ข่าวสาร AI วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

นวัตกรรมข้ามกระทรวงขนไฮเทครับภัยสุขภาพโลก

2 องค์กร สร้างความร่วมมือข้ามกระทรวง ดึงนวัตกรรม ‘AI-ชุดตรวจอัจฉริยะ’ สกัดโรคอุบัติใหม่ ยกระดับ ‘Smart Community Health’ รับมือภัยสุขภาพโลก


สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมควบคุมโรค ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงกับงานสาธารณสุข สร้างระบบเฝ้าระวังโรคที่แม่นยำ ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค

ข้อตกลงครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูล (Big Data) ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ของทั้ง 2 กระทรวงให้มีทักษะข้ามสายงาน (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม – กระทรวงสาธารณสุข)  เพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  โดยการใช้ นวัตกรรมนำหน้า ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค


นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจะเปลี่ยนการทำงานเชิงรับเป็นเชิงรุก ใช้ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลและงานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานการตัดสินใจเชิงนโยบาย พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อสุขภาวะของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน



ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ. สวทช. กล่าวว่า สวทช. จะใช้ขีดความสามารถด้านวิจัยและแพลตฟอร์มข้อมูลมาสนับสนุนกรมควบคุมโรค อาทิ 1) Traffy Fondue ระบบรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ ติดตามการรายงานปัญหาในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อโรค ประชาชนรายงานปัญหาสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทันที ทำให้หน่วยงานตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว 2) OV-ATK ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 นาที พัฒนาโดยคนไทยและผลิตในประเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรอง ตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาการตรวจ



3) Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการด้านการแพทย์ดิจิทัล  ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย A-MED,  iDEMS, ThaiSook สนับสนุนระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยระยะไกล พัฒนาระบบแพทย์แม่นยำแห่งชาติ  Genomics Thailand วิจัยทางการแพทย์จีโนมิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและคลินิกของคนไทย สนับสนุนแนวทางการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล  Biomarker Sensor พัฒนาเซนเซอร์ตรวจสารชีวภาพ เช่น อัลบูมิน ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคจากสัญญาณชีวภาพ  ใช้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติในร่างกายได้รวดเร็ว ลดค่ารักษาในระยะยาว  4) ระบบคุณภาพการให้บริการ EnvOcc เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โครงการติดตามสุขภาพคนทำงาน ตั้งเป้า 2,000 โรงพยาบาล รายงานผลของแรงงานกว่า 500,000 คนต่อปี ช่วยให้ติดตามและป้องกันโรคจากการทำงานได้แม่นยำ ปกป้องสุขภาพแรงงานไทย 



โดยได้นำแพลตฟอร์มTraffy Fondue มาปรับใช้รับแจ้งเหตุ เฝ้าระวังสุขภาพคนเมือง การพัฒนาชุดตรวจโรคที่รู้ผลไวและแม่นยำเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ สุขภาพชุมชนอัจฉริยะ หรือ Smart Community Health อย่างแท้จริง

 

ก่อนหน้านี้ สวทช. ได้นำผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมมือกับกรมควบคุมโรค หลายภารกิจ ได้แก่ 1.ระบบทันระบาด TanRabad แอปฯ สำรวจลูกน้ำยุงลายแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนความเสี่ยงไข้เลือดออกทันที  2.IAAM ระบบยืนยันตัวตนและจัดการสิทธิ์แบบ Zero Trust รองรับการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารโรคติดต่อ 3.BigStream แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพ   4.INTERVAC ระบบวัคซีนพาสปอร์ต สำหรับออกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนแบบดิจิทัล เริ่มใช้ช่วงโควิด19  5.DDC-Care Platform แพลตฟอร์มติดตามสุขภาพผู้เสี่ยงโรคติดต่อ เช่น โควิด19 และโรคปอดอักเสบ  6.INTERVAC TUC ระบบบันทึกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนหลายชนิดที่เดินทางระหว่างประเทศ 7.โครงการพัฒนาระบบจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้งานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการกับศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยืนยันตัวตนดิจิทัล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัย 8.NCD Public BP / Health Station ระบบสถานีดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคความดันและเบาหวาน

 

#การแพทย์ดิจิทัล  


วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดตัว MUW.OFFICIAL สิ่งทอแฟชั่นจากเส้นใยเปลือกทุเรียน

 ชูจุดขาย “ลวดลายมงคล – ต้านเชื้อแบคทีเรีย - ระบายอากาศได้ดี”

 


นักวิจัยจุฬาฯ ผลิตเส้นใยจากเปลือกทุเรียน สร้างนวัตกรรมสิ่งทอแฟชั่น แบรนด์  MUW.OFFICIAL  ชูจุดขายช่วยกำจัดขยะเหลือทิ้งทางการเกษตร ออกแบบลวดลายมงคลอเอาใจเจนวายสายมู ต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92%  ระบายอากาศดีกว่าผ้าไหมเกือบเท่าตัว   


ดร.อุษา ประชากุล คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าได้พัฒนานวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน ใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา เป็นนวัตกรรมสิ่งทอจากเปลือกทุเรียน ผสมฝ้ายและไหม ทดลองการทอมือแบบชุมชนและรูปแบบอุตสาหกรรม เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง



ดร.อุษา กล่าวว่าการทดลองพัฒนาเลือกจังหวัดจันทบุรีเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตและส่งออกทุเรียนอันดับต้นๆ ของประเทศ มีจุดทิ้งเปลือกทุเรียนที่ก่อปัญหาด้านมลพิษ  ทีมวิจัยได้รับความร่วมมือจาก ดร.จุฑาทิตย์ นามวงษ์  จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี  ผู้เชี่ยวชาญการสกัดเยื่อทุเรียน มีงานวิจัยการทำกระดาษจากเยื่อเปลือกทุเรียน ได้ถ่ายทอดเทคนิคการสกัดวัสดุ วางกลยุทธ์แบรนด์  และขึ้นต้นแบบในการผลิตเส้นใยจากเปลือกทุเรียน จนถึงขั้นทดลองทอเป็นผ้าจากเส้นใยทุเรียน




ดร.อุษา กล่าวอีกว่าได้ต่อยอดเป็นสิ่งทอแฟชั่นภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL โดยนำเส้นใยทุเรียนทอผสมกับไหม  ผืนผ้ามีประสิทธิภาพการต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92% ระบายอากาศได้ดีกว่าผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว  การออกแบบแบรนด์ นำแนวคิดเรื่องลวดลายมงคลที่มีความโดดเด่นผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศิลปะร่วมสมัยอย่างลงตัว  




“ความโดดเด่นของแบรนด์แฟชั่น MUW.OFFICIAL คือการออกแบบลวดลายผ้า โดยใช้แนวคิดทางสัญวิทยา (Semiotics) ถอดลักษณะเด่นของสัตว์มงคล 9 ชนิด เป็นลวดลายกราฟิก   เช่น  Fortune Dragon : ลายมังกรสื่อถึงความโชคดี   Tiger of Power: ลายเสือสื่อถึงพลังอำนาจ ลวดลายเหล่านี้ออกแบบให้เป็นสากลและร่วมสมัย ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค Gen Y ที่ยังมีความเชื่อแต่ต้องการความทันสมัย”




สิ่งทอแฟชั่นชุดนี้ ใช้สีย้อมจากพืชมงคลพื้นถิ่นผ่านวิธีการมัดหมี่ลวดลายมงคลรูปแบบต่าง ๆ คุณสมบัติของเส้นใยทุเรียนดูดซับสีธรรมชาติได้ดี ให้สีที่สวยงาม ผลงานชุดนี้ยังนำเทคนิค Kinetic Textile หรือทฤษฎีภาพลวงตา มาใช้ออกแบบชิ้นงาน ทำให้ผืนผ้าดูเหมือนมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา แม้จะวางอยู่นิ่งๆ  การสร้างมิติของลวดลายที่แตกต่างกันเมื่อมองจากคนละมุมมอง  นอกจากตัวผ้าแล้ว แบรนด์นี้ยังนำลายเส้น เช่น เส้นตรงและเส้นโค้ง ที่ได้จากการถอดลายผ้ามาใส่ใน Shape Form ของเครื่องแต่งกาย เช่น การใช้เส้นตรงในการเก็บเกล็ด (Details) บริเวณช่วงเอว เน้นสรีระส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ เพื่อเสริมความมั่นใจให้ผู้บริโภค

ดร. อุษา  กล่าวว่าโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนต่อยอดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งจะนำไปจัดแสดงและประกวดในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา 2026 เพื่อยกระดับวัสดุทางเลือกของไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน


รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผอ.สำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย การเชื่อมโยงนักวิจัยเข้ากับชุมชนท้องถิ่นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สู่สินค้ามูลค่าสูง เป็นแนวคิดของ RUN ที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทย 8 แห่งประกอบด้วยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วย Sincerity, Excellence, and Equality (SExY way) ขับเคลื่อนงานวิจัยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก มีเปลือกทุเรียนเป็นของเหลือทิ้งจำนวนมาก ต้องกำจัดด้วยการเผาทำลายหรือการฝังกลบ มีภาระต้นทุนถึงตันละ 900 บาท ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีเส้นใยเซลลูโลสกว่า 30 % และมีคุณสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกับเส้นใยของฝ้ายและป่านที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้  ในประเทศไทยใช้บางส่วนทำเฟอร์นิเจอร์อัดแข็งและกระดาษ ไม่มีใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่น  ผู้วิจัยจึงนำมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มมูลค่าทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยทุเรียนดังกล่าว

 

# สิ่งทอแฟชั่นจากเส้นใยเปลือกทุเรียน

 


วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ม.มหิดลจัดรางวัล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ปี 69เทียบโนเบลของไทย

ม.มหิดลจัดรางวัล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ปี 69 ชูบทบาทนักวิจัยไทย ผู้สร้าง Real World Impact พร้อมปลดล็อกงานวิจัยไทยที่ใช้ได้จริง หนุนรางวัลเงินสดรวมกว่า 7 ล้านบาท

 


มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2569 เป็นปีที่ 2 ยกย่องนักวิจัยไทยที่มีผลงานโดดเด่น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ แนวคิด Real World Impact for Sustainability ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ มอบเงินรางวัลสูงสุด 7 ล้านบาท ในรูปแบบทุนให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัด เปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง สู่การใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต



รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล  จงเจตน์เมธีวิชญ์ เปิดรับการเสนอชื่อเข้ารับการพิจารณารางวัลประเภทนักวิจัยดีเด่น และนักวิจัยรุ่นใหม่ ตั้งแต่วันนี้ – 10 เมษายน 2569 โดยจะประกาศผลการคัดเลือกในเดือนกันยายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jongjate-award.mahidol.ac.th



ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยคุณภาพ แต่คือการขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริง ด้วยอุปสรรคด้านเงินทุนกลไกสนับสนุน การเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม มีการประเมินว่า ผลงานวิจัยกว่า 80–90% จำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการ ซึ่งไม่ได้รับการต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง



มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็นปัญญาของแผ่นดิน ไม่ได้เป็แค่ Academic Impactแต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกิด Real World Impact ที่เป็นรูปธรรม  จึงได้จัดตั้งกองทุนและรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ในปี 2568 ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ในรูปแบบกองทุนถาวร (Endowment Fund) เพื่อยกย่องเชิดชูนักวิจัยที่สร้างสรรค์ผลงานที่สร้างReal World Impact ได้แท้จริง เพื่อผลักดันศักยภาพนักวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปีแรกได้รับผลตอบรับอย่างดี มีการเสนอรายชื่อนักวิจัยจากทั่วประเทศมากกว่า 90 ราย ผู้ที่ได้รับรางวัลในปี 2568 ได้แก่ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ30 บาทรักษาทุกโรค ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับสังคมไทยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยกว่า 67 ล้านคน และรศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ ผู้มีบทบาทการขับเคลื่อนแผนงานระดับชาติ Genomics Thailand ซึ่งเป็นการวางรากฐานการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) รวมทั้งก่อตั้งเครือข่ายวิจัยนานาชาติ Asian Immune Diversity Atlas (AIDA) และจัดตั้งศูนย์ Single-Cell Omics แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการระดับโลก Human Cell Atlas (HCA)



การมอบรางวัล ในปี 2569 นี้ ในแนวคิด Real-World Impact for Sustainability ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่

1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่น (ไม่จำกัดอายุ) 1 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง เงินรางวัล 5 ล้านบาท รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ (อายุไม่เกิน 45 ปี) 2 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เงินรางวัล 1 ล้านบาท โดยมีเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. การได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ (National or International Recognition) 2. การสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Originality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน 3. ศักยภาพในการขยายผลและผลกระทบระยะยาว (Scalability/Long-Term Impact) 4. ความยั่งยืนของผลงาน (Sustainability) และ 5. ความสามารถในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในประเทศ (Systemic Changes)

 

#จงเจตน์เมธีวิชญ์

 


ตู้ ปณ.อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้ต้องขังสื่อกับญาติแบบดิจิทัล

ไปรษณีย์ไทย และกรมราชทัณฑ์  MOU พัฒนาระบบตู้ ปณ.อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Prompt Post สนับสนุนการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ต้องขังและญาติในรูปแบบดิจิทัล

 


ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด กล่าวระหว่างลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาระบบตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับกรมราชทัณฑ์ (DOC Prompt Post) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าไปรษณีย์ไทยได้นำศักยภาพของแพลตฟอร์ม Prompt Post พัฒนาระบบตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การรับ–ส่งจดหมายระหว่างผู้ต้องขังและญาติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบสถานะได้ ตามมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล ลดขั้นตอนแบบเดิม ลดการใช้เอกสารกระดาษ ทำให้การติดต่อสื่อสารคล่องตัวขึ้น เจ้าหน้าที่ทุ่มเทเวลากับภารกิจหลักได้เต็มที่ ญาติส่งข้อความถึงผู้ต้องขังได้อย่างเป็นระบบ


ระบบตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะแยกโครงข่ายการใช้งานอย่างชัดเจน บุคคลภายนอกจะส่งข้อมูลผ่านระบบ Internet เข้าสู่ระบบจัดการกลางของไปรษณีย์ไทย ผู้ต้องขังจะใช้งานผ่านระบบ Intranet ภายใต้โครงข่ายของกรมราชทัณฑ์ ไม่เชื่อมต่อกับ Internet โดยตรง ตามมาตรการควบคุมและรักษาความปลอดภัยสูงสุด”



พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ ในการพัฒนาระบบการรับ–ส่งไปรษณียภัณฑ์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสาร การสนับสนุนภารกิจด้านการบริหารงานราชทัณฑ์ให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการพัฒนาพฤตินิสัยด้วยการพัฒนาระบบการสื่อสารในเรือนจำ สร้างมาตรฐานใหม่ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังและครอบครัวให้เกิดขวัญกำลังใจ ปรับทัศนคติการดำเนินชีวิตในระหว่างต้องโทษ พร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ไม่หวนไปกระทำผิดซ้ำอีก  




ประชาชนและผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2114 3742 หรือช่องทาง Line : @promptpost

#ตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับกรมราชทัณฑ์

 


วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

e-Noseจมูกอิเล็กทรอนิกส์อาวุธลับชี้เป้าปราบฝุ่นPM2.5




นาโนเทค-สวทช. เปิดตัวนวัตกรรม e-Nose จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ กระจาย 100 เครื่อง ลง 5 โซนนำร่อง ดมกลิ่นสืบหาแหล่งต้นตอฝุ่นจากการเผาภาคเกษตร-โรงงาน แจงร่วม กฟผ. กรมควบคุมมลพิษ นำร่องตรวจแม่เมาะ ชี้เป้าก่อไฟเพื่อจัดการทันควัน ลดPM2.5 ได้ผล สร้างความกระจ่างถึงตัวการ

 


ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.นาโนเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงการใช้นวัตกรรมระดับนาโนสืบหาแหล่งต้นตอฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยเทคโนโลยี e-Nose (จมูกอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างแม่นยำและยั่งยืน ด้วยโครงการต้นแบบการกระจายเซนเซอร์ 100 เครื่องในพื้นที่วิกฤต



ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ ทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม นาโนเทค อธิบายว่า e-Nose คือชุดเซนเซอร์อัจฉริยะเลียนแบบการดมกลิ่นของมนุษย์ สามารถตรวจจับสารประกอบเคมีและก๊าซที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ ฝุ่น PM2.5 จากแต่ละแหล่งกำเนิดจะมีลายเซ็น (Signature) หรือองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน เช่น ฝุ่นจากการเผาชีวมวลได้แก่ ตอซัง ข้าวโพด ต่างจากฝุ่นจราจร และฝุ่นอุตสาหกรรม ฝุ่นทุติยภูมิจากปฏิกิริยาของปุ๋ยไนโตรเจนในดิน  โดยชุดต้นแบบ 100 เครื่องลงตรวจติดตาม 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ พื้นที่โล่ง (ค่าอ้างอิง), แปลงนาข้าว, ไร่ข้าวโพด, สวนผลไม้ และป่าธรรมชาติ โดยใช้ AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูงประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน ให้เห็นสัดส่วนแหล่งกำเนิดฝุ่นในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน



จากการทดสอบเบื้องต้นในพื้นที่ภาคเกษตร ระบบ e-Nose แยกแยะค่า PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในวันนั้น จากลมที่พัดพาควันที่เผาไหม้ไร่อ้อยในพื้นที่ข้างเคียง หรือเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของปุ๋ยในแปลงเกษตรเอง ความละเอียดระดับนี้ช่วยให้ภาครัฐเข้าไประงับเหตุหรือให้ความรู้เกษตรกรได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องสุ่มตรวจแบบหว่านแหเหมือนในอดีตดร.รุ่งโรจน์กล่าว



นายวิรัตน์ คำพรม หัวหน้ากองปฏิบัติการเหมือง ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยงานในพื้นที่จริง กล่าวว่านวัตกรรมนี้จำแนก สืบหาต้นตอของฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ได้ช่วยให้ทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกล่าวโทษโดยไม่มีมูล ด้วยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง โดยความร่วมมือกับนาโนเทค ในจังหวัดลำปาง เป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ของเหมืองแม่เมาะ



ข่าวแจ้งว่าสวทช. จะจัดงานประชุมวิชาการประจำปี หรือ NAC2026 วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 – 12.00 น. ห้อง CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เปิดมุมมองใหม่การชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยี e-Nose นวัตกรรมจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับการติดตาม แก้ไขปัญหา PM2.5 จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ภาคสนาม

งานเสวนาครั้งนี้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้บริหารเมือง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งานจริง ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ตั้งแต่นโยบายอากาศสะอาด การเตรียมความพร้อมต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปจนถึงบทเรียนการใช้งานจริงจากเหมืองแม่เมาะ แนวทางขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่ ผู้สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ งานเสวนาครั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนได้

 

e-Noseดมกลิ่นฝุ่นPM25


วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สวทช.-ทช.ใช้วิทย์เทคโนฟื้นฟูชายฝั่งรับมือภูมิอากาศเปลี่ยน

สวทช. ทช. ผนึกกำลัง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบริหารจัดการ-ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งประเทศไทย รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


 

ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยณ ห้องประชุมลำแพน ชั้น 9 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569



ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นความต่อเนื่อง 5 ปี ระหว่า พ.ศ. 25692574 เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้จะเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งของประเทศไทย เป็นต้นแบบความร่วมมือเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ นโยบาย การปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน สะท้อนเจตนารมณ์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม  

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า การลงนามวันนี้เป็นการยกระดับพันธกิจระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กับ สวทช. คลังสมองและผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือหลักด้านการอนุรักษ์ ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ปี จะขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ร่วมกันบริหารจัดการข้อมูล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน



“สภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน”

ที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ได้แก่ 1.การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน 2.การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 3.การใช้ระบบดิจิทัลติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง 4.การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง




การลงนามความร่วมมือการวิจัยครั้งนี้ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานการลงนาม พร้อมด้วย ผศ. ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผอ.ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค
) ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และคณะผู้บริหาร สวทช.

 

 


ป่าสร้างรายได้ พลิกชีวิตชาวทาเหนือด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา

 


ทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้

 


ป่ากว่า 47,000 ไร่ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรเป็นเสมือน “ขุมทรัพย์” ของชุมชน เพราะพื้นที่ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติถึง 2 ฝั่ง มีป่ากว้างใหญ่และดูอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่นี่อยู่ที่เพียง 38,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 136,043 บาทต่อปี หรือต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นคำถามใหญ่ของพื้นที่นี้ว่าทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้



เพื่อหาคำตอบ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภายใต้โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)  จึงเริ่มค้นหาสาเหตุจากการ “ย้อนดูอดีต” อย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือ Time Line Analysis หรือการไล่เรียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลา แล้วพบจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2540 ช่วงเวลาที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวและพิษเศรษฐกิจทำให้หลายครัวเรือนถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทางเลือกของคนในเวลานั้นคือการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า ทว่าการรุกล้ำเพื่อความอยู่รอดนั้นได้ทิ้ง “บาดแผล” ไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม และเมื่อป่าเสื่อมโทรม ความสามารถในการเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชนก็ค่อย ๆ ลดลง



โจทย์ของโครงการ “ป่าสร้างรายได้” จึงไม่ใช่แค่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ป่ากลับมา “เกื้อกูลคน” ได้อีกครั้ง และในเวลาเดียวกันก็ต้องทำให้คนอยู่กับป่าได้แบบสมดุล นี่คือจุดที่โครงการเลือกแนวทางสำคัญ คือ “ไม่ทิ้งของเก่าเพื่อเอาของใหม่” แต่ใช้วิธีผสาน “นวัตกรรมพร้อมใช้” เข้ากับ “ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ” เพราะถ้าจะทำงานกับป่าให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความเชื่อ ความสัมพันธ์ และวิถีของคนในพื้นที่ก่อน

โครงการเริ่มจากการดึงศักยภาพของต้นทุนเดิมในชุมชน ยึดเอาความเชื่อของพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันกับผืนป่าเป็นแกนหลัก เพราะคนกลุ่มนี้มีแรงปรารถนาจะฟื้นป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดเครื่องมือและระบบที่ทำให้ “การดูแลป่า” กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” จากนั้นโครงการใช้วิธีคัดเลือกคนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ มีการใช้ Gap Analysis เพื่อดูช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากไปให้ถึง และใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ เพื่อคัดเลือกครัวเรือนที่มีศักยภาพและพร้อมจะพัฒนาตนเองต่อยอดให้เกิดผลจริง วิธีนี้ทำให้การเริ่มต้นแข็งแรง และช่วยให้เห็นผลได้ชัดเจน



เมื่อได้กลุ่มที่พร้อมแล้ว ขั้นต่อมาคือ “ติดอาวุธ” ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้ 4 ตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตัวแรกคือระบบ UD-Fine ที่ช่วยให้ชาวบ้านบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ และทำ “แผนที่สร้างรายได้” ได้ด้วยตัวเอง หมายถึงชาวบ้านสามารถกำหนดพิกัดและรู้ได้ว่า “ขุมทรัพย์” ในป่าของตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ทำแบบเดาสุ่มเหมือนที่ผ่านมา ตัวที่สองคือการยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อยอดภูมิปัญญาปกาเกอะญอเดิม เปลี่ยน “ขอนไม้แห้งที่อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้ป่า” ให้กลายเป็นแหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง นั่นแปลว่าชุมชนได้ทั้งรายได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าไปพร้อมกัน ตัวที่สามคือการสร้าง บัญชีตะกร้าครัวเรือนที่ทุกครัวเรือนสามารถตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายที่สอดคล้องกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า” เพื่อให้รู้ว่าช่วงไหนเก็บอะไรได้ วางแผนการเก็บเกี่ยวและสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอรายได้เป็นฤดูกาลเดียวแล้วขาดช่วง และตัวที่สี่คือการพัฒนาคนให้เป็น “นวัตกรชุมชน” หรือคนในชุมชนที่วางแผนชีวิตตัวเองได้ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือจัดการป่าอย่างมีระบบ ไม่ต้องพึ่งคนนอกตลอดไป





          อีกเรื่องที่ทำให้การทำงานเดินหน้าเร็ว คือแนวคิด “ใช้ตลาดนำการผลิต” เพราะปัญหาของหลายชุมชนคือทำของออกมาก่อน แล้วค่อยหาคนซื้อ ซึ่งเสี่ยงมาก โครงการนี้กลับเริ่มจากการดูว่า “ของป่าแบบไหนมีตลาดกำไรสูง” แล้วค่อยย้อนกลับมาพัฒนา “คน” ให้ทำ “ของ” ที่ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญคือทำให้ตลาดเข้าหาชุมชนจริง ๆ โดยประสานให้ “พ่อค้าคนกลาง” นำตาชั่งเข้ามาตั้งรับซื้อผลผลิตถึงในพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงไม่ต้องแบกของออกไปไกล ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มกำไรให้เห็นเป็นรูปธรรม  ผลที่เกิดขึ้นหลังทำงานเพียง 6 เดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดทั้งตัวเลขและชีวิตจริง ชุมชนสามารถสร้าง Value Chain ใหม่ให้กับ “เห็ดก่อ” (หรืออีกชื่อคือเห็ดแดง)  หรือเส้นทางสร้างมูลค่าตั้งแต่การหาไปจนถึงการขาย โดยเห็ดแดงถูกระบุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53% และมีสารเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดราคาแพงอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดหลินจือ  ทำให้รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งกำไรเพิ่ม 15–20% เพราะลดต้นทุนขนส่งจากการมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันยังค้นพบศักยภาพของ “ขอนเห็ด” ที่เพาะเห็ดกระด้าง (Hed Kradang) และเห็ดหล่ม (Hed Lom) ซึ่งสามารถแปรรูปขายในรูปแบบผงเห็ดได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละพันบาท  

แต่อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเกิด “นวัตกรชุมชน” ที่สามารถใช้เทคโนโลยีวางแผนและจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง ชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองมากขึ้น มีแนวทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศและความเชื่อดั้งเดิมในการดูแลรักษาป่า และเกิดการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีพร้อมใช้กับความเชื่อในพื้นที่ หรือ Innovation & Culture Blending



ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” ประโยคนี้คือหัวใจสำคัญของโครงการ นั้นคือการทำให้ “ป่าอยู่ได้คนอยู่รอด” แบบที่ทั้งสองฝ่ายดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน

 

 

#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่