิด
สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น
และเป็นหมุดหมายแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาเยือน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายกับนักศึกษากว่า
500 คน ได้ฉายภาพโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ว่า กระทรวง อว. วางเป้าหมายขยายพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนจาก
20,000 แห่ง เป็น 47,000 แห่งภายในเวลา
4 ปี โดยกระจายนักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยลงไปในทุกพื้นที่
นำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าและทรัพยากรในท้องถิ่น โครงการต่างๆ
ของมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้เกิน 70% และกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง
รองนายกฯ และ รมว. อว.ระบุว่า
ได้เตรียมเปิดพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และร่วมกับโครงการ
Startup Thailand League นำไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษามาต่อยอดจับคู่กับนักลงทุนเอกชน
สร้างแหล่งทุนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกู้ยืมธนาคาร
ส่วนนโยบายการปฏิรูปรูปแบบการศึกษา
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส สำหรับคนทุกช่วงวัย
ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาในระบบ "ทำไมเราต้องรอให้เรียนจบแล้วถึงจะมีรายได้?
ทำไมเราทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา เขามีรายได้ระหว่างเรียนได้เลย
ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางบ้าน การทำธุรกิจ Local Enterprise คือคำตอบที่ทุกคนสามารถเรียนไปด้วยและทำไปด้วยได้" และว่าได้ผลักดันระบบ Micro-credit ช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่เคยมีปัญหายาเสพติดในทัณฑสถาน
ให้เรียนรู้ สะสมหน่วยกิตจากการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เมื่อออกมาแล้วก็นำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้
#แพทยศาสตร์ศรีโคตรบูรณ์





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น